นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
นิทานของชาวลั๊วะ
ชาร ทิคัมพร
......​​นิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวลั๊วะ​​ที่เล่าสืบทอดกันมาหลายสิบชั่วคน...
pic_no_1371_1_21806.jpg นานมาแล้ว​ ก่อน​ที่พญามังราย​จะสร้างนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ​และก่อน​ที่​พระนางจามเทวี​จะเสด็จมาประทับ​ที่นครหริภุญชัยด้วยซ้ำ​ไป ชนชาวลั้วะ​ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่​ ณ เชิงดอยทางทิศตะวันตกของลำน้ำแม่ระมิงค์ มีท่านวาสุเทพมุนีเฝ้าพิทักษ์ประชาราษฎร์​และลำน้ำแม่ระมิงค์ รวม​ทั้งท้องทุ่งกว้างอันสมบูรณ์อยู่​บนยอดดอยสูงเทียมเมฆ ​และมีเจ้าเมืองปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรอีกทีหนึ่ง​

ราษฎรชาวลั๊วะต่างทำมาหากินด้วยการทำนา ทำไร่ จับปลาแลเลี้ยงสัตว์ พวก​เขา​ได้ทำฝายขึ้น​กั้นลำน้ำแม่ระมิงค์ ทด​เอาน้ำเข้า​ไปในไร่นาปลูกพืชผล ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์​ไป​ทั้งแผ่นดินแลร่มเย็น​เป็นสุขดังเมืองทอง ไพร่ฟ้าหน้าใส !

ฝายจึง​เป็นวิถีชีวิตของราษฎร

ราษฎรทุกครัวเรือนเคารพท่านวาสุเทพมุนีผู้​เป็นใหญ่ พวก​เขา​จะกราบไหว้บูชาท่านมุนี​และบวงสรวงด้วยส้มสุกลูกไม้ไม้แลน้ำทุกๆ​เช้า​ ​และปีละครั้ง เหล่าราษฎรก็​จะพากันเดินขึ้น​​ไปยังถ้ำ​ที่อยู่​ของท่านมุนีบนยอดดอยสูง ​เพื่อขอพรประจำปีมิเคยเว้น

หากว่าฝาย​เป็นวิถีชีวิต ท่านวาสุเทพมุนีก็​เป็น​เป็น​ที่รวมแห่งจิตวิญญาณของพวก​เขาด้วย ! สองสิ่งนี้ผูกพันกันอยู่​ในชีวิตของชาวลั๊วะแห่งเมืองนี้

อยู่​มาวันหนึ่ง​ชายหน้าเหลี่ยม​ซึ่ง​เป็น​เป็นพ่อค้าอยู่​ทางทิศตะวันออกของลำน้ำแม่ระมิงค์​ได้มีอำนาจขึ้น​มาปกครองบ้านเมือง ​เขา​กับญาติพี่น้อง​และพรรคพวกพากันรวบอำนาจผูกขาดการค้าขายจนร่ำรวยมหาศาล ​โดยถือโอกาสจากการ​ที่​ได้ปกครองเมือง​ใช้อำนาจเบียดเบียนอาณาประชาราษฎร์ แสวงหาเงินทองสู่ญาติมิตร​โดยมิชอบ​และปกครองบ้านเมืองอย่างไร้คุณธรรม มิ​ได้คิดถึงประโยชน์ของราษฎร์​แต่อย่างใด

pic_no_1371_2_18741.jpg ราษฎร​ได้พากัน​ไปร้องเรียนต่อท่านวาสุเทพมุนี​ที่พวก​เขาเคารพนับถือ ท่านมุนี​ได้เรียกชายหน้าเหลี่ยมผู้​เป็นเจ้าเมือง​ไปตักเตือนหลายครั้ง ​แต่​เขาก็หา​ได้เชื่อฟังไม่ ซ้ำยังพูดจาโอหังหมิ่นท่านมุนีอยู่​เนืองๆ​ เหล่าราษฎรจึงเกลียดชัง​เขายิ่งนัก
วันหนึ่ง​ชายหน้าเหลี่ยม​ซึ่ง​เป็นเจ้าเมืองพยายาม​จะรื้อฝาย​ที่ราษฎรสร้างขึ้น​ออกทิ้งเสีย เพียง​เพื่อ​จะให้ลูกเมียแลพรรคพวก​ได้​เอาเรือมาวิ่งค้าขายในลำน้ำ ​แม้ราษฏร​จะร้องคัดค้านก็หาฟังไม่

pic_no_1371_3_83434.jpg ราษฎรจึง​ได้คิดหาทางกำจัดเจ้าเมืองหน้าเหลี่ยมผู้ชั่วร้ายคนนี้ พวก​เขาจัดพิธีบูชาผีฝายขึ้น​​ที่ริมลำแม่ระมิงค์ตรงหน้าฝายใหญ่ หลอกเชิญเจ้าเมืองชั่วมาร่วมพิธีด้วย ​และ​เมื่อ​ได้โอกาสก็ช่วยกันจับตัวเจ้าเมืองหน้าเหลี่ยมคนนี้ นำตัว​ไปมัดไว้​ที่หลักริมแม่น้ำหน้าฝาย แล้ว​ตัดหัว​เขาเสีย มิให้​เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้​ที่ปกครองบ้านเมือง​โดยมิชอบ​และคิดร้ายต่อฝายของ​เขาอีกต่อ​ไป

​เมื่อตัดหัวเจ้าเมืองหน้าเหลี่ยมแล้ว​ พวก​เขายัง​เอาแหลน​ที่ลงคาถาอาคมแทงศพซ้ำ ​ทั้ง​ได้เผาพริกเผาเกลือสาปแช่งเจ้าเมืองหน้าเหลี่ยมคนนี้ให้​ไปลงนรก !
ชาวเมืองช่วยกันหาผู้มีคุณธรรมคนใหม่มา​เป็นเจ้าเมืองปกครองดูแลพวก​เขาต่อ​ไป ​และเมืองแห่งนี้ก็เจริญรุ่งเรือง ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ขึ้น​มาอีกครั้งหนึ่ง​

...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​

ทุกชาติทุกแว่นแคว้น​และแดนดิน ย่อมมีโชคชะตาแลบุรพกรรม​เป็นของตนเอง ​และเมืองของชนชาวลั๊วะแห่งนี้ก็มิเว้น หลังจากเจ้าเมืองหน้าเหลี่ยมผู้ชั่วร้ายตาย​ไป​ได้ร้อยปี ​และบ้านเมือง​ได้เจริญมาจนถึงขีดสุด ราษฎรชาวเมืองก็หลงละเริงในอบายมุข ​ใช้ชีวิตฟุ้งเฟื้อไร้สาระอยู่​​กับการดีดสีตีเป่าแลเสพสุราเมรัย หนุ่มสาวเข้าสมสู่สลับคู่กัน​โดยเปิดเผยตั้งแต่วัยเพิ่ง​จะแตกพานอย่างไม่อายฟ้าดิน

พวก​เขามิ​ได้กราบไหว้​และทำพิธีบวงสรวงท่านวาสุเทพมุนีดัง​ที่บรรพบุรุษเคย ทำมา​แต่เก่าก่อน

กรรม​ได้กลับมาสนองราษฎรชาวเมืองแล้ว​ !

ชายหน้าเหลี่ยมเจ้าเมืองคนเก่าหนีขึ้น​มาจากนรก​ได้ ​และ​ได้กลับมาปกครองเมืองอีกครั้งหนึ่ง​​โดย​ที่ไม่มี​ใครรู้​ที่มา ราษฎรไม่สนใจคัดเลือกคนดีมา​เป็นเจ้าเมืองดัง​แต่ก่อน ​เพราะมัว​แต่หลงระเริงอยู่​​กับโลกีย์สุข แลหลงอามิส​ที่ชายหน้าเหลี่ยมจากนรกหว่านโปรยให้​เพื่อให้​เขาครองเมือง​ได้​โดยแยบยล

ดังนั้น​จึง​ได้เกิดอาเพทขึ้น​ในบ้านเมือง โรคร้ายระบาด​ไปทั่วในหมู่หนุ่มสาว​ที่สมสู่สลับคู่กัน พวก​เขาล้มตาย​เป็นใบไม้ร่วง ข้าวยากหมากแพง แลสวรรค์สาปส่งด้วยการทำให้เกิดน้ำมาท่วมเมืองใหญ่ถึงสามครั้งในปีเดียว ​ที่อยู่​อาศัยแลแหล่งค้าขายเสียหาย ไร่นาสาโทก็พลอยย่อยยับ​ไปด้วย เกิดเดือดร้อน​ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เว้น​แต่ญาติพี่น้องของเจ้าเมือง​ซึ่งหนีมาจากนรกเท่านั้น​​ที่สุขสบาย

ชายหน้าเหลี่ยมเจ้าเมืองจากนรกตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ​ขึ้น​มาให้ยังผลประโยชน์แก่ตนเองแลพวกพ้องยิ่งกว่าครั้งก่อน ​เขายุยงให้ราษฎรแตกแยก​เป็นฝักฝ่าย​และปกครองอยู่​ท่ามกลาง​ความแตกแยกนั้น​

พวกราษฎร​ที่รู้เท่าทันพากันขึ้น​​ไปยังยอดดอยสูงประจำเมือง กราบอ้อนวอนท่านวาสุเทพมุนีให้ ช่วยเหลือ...​.ฯลฯ

(ยังมีต่อ)

(นิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวลั๊วะ​ที่เล่าสืบทอดกันมาหลายสิบชั่วคน)

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1371 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง นิทานของชาวลั๊วะ
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๔๖๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6998 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 09 ก.พ. 2549, 12.56 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : หนูเหิรเอง [C-7000 ], [70.17.114.158]
เมื่อวันที่ : 09 ก.พ. 2549, 20.06 น.

เยี่ยมค่ะ​ คุณป๋า นิยายปรัมปราเรื่อง​นี้ท่วงทันเหตุการณ์​และ​เป็นสัจธรรมดีแท้ รูปก็ถึงกึ๋นมากค่ะ​ ชอบรูปหัวขาดกลิ้งหลุนๆ​ ​จะรออ่านต่อๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pee [C-13377 ], [118.172.36.20]
เมื่อวันที่ : 13 ธ.ค. 2550, 17.25 น.

ตัวหนา web page ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : กวนละว้า [C-14974 ], [118.172.93.63]
เมื่อวันที่ : 29 ต.ค. 2551, 19.10 น.

ดีใจมากเลย​นะ​ที่ใด้รู้จักคำว่าละว้า มายมะหอมอีเกิน ​จะอ่านต่อฉบับ​หน้าค่ะ​คุณยาย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : กวนละว้า [C-14975 ], [118.172.93.63]
เมื่อวันที่ : 29 ต.ค. 2551, 19.16 น.

ดีใจมากเลย​นะ​ที่ใด้รู้จักคำว่าละว้า มายมะหอมอีเกิน ​จะอ่านต่อฉบับ​หน้าค่ะ​คุณยาย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : เด็กละว้า [C-15916 ], [124.122.247.151]
เมื่อวันที่ : 11 ก.ค. 2552, 13.46 น.

ผมก็​เป็นคนละว้า หรือลัวะเหมือนกาน
ในเชียงรายรู้สึกมีพี่น้องละว้าไม่น้อยเหมือนกันครับ​
อย่างว่าเหระครับว่า​ ละว้าเคยรุ่งเรืองมาก่อน มีอณาจักรกว้างใหญ่ไพรศาลครับ​

​แต่ในประเทศไทย มีชาวละว้าหลายกลุ่มครับ​
1. กลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมในผืนแผ่นดินไทย
2. อีกกลุ่มอพยพจาก จีน บ้างตั้งรกรากในพม่า บ้างเข้าเขมร บ้างลงลาว ​และบางกลุ่ม​ได้เข้าไทย

​แต่กลุ่มละว้า กลุ่ม​ที่สองนี้น่าสนใจครับ​
เหตุผลการอพยพนั้น​มีต่างๆ​นาๆ​ แสวงโชคบ้าง สงครามบ้าง การค้าขายบ้าง ฯลฯ

ครับ​ ผมยืนยันว่ามีกลุ่ม​ที่อพยพ ในสมัย เหมาเจ๋อตง(毛泽东)ฝ่ายคอมฯ ช่วงหลังสงครามกลางเมือง ​กับฝ่ายพรรคคณะรักชาติ ของ เจียงไคเชก (蒋介石)​ซึ่ง​ต่อมา​ได้ปราชัย แล้ว​เก็บข้าวของ​ไปกดดันในเกาะไต้หวัน (台湾岛)
​แต่บางกลุ่ม​ได้หนีเข้ามาพม่า แล้ว​เข้าไทย เช่นเดียว​กับกองพล93ภายใต้การนำของ นายพลฯ ต่วน (段将军)​และมีทหารละว้า หรือลัวะก็ร่วมอยู่​ในภายใต้การนำของ นายพลฯต่วนด้วย ​และต่างตั้งถิ่นฐานปักหลักกระจัดกระจายอยู่​ตอนบนของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน


กระนั้น​ก็ตาม ช่วงแรกของการเข้ามาอยู่​ในผืนแผ่นดินไทยนี้ ใช่ว่า​จะง่ายอย่าง​ที่คิดครับ​ ​เพราะทางการไทยก็ใช่ว่า​จะอ้าแขนขาต้อนรับ
​แต่กลับยื่นขอเสนอให้​กับเรา ​โดย​ต้องต่อต้่านกลุ่ม คอมฯนิค ของ เหมาเจ๋อตง ​ที่ไ้้้ด้แผ่อำนาจมาถึงไทย หลังจากสู้รบนับเดือน ก็ชนะศึกนี้ ​แต่ทหารกลุ่มนี้​เอาชีวิตตนเองแลกมา​ซึ่งอิสระภาพของคนไทย ไม่น้อย​ที่สังเวยในสมรภูมิ ไม่น้อยแขนขา ร่างกายพิกลพิการ ​แต่กลับไม่มี​ใครกล่าวถึงทหารหาญแนวหน้าเหล่านี้เลย​

ทหารไทยกลับรับหน้า ​และรับผลงานในครั้งนั้น​
​ไป
ฉนั้น​ หลังสงครามขับไล่คอมฯนิคสำเร็จ ทหาร ลัวะ หรือ ละว้า บ้างคน​ได้ตั้งรกรากอยู่​ี​ที่น่าน บ้างคนก้อกลับ​ไปหาครอบครัว


ครับ​นี้​เป็น ประวัติศาสตร์ ​และ วีรกรรม ของพี่น้องกลุ่มลัวะ หรือ ละว้าคณะรักชาติ ​ที่ถูกลืืม!!!
​แต่เราลูกหลาน​จะไม่มีวันลืมมันลง​ได้
​เพราะเรายัง​ได้เห็น พ่อแม่พี่น้องของเรา​ที่แขน ขา พิการจากสงครามครั้งนั้น​ตลอดเวลา ไฉน​จะให้เราลืม​ความขืนข่มนี้​ได้เล่า!!!

john1985_7@hotmail.com
by: lawa-boy

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น