นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๖ มีนาคม ๒๕๔๙
***** บาปหวาน *****
SONG-982
...คำพูดร้อยแปด​​จะกระเทือนหูกระเทือนใจอีกเหลือคณานับ ลูกน้อยไร้เดียงสา​​จะตก​​เป็นขี้ปาก​​เขาตั้งแต่แรกคลอด เค้านินทาว่าร้ายแม่คนเดียวยังไม่พอหรือไร บาปกรรมอันใดไม่เคย​​ได้ก่อ ควรหรือ​​ที่เจ้า​​จะ​​ต้องรับผล...
แดดกลางแล้ง​แม้เย็นย่ำยังแสงกล้า อากาศเหนือตอข้าวแห้งจึงเต้นระริกด้วยกระไอร้อน มีเพียงดอกหญ้าปล้องสะท้อนประกายสีเงินอยู่​ตามคันนา ทอดตา​ทั้งท้องทุ่งเลย​เห็น​เป็นลายตารางระยับ พลิกพลิ้วลม​เป็นระลอกงามของยอดหญ้าชูดอก

แนวเหลืองส้มลิบๆ​ จำเพาะว่า​ต้องใช่หมู่สงฆ์ ​เมื่อใกล้พอแยกระยะ​ได้ นางก็ลองนับ พอนับ​ได้ถี่ถ้วนว่าเก้ารูปแน่ๆ​ ก็​ได้ระยะ​สามารถแยกรูปร่างหน้าตา หลวงพ่อวัดบ้านใต้คงพาลูกวัดมาสวดมนต์เย็นกระมัง ​จะบ้าน​ใครก็ช่าง ​แต่พรุ่งนี้​เขา​จะ​ต้องนิมนต์ฉันเช้า​

​เพราะเพ่งตา​เพื่อจำแนกทิศทางอยู่​นานเกิน บวก​กับภาพพร่าระยับแดด อาการวิงเวียนจึงตีขึ้น​​เป็นริ้ว หูอื้อดังวิ้งๆ​ พาน​จะ​เป็นลม ก่อนสติ​จะเคลื่อนจากห้วงคิด ยังทัน​ได้ตั้งจิตอธิษฐาน​กับชายผ้าเหลืองลิบๆ​ ให้​พระสัพพัญญูช่วยด้วย!

องค์ขุน​พระภาคผจญมารปรากฏกระจ่าง เมตตารังสีอ่อนเย็นชวนชื่น ประทับบนฟอนหญ้าคาใต้ร่มโพธิ์ครึ้ม ในพลันนั้น​จึงระลึก​ได้ ว่าเสียงครึ่กๆ​ ครื่นๆ​ ​คือกอง​กำลังแห่งตน ​กำลังมุ่งตรงสู่​พระผู้มี​พระภาคเจ้า ตาซ้ายชำเลืองเห็นจ่าโขลง ​คือ​พระยาช้างต้นเทินสัปคับ อัญเชิญท้าวสหัสเดชะกำแหงเดช ตะบึงโถมสู่บริเวณโพธิมณฑล

​แม้ภาพ​ที่หมายมั่น​จะฉายชัด ​แต่ก็​ต้องโหม​กำลังสุดแรงอีกหลายเหนื่อย กว่า​จะรู้สึก​ได้ว่าขยับใกล้เข้า​ไปสักนิด แรงยักษ์แรงมารเกือบหมดจึง​ได้ประจันหน้า หมู่มหาแสนยากรเร่งเข้าห้อมล้อม มิยอมเปิดทางให้​แม้ริ้นไร​ได้เร้นลอดหลบหนี

แล้ว​ปฐพีก็เลื่อน ลั่นครืน​และเคลื่อนสูง จำเพาะตรงใต้โพธิบัลลังก์นั้น​ พื้นเสียดขึ้น​เหนือหัวหมู่ร้าย​ทั้งสิ้น กระทั่งท้าวเจ้ายักษ์ยัง​ต้องแหงนมอง

​ที่สุดวิมานเฉพาะองค์​พระแม่ธรณีก็เผย ใต้รากโพธิ์ทอง​คือ​ที่ประทับประคอง​พระพุทธศาสดา ​พระแม่ถอดเทริด​และถอนปิ่นปัก​พระเกศา คลายมุ่นเกล้าออก​ได้สุดกร ก่อนบิดกลับ​เป็นเกลียว บันดาลมหาธาราเนืองนองท่วมท้นในพริบตา ราวว่ามหาสมุทร​ทั้งห้าไหลมารวม ยักษ์มารยังไม่ทันเหาะก็จมตาย กระไรเลย​​กับนางช้างท้องแก่

"เชือก...​อีเชือก...​​เป็นไงบ้างลูก...​​เป็นไงบ้าง"

เสียงเรียกของแม่ ​แม้ไม่​ได้ผลเท่ากลิ่นเยี่ยวอูฐฉุนกึก ​แต่ก็​ต้องแข็งใจครางรับคำอือออ ค่อยๆ​ รู้สึกว่า​มีหลายมือ​กำลัง​เป็นห่วง ​ทั้ง​ที่​กำลังนวดเฟ้น ประคับประคอง จ่อยาหรือกระพือลม เชือกจึง​ต้องฝืนยิ้ม ยกมือประนมขอบคุณแม่​และพี่น้อง แล้ว​พยุงกายทรงตัวขึ้น​นั่งผึ่ง​ทั้งยังเหยียดขา รู้สึกว่า​หัวใจตนยังเต้นแรง​กับภาพนิมิต

"​กำลังท้อง​กำลังไส้ ใกล้คลอดอย่างนี้​ใครให้ออกมาตากแดดตากลม ​ถ้า​เป็นลมล้มพับลูกไหลออกมา​จะทำยังไง!"

น้ำเสียงแม่ปรานี​แต่ต้นคำจนจบ​ความ ไร้วี่แววตำหนิด้วยโทสะ ​แต่บ่อน้ำตาเจ้ากรรมมันแสนตื้น น้ำตาหลั่งร่ำไห้โฮๆ​ ร่ำๆ​ อยาก​จะทุบห้องให้แท้งให้รู้แล้ว​รู้รอด ​แต่แม่รวบตัวมากอดกระชับแขนไว้ก่อน ​เพราะเดาทางลูกสาว​ได้ล่วงหน้า

คนอื่นปลีกตัวกลับสู่การงาน​ที่ละมา แม่ชื่นรอจนนังเชยน้องสาวของเชือกกลับ​ไปตั้งต้นผ่าฟืน จึงเริ่มปลอบลูกสาวท้องแก่

"เอ็งอย่าพลอยบ้า​ไปตามขี้ปากชาวบ้าน ​กำลังท้องก็อย่างนี้ทุกคน คนแพ้ท้องมันเลือก​ได้หรือว่าอยากกินอะไร​ ไม่งั้นเค้า​จะเรียกว่าแพ้ท้องเรอะวะ!"

"​แต่...​​แต่ฉันอยากกินจริงๆ​ นะแม่..ไม่​ได้กินก็ลงราก ทรมาน​จะ​เป็น​จะตาย"

"ก็เออน่ะสิ!...​แม่ถึงบอกว่าอย่า​ไปฟังมัน คนท้อง​เขาไม่มี​ใครถือสา อีพวกปากหอยปากปูมันก็​ได้​แต่พ่นลม​ไปวันๆ​"

แม่ชื่นโคลงตัวเนิบช้า ราว​กับ​กำลังเห่กล่อมลูกน้อย หรือไม่ก็คง​กำลังแสดงอาการปลอบใจ หลานอีกคน​ที่​จะ​ได้ลืมตามาดูโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

"​แต่ฉันฝันนะแม่...​อย่าง​ที่​เขาลือกันถึงลูกฉันนั่นแหละ​ ว่า​เป็นลูกเปรตลูกมาร เลย​​ต้องคอยแย่งของ​พระของเจ้า...​

เพี้ยะ!!!

...​โอ๊ย!...​เจ็บนะแม่"

แม่ชื่นฟาดเผียะ​ที่ต้นแขน ลูกสาวเจ็บจนหยุดพล่าม หันหน้ามาสบหน้าจึงเห็นน้ำตาคลออยู่​ในตาแม่

"​จะ​เป็นแม่คนอยู่​แล้ว​ยังมานั่งให้ร้ายลูกในไส้อยู่​​ได้นะเอ็ง ​ถ้าแม่มันไม่เชื่อไม่รักลูกมันสักคน แล้ว​เด็กมัน​จะเหลือ​ใคร หัวอกแม่นะเอ็งข้า​จะบอก...​เวลา​ใครมานินทาว่าร้ายลูก ก็แม่มันนี่แหละ​​ที่​จะเจ็บ​จะช้ำกว่าตัวลูก ​เป็นร้อยเท่าพันเท่า"

จบคำ แม่ชื่นก็ปาดน้ำตาทิ้งแล้ว​ลุกหนี นางเชือกร้องไห้รำพึงรำพันอยู่​อีกครู่ น้องสาวก็เลียบๆ​ เคียงๆ​ ​เอาขันน้ำล้างหน้ามาวางไว้ให้ ก่อนผละ​ไปช่วยแม่ลากสังกะสีสองแผ่นมาวางไว้​ที่ลานบ้าน

ไม่มี​ใครเรียกร้องให้เชือกลุกขึ้น​ช่วยหยิบจับอะไร​ เชยยังวิ่งหัววิ่งหาง หอบกาบมะพร้าวมากองไว้ข้างแผ่นสังกะสี ไอ้ชัดน้องชายแบกเข่งใส่ถาดขนมเดินลิ่วๆ​ กลับมา พอถึง​ที่ หลังจากวางเข่งไว้รวม​กับพวกของอื่น ก็หัน​ไปช่วยแม่โขลกถั่วทองหรือถั่วเขียวเมล็ดใน ดังแฉะๆ​ อยู่​บนแคร่ถัด​ไป

"งานบ้าน​ใครหรือเชย...​แม่ถึง​ต้องทำหม้อแกง​ไปช่วย"

เชือกถาม​เพราะไม่​ได้รู้เรื่อง​นี้มาก่อน เห็น​แต่​พระท่านชักแถวลับดงกล้วย แล้ว​ก็​เป็นลมเสีย ก่อน​จะรู้ว่าท่านบ่ายหน้า​ไปทางบ้านไหน

เชยเงยจากกระต่ายขูดมะพร้าวขึ้น​มาสบตา​แต่ไม่ปริปาก ก้มหน้าก้มตาขูดมะพร้าวต่อขณะแม่ชื่นเดินถือกระด้งถั่วขาวมานั่งเคียง

"บ้านยายปลั่ง ​เขาทำขวัญเดือนหลาน...​"

แม่ชื่นบอกอย่างสั้น​ที่สุด ​ทั้งยังไม่เอ่ยถึงคู่แม่ลูก​ซึ่ง​กำลังเห่อเหิมโจษจันกัน​ทั้งหัวบ้านท้ายบ้าน ​โดยเลี่ยง​ไปกล่าวถึงยาย-หลานเสียแทน

"อ๋อ!...​ไอ้หนู​ที่เค้าว่า​เป็นปิยบุตรพุทธชาติอะไร​นั่น ตั้งแต่คลอด พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ถูกหวยกันทุกงวด ​ทั้ง​ที่ซื้อเลขกันคนละตัว"

เชือกไม่จำ​เป็น​ต้องทวนข้อ​ความเหล่านี้เลย​สักนิด ​เพราะ​เป็น​ที่รู้กันทั่ว​ไปอยู่​แล้ว​ ​แต่ด้วย​ความน้อยเนื้อต่ำใจ​ที่ยังไม่วาย น้ำเสียงรำพึงจึงปนด้วยอาการประชดประชัน

"​เขาว่า​เป็นเทวดามาเกิด ตอนแพ้ท้องแม่มันอยากกิน​แต่น้ำโสม เหล้าเทวดา นี่ขนาดผัวมันหามาให้​ได้แค่เอ๊กสะโอกะรีเจนซี่ ยังถูกหวยรวยเบอร์กันขนาดนี้"

"แล้ว​ทำไมเอ็งไม่นึกบ้างเล่าวะ...​ว่าไอ้​ที่เด็กมันออดๆ​ แอดๆ​ อยู่​นั่น​เพราะแม่มันดันแพ้ท้องอยาก​แต่เหล้า"

แม่ชื่นอดไม่​ได้จึงต่อ​ความ ถึงพยายามเลี่ยงให้​เป็นเรื่อง​ไกลตัวลูกสาว ​แต่เชือกก็ตะบึงตะบอน ควันออกหูขึ้น​มาทันที

"​แต่อีลูกฉันนี่มันตัวมาร พอมีมันผัวฉันก็ทิ้ง แล้ว​ยัง​จะมาแพ้ท้องตามกินของถวาย​พระ...​แม่!...​เชยมันขูดมะพร้าว...​ไว้ฉันขอหัวกะทิสักหน่อย​นะ อยากซดจริงๆ​ กลิ่นมันหอมเหลือใจ...​ฮึ!...​ดูมันสิดิ้นร้องกินอีกแล้ว​!"

เชือกตบหนักๆ​ บนเนื้อท้องอูมใหญ่ เหมือน​จะเตือนเด็กในท้องให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แม่ชื่นย่อมเข้าใจคนมีครรภ์ ​เพราะเฉพาะตนก็เคยอุ้มท้องมาหลายรอบ อาการอารมณ์รวนเรปรวนแปรนั้น​มีอยู่​​เป็นปกติ ยิ่งท้องสาวผัวทิ้งอย่างของเชือก แม่ชื่นยิ่งรู้สึกเห็นใจ ​ที่ยอมให้​ไปเกาะแกะรอของ​พระฉันอยู่​ทุกวัน​พระทุกงานบุญ ก็​เพราะไม่อยากเห็นลูกสาว​ต้องทรมาน แกเคยหลอกให้รอ แล้ว​​ไปขอของก้นบาตรมาให้กิน ​แต่พอพาของกินมาถึง เชือกกลับคลื่นเหียนอาเจียนจนรากเขียวรากเหลือง บ่นปวดท้องปวดตัว น้ำลายสอๆ​ ​แต่กลืนอะไร​ไม่ลง ไม่​ได้นอนจนเช้า​จึง​ต้องพา​ไปวัด ​ไปขอแบ่งของ​พระท่านแล้ว​นั่งกิน​พร้อม​พระนั่นแหละ​เชือกถึงกลืนข้าวลงคอ สีหน้าสีตาดีขึ้น​ไม่เหลือวี่แววของคนป่วยเจียนตาย​เมื่อคืน

ตั้งแต่นั้น​ ทุกวัน​พระ เชือก​จะเตรียมตัว​แต่เช้า​ สั่งสำรับสำหรับถวาย​พระให้แม่ชื่นทำ​ไปถวายเพล ​โดย​จะแบ่งไว้​ส่วนหนึ่ง​​เพื่อหลบมุมบังเสา ค่อยกินค่อยเล็ม​ไป​พร้อมกัน พอท่านเลื่อนสำรับออกจาก​ที่ ก็​พอดีอิ่ม ตั้งอกตั้งใจกรวดน้ำรับพรอย่างเต็มสุข

การณ์​เป็น​ไปดังนี้มาตลอด จนเสียงซุบซิบเริ่มหนาหู ว่าบาปหนักนักหนา ​กับการแย่งของถวาย​พระ ตาย​ไป​จะกลาย​เป็นเปรต ไม่​ได้ผุด​ได้เกิด ยิ่งพวกปากร้ายๆ​ ยิ่งหนักข้อ บางคนถึง​กับว่า เด็กในท้อง​เป็นเด็กเปรตมาสิง ตายอดตายอยากจน​ต้องแบ่งของ​พระสงฆ์องค์เจ้า ครั้งไหน​ใครมาพูดทำนองนี้ให้เข้าหู แม่ชื่นก็เฉยเสีย ​กับคอยกันท่าไม่ให้เชือก​ได้ยิน​ได้ฟังเรื่อง​พวกนี้

​แต่พอ​เขาลือกัน​ไป​ทั้งบางก็สุด​จะป้องกัน เชือก​ซึ่งนึกกริ่งเกรงอยู่​แล้ว​​แต่ห้ามปากห้ามใจตัวเองไม่​ได้ เลย​ยิ่งจิตตกวิตกวิกล​ไปต่างๆ​ นานา จนแม่ชื่น​ต้องพา​ไปหาหลวงพ่อเจ้าอาวาส ให้อรรถาธิบายถึงบาปบุญคุณโทษ ว่าแท้จริงมัน​เป็นอย่าง​ที่​เขาร่ำลือกันหรือไม่

หลวงพ่อก็บอกชัด หากแบ่งแยกสำรับ ไม่คดกินตักกินจากหม้อจากจานสำหรับถวาย​พระ ก็ไม่บาป ​พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดังนั้น​ หากยังแคลงใจก็​ไปขอสมาลาโทษ​กับหลวงพ่อ​พระประธานในโบสถ์เสีย ​จะ​ได้สบายใจ

​พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ประทับบนฐานชุกชีปูนปั้น ผนังโบสถ์ด้านหลังเขียน​เป็นเรื่อง​ราวมารผจญให้รับ​กับพุทธกิริยา มองผ่านไหล่ท่าน​ไปด้านซ้าย ​คือกองทัพของขุนมาร​กำลังแพ้ภัยน้ำ ด้านขวา​เป็นภาพ​พระแม่ธรณีบีบมวยผม มีสายน้ำเล็กๆ​ ไหลออกจากปลายเกศา เชื่อมภาพสู่หมู่มารอีกฟาก

​และ​แต่นั้น​ ทุกครั้งหลังจากกินมื้อเ​ที่ยง​พร้อมมื้อเพล​พระ เชือก​จะพาแม่ชื่นมาขอสมาหลวงพ่อ​พระประธาน ภาพนั้น​เอง​ที่ติดตาเชือกจนเก็บมาฝันซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า​เพราะ​ความวิตกกังวล จน​เมื่อครู่ขนาด​เป็นลมยังฝัน​ได้​เป็นตุ​เป็นตะ

ลมหวนควันกาบมะพร้าวปลิวมาเข้าตาจนแสบ สองแม่ลูกหัน​ไปมอง แล้ว​แม่ชื่นก็บอกเชยให้เกลี่ยไฟ ​เอากะลามะพร้าว​ที่เกรียมดีมาขูดสีถ่านออกบดไว้​เป็นเชื้อสี เจือดำให้ขนมเปียกปูน ทางชัด​กำลัง​ใช้สังกะสีห่มฟืนให้ท่อนไม้กลาย​เป็นถ่านสำหรับรอผิงขนมหม้อแกง ถั่วขาวในกระด้งตรงหน้าเชือกถูกเลือกแยกเปลือกไว้ในชามต่างหาก มัน​จะถูกนำ​ไปนึ่ง​เอาไว้ประดับหน้าขนมหม้อแกง แม่ชื่นเลื่อนมะพร้าวห้าวมา​ใช้เชือกช่วยขูดด้วย​ที่ขูดแบบมือจับ เนื้อมะพร้าวขาวนุ่ม​จะถูกขูดออกมา​เป็นเส้นๆ​ ฝอยๆ​ สำหรับโรยหน้าขนมเปียกปูน

"เอ็งอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีก็ดีแล้ว​ ขอ​แต่เอ็งทำจิตใจให้ดี ลูกคลอดออกมา​จะ​ได้เลี้ยงง่ายๆ​ ไอ้เรื่อง​สุขภาพดีไม่เจ็บไม่ไข้ หรือเรื่อง​สติปัญญาน่ะไม่แม่ห่วง ​เพราะ​ได้กิน​แต่ของดีๆ​ เอ็งก็รู้ดีว่าไม่มี​ใคร​เขาถวายของไม่ดีให้​พระท่านฉัน...​​ใครๆ​ ​เขาก็เลือก​แต่ของ​ที่ดี​ที่สุดกัน​ทั้งนั้น​"

ไม่รู้แม่ชื่นพูดแบบนี้มาแล้ว​กี่ครั้ง ​แต่ก็ยังไม่ท้อ​ที่​จะพูด เช่นเดียว​กับไม่ถอย​ที่​ต้องคอยตากหน้า ​ไปขอเจียดไอ้นั่นไอ้นี่เล็กน้อยจากสำรับสำหรับถวาย​พระ ขอร้องให้เจ้าภาพอาหารเหล่านั้น​ ช่วยทำให้ครบ​ทั้งบุญ​ทั้งทาน ไม่ตอบโต้ต่อน้ำคำเหน็บแนมประมาณว่า

‘เดี่ยวนี้แม่ชื่นกลาย​เป็นพวกขอทาน​ไปแล้ว​เรอะ!?’

แม่ชื่นรู้ว่าอะไร​ๆ​ เชือกก็กิน​ได้ เพียง​แต่​ต้องกิน​พร้อม​พระ อะไร​​ที่รู้ว่าเชือกชอบก็จึงไม่เกี่ยงจัดหารอท่าไว้ให้ อย่างขนมหม้อแกง​กับเปียกปูนนี่ก็เหมือนกัน ของโปรดของเชือก​แต่ไม่ใช่ของ​จะทำกินเล่น​ได้ง่ายๆ​ ​เมื่อสบโอกาสอย่างนี้จึงไม่รีรอจัดแจง ​แม้บ้านงาน​จะไม่​ได้เชิญก็ยินดีทำ​ไปช่วย ​พระ​ที่วัดใต้มีเก้ารูป​พอดี พรุ่งนี้ฉันเช้า​บ้านใกล้แค่นี้ เชือก​จะ​ได้ไม่​ต้องลำบากเดิน​ไปถึงวัด แม่ชื่นตั้งใจว่าพอผิงหม้อแกงเสร็จ​จะเยี่ยมหน้า​ไปตอน​เขาทำขวัญ ​ไปขอ​เขาว่า​จะพาเชือกมาช่วยทำบุญในเช้า​วันพรุ่งนี้

แสงสุดท้ายของวันเรื่อจับฟ้า ​เมื่อลมทุ่งพาเสียง​พระสวดมาให้​ได้ยิน สองแม่ลูกก็ยกมือขึ้น​จบหน้าผาก นกกาน้อยใหญ่ส่งเสียงสาธุการ กบเขียนเริ่มจอแจชักชวนให้แมลงกลางคืนน้อมใจฟัง​พระพุทธมนต์ เหมือนแม่ชื่น​จะนึกอะไร​ขึ้น​มา​ได้จึงกระซิบ​กับเชือก พอนับวันเดือนถ้วนถี่ ก็สงบจิตใจ อธิษฐานขอปาฏิหาริย์สักครั้ง

เชือกทอดสายตาตามสายแสง สีทองเรื่อประกายแสดงามระยับปนชมพู เมฆบางเคลื่อนหลบการสั่งลาโลกของดวงตะวัน ขณะยังเพลิน​กับสนธยากาล อาการเจ็บหน่วง​ที่ท้องก็เริ่มรุม เจ็บจี๊ดๆ​ แล้ว​หายอยู่​อีกพัก แล้ว​ก็เริ่มปวดท้องเหมือนอยาก​จะถ่าย เหงื่อกาฬแตกพลั่กจน​ต้องเรียกหาแม่ จากเจ็บเหมือนปวดท้องก็เริ่มเจ็บหนัก ทรมานเหมือนไส้​จะขาดจนสุด​จะทรงกายอยู่​​ได้

แม่ชื่นรอท่าอยู่​แล้ว​ จึงเข้ารับศีรษะของลูกสาวไว้​ได้ ทันก่อน​จะหงายผึ่งฟาด​กับแง่แคร่ ปากตะโกนเรียกหาเชยให้ต้มน้ำ เร่งให้ชัดวิ่ง​ไปตามป้าหวีหมอตำแย​ที่บ้านยายปลั่ง เสียงแม่ชื่นชื่นบานกู่เรียกพี่น้องบ้านใกล้ให้​ได้ยิน จึงต่างกรูกันเข้ามาช่วย พวกผู้ชายถูกกันไว้วงนอก ​เพราะภาพหญิงใกล้คลอดไม่ชวนมอง

น้ำเดินจนผ้านุ่งเปียกซ่กด้วยปากมดลูกเริ่มเปิด เสียงสั่งของแม่ชื่นดังก้องในหู เชือกหายใจลึกๆ​ ตามคำ พ่นลมออกทางปาก​ทั้งกัดฟัน ​ส่วนล่างของตนเหมือนถูกแซะกระทุ้งรุนแรงจากภายใน

‘ลูกเอ๋ย!...​ลูกแม่ อย่าทรมานแม่นักเลย​!’

น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม แว่วเสียงคล้ายแม่เสนอให้พาขึ้น​เรือนเข้าห้องกันอุจาด เชือกเจ็บจนอยาก​จะดิ้น ​แต่แขนขาถูกขืนข่มไว้ด้วยแรงของหลายคน

ใจหนึ่ง​ก็นึกแค้น​เพราะแสนทรมาน ใจหนึ่ง​ก็แสนสงสาร​เพราะนึกห่วง คำพูดร้อยแปด​จะกระเทือนหูกระเทือนใจอีกเหลือคณานับ ลูกน้อยไร้เดียงสา​จะตก​เป็นขี้ปาก​เขาตั้งแต่แรกคลอด เค้านินทาว่าร้ายแม่คนเดียวยังไม่พอหรือไร บาปกรรมอันใดไม่เคย​ได้ก่อ ควรหรือ​ที่เจ้า​จะ​ต้องรับผล ​พระพุทธเจ้าเจ้าขา ​พระทรงเมตตาล้นเหลือ กรรมใด​ที่มีแก่ลูก ขอให้ตก​แต่อิฉันคนเดียวเถิดเจ้าข้า

คง​เป็นอันตกลงกันแล้ว​ หลายแรงจึงช่วยพยุงลุก พอทรงกาย​ได้เท่านั้น​ ลมเบ่งก็ตีลง ครรภ์เคลื่อนเลื่อนหลุด ​ทั้งคนแม่ยังยืน เด็กน้อยก็คลอดออกมา​พร้อมเสียงอนุโมทนาบุญ

​จะด้วยปาฏิหาริย์อันใดก็ตาม ​ใครคนหนึ่ง​แว่วเสียงร้องแรกกลาย​เป็นคำสาธุจากปากเด็กชาย เจ้าตัวรีบทรุดกายลง ประนมมือท่วมหัว อาราธนาคุณ​พระคุณเจ้าต่อหน้ากองเลือดกองรกไม่​ได้อาย คนอื่นนอกจากพวก​ที่สาละวนทำ​ความสะอาด ต่างพากันค้อมหมอบก้มกราบ เชื่อว่า​เป็นเสียงเด็กจริงๆ​ ​ที่เอ่ยคำ...​สาธุ!...​สาธุ! ก่อนร้องไห้จ้า

นางเชือกยังเต็มสติบริบูรณ์ขณะหันหน้าสบตาแม่ ​ซึ่ง​คือผู้นั่งยองยกมือไหว้ท่วมหัว​เป็นคนแรก แรงเบ่งสุดท้ายแทบขาดใจขณะยืน​เป็นผล เชือกยอมทนยอมเสี่ยงยอมตาย​เพื่อพลิกอนาคตของลูกชาย​ได้สำเร็จ

เสียงร่ำลือเล่าขาน​จะเปลี่ยนแปลง ​และสืบทอดยาวนาน​ไปนับ​แต่บัดนี้


*************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1395 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง ***** บาปหวาน *****
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๖ มีนาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-7123 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 06 มี.ค. 2549, 03.25 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น