นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙
ทำแลปต่างแดน
โดโรที
... หลังจาก​​ได้รับอุปกรณ์การเรียนต่างๆ​​​​พร้อมแล้ว​​ ในช่วง​​ที่แก้งานเขียนกลับ​​ไปกลับมา​​ระหว่างอาจารย์​​กับลูกศิษย์ สิ่ง​​ที่​​ต้องเริ่มทำอีกอันหนึ่ง​​ก็​​คือการทำแลป...
หลังจาก​ได้รับอุปกรณ์การเรียนต่างๆ​​พร้อมแล้ว​ ในช่วง​ที่แก้งานเขียนกลับ​ไปกลับมา​ระหว่างอาจารย์​กับลูกศิษย์ สิ่ง​ที่​ต้องเริ่มทำอีกอันหนึ่ง​ก็​คือการทำแลป อาจารย์ Mike แกพา​ไปดูห้องแลป​และฝากฝังไว้​กับอาจารย์ Stella ก่อน​ที่แก​จะเดินทาง ​เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้า​ที่เข้าทางการทำแลปก็เริ่มดำเนินการขึ้น​

งานวิจัย​ที่เราทำนั้น​​ต้อง​ใช้พื้นฐาน​ความรู้หลักๆ​สำคัญสามอย่าง​คือเคมีฟิสิกส์​และชีววิทยา ห้องแลป​ที่นี่มีอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ๆ​ในสายตาเราเยอะมาก ​ที่บอกว่าใหม่ๆ​ไม่ใช่​เป็นของใหม่เอี่ยมนะคะ​ ​แต่​เป็นของใหม่สำหรับสายตา​และ​ความคิด​เนื่องจากไม่เคยเห็นอุปกรณ์แบบนี้มาก่อน กล้องจุลทรรศน์​ที่​ใช้ส่องดูสิ่ง​ที่มีขนาดเล็ก มีหน้าตาไม่เหมือน​ที่บ้านเรา การ​ใช้งานมันง่ายกว่าของบ้านเรา อุปกรณ์ต่างๆ​​ส่วนใหญ่​ใช้แล้ว​ทิ้ง เช่นเพลทเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์หรือเซลล์ (Petri dish) หลอดดูดสารละลายต่างๆ​​ที่เด็กวิทย์อย่างเราเราเรียกว่าปิเปต (Pipette) อุปกรณ์เหล่านี้ตอนอยู่​บ้านเรา​ใช้เสร็จแล้ว​​ต้องแช่น้ำยาทำ​ความสะอาด เสร็จแล้ว​นำ​ไปเข้าหม้อนึ่ง​ความดัน (autoclave) ​เพื่อทำลายเชื้อโรค แล้ว​​ต้องนำมาอบให้แห้งอีก​เพื่อเตรียม​พร้อมสำหรับ​ใช้งานครั้งต่อ​ไป ​ซึ่งผู้ทำแลป​ต้องเสียเวลาไม่น้อยเลย​​กับเรื่อง​พวกนี้ ​เมื่อมีโอกาส​ได้มาทำแลป​ที่นี่พบว่าทุ่นเวลาเรื่อง​การทำ​ความสะอาดอุปกรณ์​ไปพอสมควร

พูดถึงปิเปตทำให้นึกถึงสมัยก่อนตอนเรียนปริญญาตรี พวกเรา​ต้องทำแลปเกี่ยว​กับเชื้อแบคทีเรีย ​ซึ่งพวกเรา​ต้อง​ใช้ปากดูดปิเปตเหมือน​ใช้หลอดดูดโค้กหรือเป๊ปซี่ ต่างกันตรง​ที่ว่าน้ำ​ที่ดูด​คือน้ำของสารละลายเลี้ยงเชื้อ ป๊อปหนุ่มเสียง FM ประจำเอก (major) เกิดพลาดดูดแบคทีเรียเข้าปาก​ไปด้วยเรียกว่าบ้วนออกมาเกือบไม่ทัน ส่งผลให้บ่ายวันนั้น​ป๊อป​ต้องกลับบ้าน​ไป​เนื่องจากฤทธิ์แบคทีเรีย​ที่ตกค้างอยู่​ทำให้ป๊อปเกิดอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงมาก โชคดี​ที่จุลินทรีย์ต่างๆ​​ที่​ใช้ในการทำ
แลปปริญญาตรีนั้น​ไม่รุนแรงมากถึง​แม้เรา​จะกินมัน​ไปบ้าง​แต่ก็ยังอยู่​รอดปลอดภัยกันอยู่​ ​แต่ทาง​ที่ดี​ต้องระวังไว้ก่อนก็​จะ​เป็นการดี

ตอนมา​ที่นี่ใหม่ๆ​เกือบ​จะ​ใช้ปากดูดเหมือนกัน​ถ้าเผลอ​ไปล่ะก็คง​ต้องถูกส่งตัว​ไปอบรม​เป็นการใหญ่​เพราะ​ที่นี่เน้นเรื่อง​​ความปลอดภัยสูงมาก ​เมื่อก้าวเข้าห้องแลปรองเท้า​ที่ใส่​ต้องหุ้มคลุมหมดทั่ว​ทั้งเท้า​จะเปิดเผยให้เห็นสีผิวของเท้าเราไม่​ได้เด็ดขาด ​ใครคิด​จะลากแตะหรือ​แม้​แต่รองเท้า​ที่​เป็นเพียงสายคาด​แต่ไม่มีหุ้มปิด​ทั้งเท้าล่ะก็ไม่มีสิทธิ์ทำแลป ​และในขณะเดียวกันทุกครั้ง​ที่ทำแลป ​ต้องสวมแว่นกันสารเคมี (safety glasses) ไม่ว่า​จะทำ​กับสารเคมีธรรมดาก็ตาม​เมื่อเข้า​ไปแล้ว​​ต้องสวมแว่นอย่างเดียว ​เพราะ​เขาป้องกันในกรณี​ที่คนอื่นอาจ​จะทำการทดลอง​กับสารร้ายแรงแล้ว​มันพลาดมากระเด็นโดน​ได้ รวม​ทั้ง​ต้องสวมถุงมือทุกครั้งด้วยเช่นกัน ถุงมือนี้​จะสวมแล้ว​เดินเรื่อยเปื่อยนอกห้องแลปไม่​ได้ ​เพราะ​เขามองว่ามือนี้​จะ​ไปสร้างการปนเปื้อนนอกห้องแลป ทำให้ผู้อื่นเสี่ยงต่อการ​ได้รับอันตราย อีกสิ่งหนึ่ง​​ที่ขาดไม่​ได้ก็​คือเสื้อโค้ทหรือเสื้อกราวด์สีขาว​ซึ่งก็​ต้องสวมใส่ทุกครั้ง สำหรับราคาก็แพงมาก​คือ 37$ AUD ​แต่โชคดีอาจารย์ให้เบิก​ได้ อย่างไรก็ตาม​ทั้งหมดนี้ทำให้เรา​ต้องปรับตัว​และเรียนรู้กันยกใหญ่เลย​ทีเดียว

​เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ​ใหม่​ทั้งหมดหน้า​ที่ของเราตอนนั้น​​คือเรา​ต้องนำพื้นฐานจากการเรียนรู้แบบเก่า​ที่เมืองไทยมาประยุกต์​และปรับ​ใช้​ที่นี่ ​ซึ่งตรงนี้สำหรับเราแล้ว​​เป็นสิ่ง​ที่ดีมาก​เพราะการเรียนรู้จากวิธี​ที่พื้นฐาน จากเครื่องมือเก่าๆ​ทำให้เรา​ได้รับการเรียนรู้อีกแบบ​คือรู้ถึงรากของการพัฒนา ​เมื่อมาเจออุปกรณ์การ​ใช้งานแบบเดียวกัน​แต่ทันสมัยกว่าจึงทำให้เข้าใจว่ามันมี​ที่​ไป​ที่มาอย่างไร ห้องแลป​ที่นี่มีโทรศัพท์ติดไว้ทุกห้อง​เพื่อไว้​ใช้ติดต่อในเวลาฉุกเฉิน โทรศัพท์​สามารถ​ใช้โทรออกภายนอก​และโทรเข้ามือถือ​ได้เช่นกัน ​ส่วนโทรศัพท์ภายใน​จะมีตั้งไว้ตามจุดใหญ่ๆ​ของตึกเรียน (มองย้อนกลับ​ไป​ที่ไทย โทรศัพท์​ที่เราเรียน​ที่เมืองไทยมีอยู่​หนึ่ง​เครื่องในห้องแลป หยอดเหรียญครั้งละ 5 บาท​ โทรครั้งหนึ่ง​ก็​ต้องคุยให้​ได้หลายๆ​เรื่อง​ถึง​จะคุ้ม)

นักศึกษา​ที่นี่​สามารถอยู่​ทำงาน​ได้กี่โมงก็​ได้​โดยเฉพาะนักเรียน​ที่เรียนแบบวิจัย​ซึ่งก็​คือนักศึกษา Honour , Master by research ​และ PhD เขียนมาถึงตอนนี้ก็อดนึกถึงตอนเรียนโท​ที่บ้านเราอีกไม่​ได้ ช่วงเรียนโทพอเริ่มทำวิจัยตอนแรกก็อยู่​ดึก​ได้ไม่มีปัญหาอะไร​ ตอนหลัง​เนื่องจากมีการก่อสร้างอาจารย์ก็เลย​กังวลเรื่อง​​ความปลอดภัยดังนั้น​​ถ้า​ใครอยู่​ดึก​ต้องทำเรื่อง​ทำราวร่าง​เป็นจดหมายให้ชัดเจน การทำแลป​ต้อง​ใช้เวลา​และ​ความอดทน​ต้องทำหลายซ้ำไม่ใช่ครั้งเดียวผลออกมาสวยหรู ​โดยเฉพาะการทำงาน​กับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก​ซึ่งบางครั้งก็ยาก​ที่​จะเข้าใจ ​ซึ่งเรื่อง​แบบนี้พวกเราเด็กวิทย์​ทั้งหลายรู้กันดี ไหน​จะจำนวนอุปกรณ์​ที่ไม่เพียงพอ​ต้องเจียดแบ่งกัน​ใช้งานอีก ​ซึ่งมีผลทำให้งานติดขัดบ้าง​เป็นครั้งคราว

ตัวเราเองนั้น​ก็ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับมาตลอด ให้ทำเรื่อง​อยู่​ดึกก็ทำไม่เกี่ยงอยู่​แล้ว​ หาคนมาอยู่​​เป็น​เพื่อนก็​เอาไม่มีปัญหา จนกระทั่งช่วงหนึ่ง​อาจารย์​ที่ปรึกษาท่าน​ต้องบิน​ไปอบรม​ที่ต่างประเทศ​เป็นเวลาหกเดือน เราก็มีหน้า​ที่รับผิดชอบดูแลน้องๆ​ปริญญาตรีในกลุ่มงาน​ที่เกี่ยวข้อง​พร้อม​ทั้งสั่งซื้ออุปกรณ์ต่างๆ​ด้วย รวม​ทั้ง​เป็นเสมือนภารโรง​เพราะ​ต้องถือกุญแจตึก​และกุญแจห้องแลปรวม​ไป​ทั้งดูแล​ความเรียบร้อย​ของตึกก่อนกลับบ้าน จริงๆ​ก็ไม่มี​ใครมอบหมายให้ทำ​แต่มันก็ตึกเรียนเรา​ใช้มันอยู่​ทุกวันก็มี​ความรู้สึกว่า​​ต้องรับผิดชอบมัน​ไปด้วย

อยู่​มาวันหนึ่ง​การสนทนา​ระหว่างเรา​กับอาจารย์ท่านหนึ่ง​​ที่พึ่งจบมาจากประเทศ​ที่อิตเลอร์เคย​เป็นผู้นำก็เกิดขึ้น​

อาจารย์: "นี่เธอทำไม​ต้องเธอ​ต้องทำแลปกลับบ้านดึกๆ​ดื่นๆ​ ทุกวันทำไมเธอไม่มา​แต่เช้า​"

เรา: เงียบไม่พูดอะไร​​แต่คิดอยู่​ในใจทุกวันนี้ก็มาถึงมหาวิทยาลัยก่อนอาจารย์ อาจารย์​จะให้​เอาเช้า​ขนาดไหนเนี่ย

อาจารย์: "เธอควร​จะมีการวางแผนงานว่าเธอ​จะทำอะไร​แค่ไหนอย่างไร"

เรา: "อาจารย์คะ​หนูวางแผนแล้ว​ค่ะ​หนูมีสมุดวางแผนงาน หนูเร่งงาน​เพราะหนูอยากจบไวไวค่ะ​" พูด​ไป​พร้อมยิ้ม​ไปด้วยหวังลึกๆ​ว่าอาจารย์​จะ​ได้เลิกถามซะที

อาจารย์ : "เธอ​จะรีบจบ​ไปถึงไหน สมัยครูเรียนครูไม่เห็นเร่งรีบเลย​ ครูก็เรียนของครู​ไปเกือบ 5 ปี. (อาจารย์ท่านนี้แก​ได้ทุน​ไปเรียนค่ะ​)

เรา: มองหน้าแก​พร้อมตอบแกกลับ​ไปด้วยเสียง​ที่เครือ​พร้อมน้ำตา​ที่คลอเบ้า​เนื่องจากไม่คิดว่าคน​เป็นอาจารย์​จะพูดอะไร​แบบนี้ออกมา เสียงสั่นเครือ​ที่ตอบกลับ​ไป​คือ "บ้านหนูไม่​ได้รวย พ่อแม่หนูไม่​ได้มีเงินมากมาย​​ที่​จะส่งให้หนูมา​ใช้ชีวิตนักเรียนอยู่​ในมหาวิทยาลัย​ได้​เป็นเวลาหลายปี"

อาจารย์: เงียบ​ไปพักหนึ่ง​แกคงไม่คาดคิดว่า​จะเจอคำตอบแบบนี้ แล้ว​ก็เริ่มต่อด้วยคำถามใหม่ "เธอไม่กลัวผีเหรอเธออยู่​ดึกๆ​"

เรา: น้ำตา​ที่คลอเบ้าอยู่​แห้ง​ไปในทันที​เพราะผิดหวังอย่างแรง เราโกรธมากจน​ต้องนับตัวเลขในใจ​เพื่อควบคุมสียงตัวเองก่อน​ที่เอ่ยอะไร​ออก​ไป "หนูไม่กลัวค่ะ​หนูเข้าใจว่าพวก​เขาทราบว่าหนูอยู่​​ที่นี่หนูทำอะไร​ หนูอยู่​ทำงานไม่​ได้อยู่​นั่งเล่น หนูคิดว่าพวก​เขาช่วยดูแลคุ้มครองหนูค่ะ​"

อาจารย์ถึง​กับอึ้ง​ไปพักใหญ่ไม่มีคำพูดใดๆ​ตอบกลับมา (แกคงคาดไม่ถึงว่าบุคคลิก
อย่างเรา​จะตอบกลับ​ไปอย่างนั้น​) ​ส่วนเราเดินออกจาก​ที่ยืนสนทนาเลย​ ​เพราะขืนอยู่​ต่อเกิดแกถามอะไร​อีก เราไม่อยากคุยด้วยแล้ว​ หลังจากนั้น​พักหนึ่ง​อาจารย์เดินตามมาคุยอีก ​แต่คราวนี้มาดี​คือแกมาบอกว่าเดี๋ยวแก​จะให้คนมาซ่อมโทรศัพท์(เครื่องหยอดเหรียญครั้งละ 5 บาท​) ​เพราะเห็นว่าโทรศัพท์​ใช้ไม่​ได้ เราก็ตอบแก​ไปสามพยางค์ ​คือ ขอบคุณค่ะ​ ​เพราะโทรศัพท์มันเสียมาอาทิตย์หนึ่ง​แล้ว​ แจ้ง​ไปแล้ว​ก็เงียบ ไม่มี​ใครสนใจ วันรุ่งขึ้น​เจอแกแกก็ยิ้มให้แถมรอดูจังหวะว่าเรายังโกรธแกอยู่​รึเปล่า เรายกมือสวัสดี​และทักทายตามปกติ หลังจากนั้น​แกก็ไม่มาวุ่นวายเรื่อง​เราทำแลปอีก ​ส่วนเราถึง​แม้​จะจำเรื่อง​นี้​ได้ไม่ลืม​แต่ก็ไม่​ได้​เอามาติดใจอะไร​ หลังจากจบตอนอยู่​ไทยแกแวะเวียน​ไปสวัสดีปีใหม่แกเกือบทุกปี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจในสิ่ง​ที่อาจารย์ท่านนี้ทำ​กับเรา​ทั้งๆ​​ที่แกไม่เคยสอนเราด้วย เฮ้อแปลกใจจริงๆ​...​..

วกกลับมา​ที่เรื่อง​แลปต่างแดนต่อ แลปแรก​ที่ทำเน้น​ไปทางเคมี​คือการนำทองมาทำให้มีขนาดอนุภาคเท่า​กับ 20 นาโนเมตร สารละลายทองนี้ถูกเตรียมเก็บ​เป็นสต็อค​เอาไว้ ​ซึ่งสารละลายตัวนี้เตรียมมาจากทองคำแท่ง​ซึ่งมีแร่ทอง​เป็นองค์ประกอบอยู่​ประมาณ 99% กว่าๆ​ David ​เป็นผู้ดูแลรักษาทองคำแท่งอันนี้ไว้ เราเอง​ได้มีโอกาส​ไปสัมผัสจึงเกิด​ความรู้สึกว่า​ไม่น่าเชื่อ​ที่ทองแท่งไม่ใหญ่มาก​แต่น้ำหนักนี่หนักจริงๆ​ เรานัดหมาย​กับ David เรื่อง​การเตรียมตัวทำแลป​เพราะช่วงแรก David ​ต้องโชว์ก่อน​เพราะเรายังไม่คุ้นเคย David ​เป็นคนสอน​และอธิบายเทคนิคต่างๆ​ให้ฟังเหมือน​เป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ ​ซึ่งเรียกว่าดีมากๆ​ ไม่น่าเชื่อว่าปฏิกิริยาทางเคมี​จะเปลี่ยนทองคำแท่งให้กลาย​เป็นสารละลายสีเหลืองอร่าม ​และสุดท้ายกลาย​เป็นสารละลาย​ที่ประกอบด้วยโมเลกุลของทองระดับนาโนเมตร​เป็นสีแดงขี้นก​ที่เรียกว่า burgundy

หลังจากนั้น​เรา​ต้องนำสารตัวนี้​ไปส่องดูขนาดว่ามันใช่ 20 นาโนเมตรจริงหรือไม่ รวม​ทั้ง​ต้องดูลักษณะรูปร่างมันด้วยว่ามันใช่เหมือน​ที่เรา​ต้องการ​คือ​เป็นรูปทรงกลมหรือไม่ ​ซึ่งคราวนี้ทำให้เกิดปัญหาใหม่สำหรับเรา​คือเรา​ต้อง​ไปเรียนรู้การ​ใช้กล้องพิเศษ​ที่เรียกว่ากล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน คนอื่นๆ​​ที่​เป็น Native English ​เขาคงเรียนรู้กันเพียง 1 อาทิตย์ก็เข้าใจ ​แต่สำหรับเรา​ใช้เวลาเกือบ 1 ปี กว่า​จะเข้าใจมัน​และเริ่ม​ใช้งาน​ได้ด้วยตัวเอง กล้อง​ที่ว่านี้ถูกเก็บไว้​ที่อีกหน่วยงานหนึ่ง​ของมหาวิทยาลัยเรียกว่า MAU (Micro Analysis Unit)

คลิกดูภาพขยาย

หน้าตาของกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนรุ่นล่าสุดมีเพียง 2 มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย

วันแรก​ที่​ไป​ใช้ไม่​ได้ทำอะไร​ด้วยตัวเองเลย​ งงมาก คนสอนพูดเร็วมาก แกชื่อ Ric สำเนียง Aussie ของแท้แน่นอน ​ซึ่งส่งผลให้ฟังไม่ออกไม่รู้เรื่อง​เลย​ สิ่ง​ที่ทำ​คือ​ต้องดูมือ​เขาอย่างเดียวว่า​เขาจับกดปุ่มไหนบ้างแล้ว​จำ​เอา ​แต่ Ric แก​เป็นคนน่ารักแกบอกว่าไม่​ต้องกังวลเรื่อง​ช่องว่าง​ระหว่างภาษา ​จะไม่กังวล​ได้ไงล่ะ ก็มันไม่รู้เรื่อง​เลย​ วันนั้น​กลับมาบ้านเครียดมาก ร้องไห้ ร้องอย่างเดียวให้​ความเครียดออกมา​พร้อม​กับน้ำตา ​ความรู้สึก​ที่เกิดขึ้น​​คือทำไมเรียนเมืองนอกมันยากอย่างนี้ เรื่อง​ภาษาสำคัญมากทำให้นึกโกรธตัวเองว่าตอน​เป็นเด็กๆ​น่า​จะให้​ความสำคัญ​กับภาษาอังกฤษมากกว่านี้ เราสงสาร Ric ​ที่อธิบายจนคอแหบคอแห้งเราก็ไม่เข้าใจ​และก็สงสารตนเองด้วยเช่นกัน​ที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง​

ใน​ที่สุดเรา​ต้อง​ไปเข้าคอร์สเรียนอุปกรณ์ทุกตัวใน MAU ​ทั้งภาคทฤษี​และภาคปฏิบัติ เรียนหนักพอสมควรตั้งแต่เก้าโมงเช้า​ถึงห้าโมงเย็นทุกวัน​เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ​โดย​เพื่อนร่วมชั้นเรียนก็มี​ทั้งเด็กปริญญาตรี ​และจากโรงงานอุตสาหกรรม​ที่เข้ามาขอ​ใช้เครื่องมือของมหาวิทยาลัย เรา​เป็นเอเชียคนเดียวในชั้นเรียนนั้น​ รวม​ทั้งอ่อนภาษาอังกฤษ​ที่สุด ​ที่เหลือแก​เป็น Aussie กัน​ทั้งนั้น​ อย่างไรก็ตามพวกเราทุกคนให้​ความช่วยเหลือกันดี การทำการบ้านก็ทำร่วมกันแบ่งปัน​ความรู้​ซึ่งกัน​และกัน ไม่เข้าใจตรงไหนพวก​เพื่อนๆ​ก็อธิบายให้ ประเภท​ที่หวงวิชานั้น​ไม่มีเลย​ เรียกว่าโชคดี​ที่​ได้มีโอกาสมาร่วมชั้น​กับคนดีดีอีกแล้ว​ วันสุดท้ายของการเรียนพวกเราก็เลย​ถือโอกาส​ได้ทานมื้อเ​ที่ยงใหญ่ร่วมกัน​ทั้งคนเรียนคนสอน ​แต่อย่างไรก็ตามขอฝากย้ำท้ายว่าภาษาสำคัญมากๆ​ ​ถ้า​ใครสนใจ​จะมาเรียนในประเทศ​ที่​ใช้ภาษาอังกฤษ ขอให้เริ่มฝึกฝนภาษากันให้​พร้อมเลย​ค่ะ​ ​จะ​ได้ไม่​เป็นปัญหาแบบเรา ​เพราะทุกวันนี้เรา​ต้องทำการบ้านหนักกว่าคนอื่นๆ​ค่ะ​...​...​.เหนื่อยจัง !!!!!!!!!!!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1418 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ทำแลปต่างแดน
ผู้แต่ง โดโรที
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๒๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-7184 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 22 มี.ค. 2549, 19.23 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รุ่นน้อง.. [C-7185 ], [219.47.52.16]
เมื่อวันที่ : 22 มี.ค. 2549, 20.03 น.

อ่านแล้ว​ เหมือนเคยร่วมเหตุการณ์คล้ายกันนี้มาบ้างนะเนี่ย...​เรื่อง​ผีบนตึกไม่ค่อยกลัวเท่ากะคนปีนตึกเนอะ ​ไปเรียน​ที่ไหนก็มี​ความลำบาก​ไปต่างๆ​กันแหละ​ค่ะ​ ลองนึกเล่นๆ​ดูนะคะ​ว่า​ถ้าพี่​จะ​ใช้กล้อง electron microscope หรือเครื่องมืออะไร​ซักอย่าง แบบ​ที่มี​แต่คำอธิบาย​เป็นตัวภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ​ มัน​จะน่าปวดหัวกว่านา..แบบว่าเปิดดิคคันจิดูก็แล้ว​ยังไม่รู้​จะ​เอา​ความหมายไหนอ่ะค่ะ​ ฮ่าๆ​ๆ​ ยิ้มๆ​เข้าไว้ค่ะ​ นึกซะว่าเรายังดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน (อย่างหนู​เป็นต้น) ถือว่าฝึกไว้ วันนึงก็​จะเก่ง​ไปเอง หอบดอกไม้มาให้​กำลังใจน้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : โดโรที [C-7186 ], [203.206.234.88]
เมื่อวันที่ : 23 มี.ค. 2549, 00.46 น.

หวัดดีจ้า ​เป็นไงบ้างอย่าลืมส่งอีเมล​พร้อมรูปกลับมาให้​เป็นการด่วนนะ พึ่งสอบเสร็จ​ไปตื่นเต้นมาก ​เพราะเจอ Examiner ​ที่ไม่รู้จักมาก่อน แถมคนมาฟังก็เยอะพอสมควร คำถามเยอะมาก ​แต่ตอบ​ได้ เสียวแทบแย่ ​แต่ผลผ่านแล้ว​ค่อยยังชั่ว ตอนนี้อาจารย์​ที่ปรึกษาไล่ให้​ไปเรียน pronounciation ​เพื่อ​ความแข็งแรงของสำเนียงยิ่งขึ้น​ ลิ้นแข็งหมดแล้ว​ ​เพื่อนๆ​ช่วยสอนเพิ่มให้อีกต่างหาก คง​ต้องฝึกอีกเยอะ ขอบใจสำหรับ​กำลังใจจ้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-7189 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 23 มี.ค. 2549, 05.22 น.

สู้ๆ​ๆ​ ค่ะ​ โดโรที
เรื่อง​ภาษา​เป็นอุปสรรคสำหรับนักเรียนไทยจริงๆ​ค่ะ​ ​แต่​จะ​เป็นมากช่วงมาถึงใหม่ๆ​ ยังไม่​ได้ปรับหู ปรับลิ้น ​แต่รับรองค่ะ​ ว่าอยู่​นาน​ไป​จะดีขึ้น​ นี่จากประสบการณ์ของพี่พิลเองนะคะ​ ปัญหาการพูดของคนไทย​คือ ไม่มีแอ็คเซ่นต์ ไม่มี stress เสียงของคำ ​และไม่มีคำลงท้าย อย่างตัว t ตัว s ตัว z ตัว ch ​และ sh อะไร​พวกนี้ค่ะ​ ​ต้องฝึกออกเสียงให้ชัดเจนค่ะ​ แค่ ออก stress ผิดฝรั่งก็ฟังไม่รู้เรื่อง​แล้ว​ค่ะ​ ดีแล้ว​ค่ะ​​ที่น้องโดโรทีมีคนสอน ค่อยๆ​ฝึก​ไปอย่างตั้งใจนะคะ​

​ส่วนอาจารย์​ที่เมืองไทยนั้น​ พี่พิลดูแล้ว​ เห็นว่าท่าน​เป็นคนดีนะคะ​
จุดใหญ่ใจ​ความ ท่านคง​เป็นห่วงค่ะ​ ไม่อยากให้อยู่​ดึกๆ​ดื่นๆ​ ​แต่วิธีการพูดของท่าน อาจก่อกวนใจเรา
ท่านคงไม่รู้ว่า เราก็มา​แต่เช้า​อยู่​แล้ว​
ท่านคงไม่อยากให้เราเสี่ยงอยู่​ดึกๆ​ ​เพื่อ​ที่​จะจบไวๆ​ ​แต่​ถ้าเกิดอะไร​ขึ้น​ก็ไม่คุ้มกัน
ท่านคงเอ่ยเรื่อง​ผีขึ้น​มา เพียง​เพราะอยากแซวหรือถาม​เพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น​
​แต่​โดยเนื้อแท้แล้ว​ พี่พิลว่าท่านตั้งใจ​และปรารถนาดีจริงๆ​ค่ะ​ อย่าโกรธท่านเลย​นะคะ​ บางคน รัก​และ​เป็นห่วงคนอื่น ​แต่แสดงออกไม่ค่อย​เป็นค่ะ​ พอแสดงออกมาก็อาจถูกมอง​ไปในทางอื่น
อย่างน้อย ท่านก็หามาตรการ​ความปลอดภัยให้เรา ดีกว่า คน​ที่พูดหวานๆ​​กับเรา ไม่เคยห้าม ไม่เคยเตือน ประเภทแกอยาก​จะทำอะไร​ก็ทำ​ไป
มองอีกแง่ ​คือ คนอย่างนี้ ​เขาไม่สนเราค่ะ​ ปล่อยเรา​ไปตามเรื่อง​ตามราว ทาง​ใครทางมัน
ตอนนี้พี่พิลก็ดู commonwealth games อยู่​เหมือนกันค่ะ​ ​แต่ถ่ายทอด​ที่นี่ดึกมาก (ราวๆ​ 4-5 ทุ่ม) คาดว่าคง​เป็นเวลาสายๆ​ของออสเตรเลีย​พอดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : โดโรที [C-7192 ], [203.206.234.88]
เมื่อวันที่ : 23 มี.ค. 2549, 15.19 น.

ขอบคุณพี่พิลสำหรับคำแนะนำดีๆ​​และ​กำลังใจนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-7201 ], [83.180.66.251]
เมื่อวันที่ : 27 มี.ค. 2549, 19.33 น.

โดโรธีเขียนเล่าชีวิตนักวิจัย​และนักเรียน​กับอุปสรรคด้านปัญหา​และการสื่อสาร​ได้ดีมากเลย​ค่ะ​ รจนาเห็นด้วยจริง ๆ​ ว่าภาษาใหม่สำหรับเราช่าง​เป็นอุปสรรคเหลือเกิน ​เพราะทำให้เราอึดอัดมาก ๆ​ อยากสื่อสารให้​เขารู้เรื่อง​ก็ทำไม่​ได้ ​ต้องทนอึดอัด กรณีรจนานี่ก็ภาษาฝรั่งเศสค่ะ​

เห็นด้วย​กับพิลกริมค่ะว่า​ อาจารย์ท่านคงไม่​ได้มีเจตนา​จะทำร้ายจิตใจของโดโรธี ท่านเพียง​แต่ไม่ทราบวิธีพูดให้ตรงใจเราเท่านั้น​เอง ​และท่านก็คงไม่​ได้รู้ถึง​ความยากลำบากของเราอย่าง​ที่เรารู้...​.มัน​เป็น​ทั้งช่องว่าง​ระหว่างวัย ​ระหว่าง​ความรู้ ​ระหว่าง​ความรู้สึก ​ซึ่ง​ที่แน่ ๆ​ ไม่น่า​จะ​ใช้เรื่อง​ของเจตนาร้ายต่อศิษย์แน่นอน

​แต่ก็​ได้ติดตาม​ความคิด​และเข้าใจ​ความรู้สึกของโดโรธี​ไป​พร้อมกัน ​และก็​ได้​ความกระจ่างพลันว่า ​แม้ในภาษาเดียวกัน เราก็ยังเข้าใจกัน​ได้ยากเลย​ นับประสาอะไร​​กับภาษา​ที่ต่างกัน

​เอาใจช่วยให้โดโรธีเรียนสำเร็จกลับบ้านเราไว ๆ​ นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น