นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
นิยายจากหิมพานต์
ชาร ทิคัมพร
...ในหิมวาสยามนั้น​​ ราชสีห์โผนขย้ำกวางผาในถ้ำน้อยเสียงอึงคะนึง...​​ นาคาใหญ่อุตลุดเข้าตระหวัดรัดมฤคี...​​ คูปรีเล็มหญ้าระบัดอยู่​​ชายไพร...
pic_no_1378_1_43792.jpg ณ กาลครั้งหนึ่ง​ ยังมีชฎิลเฒ่าปลูกกุฎีบำเพ็ญพรตอยู่​​ที่ชายพนาแห่งหิมพานต์ประเทศ มีศิษย์หนุ่มปลูกกุฎีอีกหลังอยู่​ใกล้กัน

ผู้ศิษย์นั้น​เฝ้าเพียรปรนนิบัติรับ​ใช้ท่านชฎิล​ที่​เขาศรัทธาในคำสอนมา​แต่ยังวัยดรุณ หวัง​จะ​ได้เข้าบวชร่วมนิกาย​กับท่านชฎิล​เมื่อถึงเวลาอันควร มีสวรรค์​เป็น​ที่หมายในสัมปรายภพ ​แต่​ทั้งท่านคุรุแลศิษย์​จะอยู่​ในลัทธินิกายใดเรื่อง​หา​ได้กล่าวไว้ไม่...​

ทุกทิวา ยาม​เมื่ออาทิตย์ไขแสง ผู้ศิษย์​จะออกเก็บหาผลหมากรากไม้บรรดามีในพนามาสู่ท่านคุรุผู้เฒ่า เหลือแล้ว​ตนจึงเสพเพียง​เพื่อประทังชีวิต ​เขาจำไว้​เป็นข้อปฏิบัติตลอดมาว่า ท่านคุรุจัก​ต้อง​ได้เสพก่อนศิษย์เสมอ

ยามสายศิษย์หนุ่มก็กวาดแผ้วใบไม้​ที่ลานตฤณชาติหน้ากุฎี​ทั้งสองหลัง จนเตียนเรียบ​เป็น​ที่เจริญตา แล้ว​จึงมาปัดกวาดเช็ดถูทำ​ความสะอาดกุฎีของท่านคุรุแลของตนต่อ​ไป ​เขาตัก​เอาน้ำใสจากสระอโนดาตมาต้ม​เป็นน้ำร้อนแลชงน้ำสมุนไพรไว้ให้ท่านชฏิลเฒ่าดื่ม​เพื่อพลานามัย​ที่อมตะ ครั้นยามบ่ายก็คอยปรนนิบัตินวดเฟ้นท่านคุรุด้วยน้ำมันมนตร์​ที่เจือด้วยน้ำดอกไม้เทศอันหอมจรุงให้คลาย​เมื่อยล้ามิเคยเว้น

ข้างๆ​กุฎีท่านชฏิลเจ้าสำนัก มีมวลบุปผามาลีหลากหลายสีสันชูช่อ ตระการตา​ที่ศิษย์หนุ่มปลูกประดับไว้ ​เขาปลูกผักแลฟักแฟงแตงกวาไว้ด้านหลัง ​เอาไว้เก็บมาทำ​เป็นภัตตาหารให้ท่านชฎิลผู้คุรุ

ค่ำลง​เขาก็เข้ากุฎีแห่งตน สวดมนต์ร่ายเวทย์ตาม​ที่ท่านเจ้าสำนักสอนจนดึกดื่น ​จะเข้าสู่นิทรารมย์ก็​เมื่อเ​ที่ยงคืนล่วงแล้ว​

ศิษย์หนุ่ม​ใช้ชีวิตอยู่​​กับคุรุผู้เฒ่าด้วยสมถวิสัยมานานนับ​ได้กว่าทศวรรษ แล​จะ​ได้ข้องแวะ​กับโลกย์ใดๆ​ก็หาไม่ ​แม้​แต่อิตถีเพศ​เขาก็แทบ​จะมิเคยเห็น เฉกเช่นเดียว​กับท่านชฎิลเฒ่าผู้เคร่งในพรตภาวนา

อยู่​มาวันหนึ่ง​ มีนรีสาวแม่ร้างระหกระเหินดั้นอรัณย์มาจนถึงสำนักแห่งนี้​แต่เพียงผู้เดียว นางนั้น​ช่างมีเรือนร่างสะคราญตายิ่งนัก

​เมื่อนรีนางนั้น​​ได้พบ​กับท่านชฎิลเจ้าสำนัก แล​ได้ฟังคำสอนแล้ว​ก็ให้มีศรัทธาล้ำลึกจึงสมัคร​เป็นศิษย์ ​และขออาศัยอยู่​ ณ ​ที่นี้​เพื่อช่วยปรนนิบัติรับ​ใช้ท่านเจ้าสำนักด้วยอีกคนหนึ่ง​

ท่านชฎิลสั่งศิษย์ผู้หนุ่มปลูกกุฎีน้อยขึ้น​อีกหลังให้นางอยู่​ชายดงไม้ห่างออก​ไป...​

ตั้งแต่มีนรีรูปงามมา​เป็นศิษย์ร่วมสำนัก ศิษย์หนุ่มก็เพลางาน​ที่​ต้องคอยปรนนิบัติวัตถากท่านคุรุลง นางศิษย์สาวนั้น​ขยันขันแข็งช่วยงานทุกอย่าง​ที่​เขาเคยปฏิบัติอยู่​คนเดียว

ยามอรุณรุ่ง มิทัน​ที่เหล่าทิชาชาติ​จะออกจากรวงรัง ​ทั้งสองศิษย์ต่างก็ออกท่อง​ไปในพนาสัณฑ์ ช่วยกันเสาะแสวงผลหมากรากไม้แลเก็บไม้ฟืน แล้ว​แวะตักน้ำจากสระอโนดาตใส่น้ำเต้าคอนกลับมายังสำนัก จากนั้น​จึงกวาดลานตฤณชาติหน้ากุฎี ครั้นบ่ายก็สลับผลัดเปลี่ยนกันปรนนิบัตินวดเฟ้นแลทาน้ำมันอันมีกลิ่นหอมให้ท่านชฎิลคลาย​เมื่อยอยู่​ทุกทิวา

ศิษย์หนุ่ม​กับศิษย์สาวต่างช่วยกันทำงานปรนนิบัติรับ​ใช้ชฎิลเฒ่ามาด้วยดี ต่างก็ระมัดระวังมิให้กิเลสแลกามคุณเข้ามาข้องแวะในดวงจิตแห่งตน​แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งธุลี

วันหนึ่ง​ ขณะ​ที่​ทั้งสอง​กำลังช่วยกันกวาดลานตฤณชาติหน้ากุฎีกันอยู่​นั้น​ ก็ให้บังเกิด​เป็นอัศจรรย์ มีกระแสลมอลวนพัดหมุนเข้ามา​ที่ลานแห่งนั้น​ ลม​ได้พัดตลบ​เอาอาภรณ์​ที่เจ้าศิษย์หนุ่ม​ใช้ห่มร่างกายอยู่​เปิดตลบขึ้น​​ไปถึงเอว ศิษย์หนุ่มตกใจ ! รีบดึงอาภรณ์​ที่เปิดขึ้น​กลับลงมา​ที่เดิมอย่างเร็ว ​แต่ก็ช้า​ไป ! ​เพราะนางศิษย์สาว​ได้เห็นสิ่ง​ที่อยู่​ในอาภรณ์ของตนเสียแล้ว​

​เขาให้รู้สึกกระดากอาย แลเกรงว่านางศิษย์สาว​จะมีใจไขว้เขว​ไปทางอัน มิควรจึ่งรีบเอ่ยขึ้น​ว่า

"นางเอย ! พึงรู้เถิดว่าสิ่ง​ที่เธอ​ได้เห็นอยู่​​กับร่างข้า​เมื่อครู่นี้​คือปีศาจร้าย เธอจงลืมมันเสียเถิด !" ทันที​ที่เจ้าหนุ่มกล่าวจบ อัศจรรย์​ได้บังเกิดขึ้น​​เป็นคำรบสอง กระแสลมอลวนพัดผวนเข้ามาตรงนั้น​อีก ครานี้มันพัดตลบ​เอาอาภรณ์ของนรีร่างสะคราญขึ้น​​ไปถึงเอวเช่นกัน

แลเจ้าศิษย์หนุ่มก็​ได้ประจักษ์ในสิ่ง​ที่อยู่​ในอาภรณ์ของนาง ​เขาตกใจแลประหม่ายิ่งนัก​กับสิ่งนั้น​ ด้วยมิเคยเห็นมาก่อน

"พี่ท่าน ! " นรีสาวเอ่ยเอื้อน ค่อยดึงอาภรณ์ลงปิดกายดังเดิม

"สิ่ง​ที่ทำให้ท่านตะลึงแลอยู่​นี้​คือขุมนรกร้าย จงลืมมันเสียเช่นกัน"

​แต่นั้น​มาศิษย์หนุ่มผู้มีพรหมจรรย์ก็มิอาจปลงใจ​กับสิ่ง​ที่เห็นมา​ได้ มันกลาย​เป็นภาพมายาตามหลอกหลอน​เขา​ไปทุกทิวาราตรี

​ทั้งเจ้าหนุ่มยังรู้สึกว่า​​ได้มีสิ่งวิปริตเกิดขึ้น​​กับตน​ทั้งใจ​และกาย กล่าว ​คือ ...​

ในรัตติกาล ภาพของขุมนรกร้ายเด่นอยู่​ในจิต​ที่เคยสงบนิ่งดังน้ำใสในสระอโนดาต จนมิอาจข่มใจเข้าสู่นิทรารมย์​โดยง่ายดัง​แต่ก่อน ​แม้​จะร่ายมนต์คาถาสักกี่บทกี่คาบก็มิ​เป็นผล มันเหมือนไฟ​ที่เผาผลาญเลือดหนุ่มของ​เขาให้เดือดพล่าน ยามค่อนคืน​ไปแล้ว​นั้น​แลจึง​จะข่มตาหลับลง​ได้

​แต่​แม้กระนั้น​ก็ยังฝันเห็นนรกขุมนั้น​อยู่​ดี จนเลือด​ที่เดือดพล่านในกายาปะทุท้นออกมา​เมื่อยามใกล้รุ่งอรุโณทัย

ครั้น​เมื่อทิวากาลเล่า ​เขาก็มิอาจเข้าหน้านรีสาวร่างโสภา​ได้ ด้วยปฏิกริยาผลักดันในกาย​จะบังเกิดขึ้น​ทุกเพลา​ไป​ที่​ได้เห็นนาง ศิษยหนุ่มมีอัน​ต้องเบี่ยงกายหันหลังหลบเสียด้วย​ความกระดากอยู่​ร่ำ​ไป มิให้นางเห็นพิรุธ​ที่เกิดนั้น​ ...​ดู​เป็น​ที่ทุกขเวทนา ยิ่งนัก !

การณ์​เป็นดั่งนี้มาหลายเพลาจวบจนราตรีหนึ่ง​ ศิษย์หนุ่มผู้สมถะก็สุด​ที่​จะสะกดกลั้น​ซึ่งฤทธาแห่งราคจริตไว้​ได้อีกแล้ว​

จึ่งครั้น​เมื่อดึกสงัด เดือนเสี้ยวคล้อยลับนภา​ไปแล้ว​ เจ้าหนุ่มผู้พลุ่งพล่าน​ไปด้วยพลังในกายาก็แอบออกจากกุฎีของตน ค่อยจรลี​ไปยังกุฎีน้อยของนรีสาวดั่งพยัคฆาขยับย่างสู่นางเนื้อ...​

แนวพนาในราตรีนั้น​ช่างเงียบนัก มีก็​แต่เสียงนกการเวกร้องละเมอเพรียกหาคู่อยู่​บนยอดเมฆา นภาอันมืดมิดดังสีนิลเดียรดาษแพรวพราย​ไปด้วยดาริกานับ​เป็นอสงไขย แลมีทางขาวนวลแห่งคงคาสวรรค์พาดผ่าน

พยัคฆาหนุ่มยืนนิ่ง สยบอย่างแสน​จะกริ่งเกรงอยู่​หน้าห้องน้อยของนางเนื้อร่างงาม ใจนั้น​เต้นรัวระทึกราวแผ่นดินไหว เสียงน้ำค้างจากชายคาหยดลง​ต้องพื้นพสุธาดัง​เป็นระยะ

เจ้าพยัคฆารวบรวมพลังปราณ​ทั้งหมด​ที่มีอยู่​ แล้ว​จึงเคาะประตูห้องเบาๆ​...​.

"พี่ท่านมีธุระอันใดฤๅ ?" แว่วเสียงนางเนื้อสาวกระซิบแผ่วออกมา นางรู้ว่าในเขตหิมเวศยามนี้ จักมี​ใครอื่นอีกก็หาไม่​ที่​จะมาเคาะประตูห้องน้อยนี้ นอกจากเจ้าศิษย์หนุ่มร่วมสำนัก

"นางเอย จงเปิดประตูด้วยเถิด ! " พยัคฆาหนุ่มรำพันแหบโหย กายแทบ​จะระเบิด​เป็นเสี่ยงด้วยอำนาจแห่งดำฤษณา...​

"เมตตาเจ้าปีศาจแห่งข้าด้วย ! มันถวิลหา​แต่ขุมนรกร้ายมิยอมหลับยอมนอน" ​เขากล่าว​ไป​โดยซื่อ​แต่ก็โยนบาปนั้น​​ไป​ที่เจ้าปีศาจร้าย...​ มีเสียงกุกกักดังขึ้น​ในห้อง

"วานพี่ท่านกลับ​ไปก่อนเถิด เพลานี้นรกหาว่างไม่ !" นางเนื้อสาวบอกออกมาด้วยเสียงกระเส่า...​ มีเสียงเคลื่อนไหวอยู่​ในห้องน้อย

" ​เป็น​เพราะเหตุอันใดเล่า ? "

"มีปีศาจอีกตนหนึ่ง​เข้าสิงอยู่​ในนรกขุมนี้เสียแล้ว​ พี่ท่านจงกลับ​ไปเสียเถิด" นางเนื้อสาววอน ​พร้อม​กับส่งเสียงคราง แลมีเสียงกุกกักดังตามมา

พยัคฆาหนุ่มผู้ไม่เดียงสาให้มีสงกายิ่งนัก ! กายของ​เขาร้อนรุ่มดังไฟเผาแลแข็งปานประหนึ่ง​หินผาด้วยถูกสาปสะกดจากมนต์แห่งเมถุน

...​​พระพายยามดึกพัดมาบางเบาผ่านห้องน้อย พากลิ่นน้ำมันมนตร์เจือน้ำดอกไม้เทศโชยมา

พลันเจ้าศิษย์หนุ่มก็กระจ่างในเหตุปัจจัย​ทั้งหลาย​ทั้งปวง แลสิ้นแล้ว​​ซึ่งสงกา ​เขาประนมมือขึ้น​น้อมคารวะ กายา​ที่ร้อนดังไฟกลับเย็นเยียบลง ระทดระทวยผันผายสู่กุฎีแห่งตน ใจ​ที่เต้นดังแผ่นดินไหวสงบนิ่งราว​กับว่ามัน​ได้หยุดเสียแล้ว​

ในหิมวาสยามนั้น​ ราชสีห์โผนขย้ำกวางผาในถ้ำน้อยเสียงอึงคะนึง...​ นาคาใหญ่อุตลุดเข้าตระหวัดรัดมฤคี...​ คูปรีเล็มหญ้าระบัดอยู่​ชายไพร...​ คนธรรพ์กระชั้นหอบชะเง้อเก็บมักกะลีผลแรกแย้ม​ไปเชยชม...​ กินนรปลงปีกแลหางโผลงอโนดาตในยามดึกสระสนานสำราญกาย มิอาจทนรออาทิตย์อุทัย​ได้...​ การเวกสาวละเมอแผ่วรับเสียงเพรียกวอนของนกผู้จากยอดเมฆา

แล้ว​เสียง​ทั้งหลายแห่งรัตติกาลก็ค่อยเงียบลงอีกครั้ง เงียบเสียจน​ได้ยินเสียงตฤณชาติ​กำลังงอกขึ้น​มาจากพื้นพสุธา​เพื่อรับ​ความเย็นฉ่ำของน้ำค้างกลางหาว ...​ O




(เรื่อง​เล่าจากวงสุรา​โดยผู้​แต่งนิรนาม - เก็บมาเล่าใหม่​โดย ชาร ทิคัมพร)

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1378 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง นิยายจากหิมพานต์
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๔๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงมะเฟือง [C-7049 ], [61.90.74.64]
เมื่อวันที่ : 18 ก.พ. 2549, 08.55 น.

โอ.. อุมาเทวีทรงโปรด อึ๋ย...​ คลาสิกยิ่งแล้ว​ ข้าน้อยขอคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แพรสีปั๋ง [C-18238 ], [49.49.23.54]
เมื่อวันที่ : 10 พ.ค. 2554, 13.26 น.

ปีศาจคาบคัมภีร์สีชมพู

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น