นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๒ มกราคม ๒๕๔๙
เรื่องเล่าจากซอกดอย : เกียร์(หมา)พาเพลิน
เชิงดอย
... ผมเคยโดนควายไล่ครั้งนึง ทิ้งปืนกระโดดขึ้น​​ต้นไม้แทบไม่ทัน ดังนั้น​​อย่าด่าผมว่าไอ้ควายเลย​​ ผมไม่โกรธหรอก ​​เอา​​เป็นว่าวันไหนคุณโดนควายไล่เกือบตาย แล้ว​​คุณ​​จะรู้สึกเหมือนผม ว่า​​แต่ควายอะไร​​ก็ไม่รู้ดุชิบ...​​. ฉลาด​​เป็นคนเลย​​...
เดินป่าก็จนเปรอะ ใส่เกียร์หมาข้ามดอยก็หลายรอบ วิ่งตามดักยิงหมูป่าตอนไล่เหล่าก็หลายเ​ที่ยว ก็เลย​พอสรุปไอ้ตัวอันตรายประจำป่าแถวละแวกบ้านให้รับทราบพอ​เป็นกระสาย

อย่างแรกตัวโตๆ​ ตาเล็กๆ​ ช้างไงครับ​ ไอ้บ้าเนี่ย​ถ้ามัน​เอาจริงละตาย​ไปครึ่งตัวก่อนละครับ​ ตัวเบ้อเริ่มย่องยังกะแมว เห็นเดินช้าๆ​ ​ถ้า​ได้โซ่หลุดละวิ่งโขยกไวกว่าคนละกัน เรื่อง​ขึ้น​​เขาละหายห่วง ดอยชันๆ​ พวกขึ้น​ลงเก่งกว่าคนอีก ​โดยเฉพาะดอยดินร่วนๆ​ขาขึ้น​ไวกว่าคน ​แต่ขาลงเนี่ย​ถ้าคนลงดอย​เป็นคนไวกว่าครับ​ วิธีลงดอยดินร่วนๆ​ให้ไวก็​ต้องนั่งยองๆ​ ​เอาขาข้างไม่ถนัดยืด​ไปข้างหน้า ท่าเหมือนกระโดดถีบ sky kick นั่นแหละ​ ปล่อยไหลลงมาจากดอย​ได้เลย​ ​ถ้า​ความเร็วดู​จะไว​ไปก็ให้งอขา​ที่ชี้​ไปข้างหน้าเบรกแล้ว​คว้าต้นไม้ไว้ หรือไม่อีกวิธีนึงก็​ใช้วิธีโผเกาะต้นไม้ก็​ได้ ​แต่วิธีโผเนี่ยมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สะดุดอะไร​เข้าละจากโผ​จะกลาย​เป็นกลิ้ง​ได้ง่าย ​แต่​โดยรวมแล้ว​ไวกว่าไถลครับ​ อ้อ! อย่าลองวิธีนี้​กับดอย​ที่​เป็นดินลูกรังนะครับ​ เดี๋ยว​เป็นหมูแดงแถม​ต้องแคะ​เม็ดลูกรังออกจากแผลราดทิงเจอร์แล้ว​​จะหาว่าหล่อไม่เตือน คำเตือน​ที่สองก็​คืออย่าไว้ใจกิ่งหรือต้นไผ่เขียวๆ​ ​ที่ปักดินอยู่​ข้างกอไผ่​เป็นอันขาด ผมเคยโผเกาะต้นไม้ลงดอยอย่างไว คงน้องๆ​ลิงนั่นแหละ​ ​แต่พอจังหวะสุดท้ายประมาณ 10 เมตรก่อนถึงก้นห้วย ผมคว้าลำไผ่ข้าวหลามขนาด​พอดีมือ ลำสีเขียวอี๋ ไม่รู้ว่าสุนัขตัวไหนมันดันตัดไม้ข้าวหลามปล้องกลางๆ​ออกแล้ว​ปล่อยท่อนปลายปักดินไว้ มันก็เลย​เหมือนลำไผ่ปกติ พอกระโจนคว้าเข้าเท่านั้น​แหละ​ ลอยละลิ่วปลิวละล่องเหมือนค่างโผยอดไม้เลย​ครับ​ ​แต่ไม่ยักกะเจอยอดไม้ปลายทาง​เพราะร่วงลงมา​ที่กอเถารางจืดข้างห้วยซะก่อน ดีนะ​ที่เถารางจืดมันหนาแล้ว​ไม่มีกิ่ง ​ถ้าเปลี่ยน​เป็นกอไมยราพยักษ์ละก้อคงดูไม่จืด ตกดอยครั้งนั้น​​เป็นครั้งสุดท้ายของผม​ที่​ใช้วิธีโผลงดอย ขำกันน้ำตาเล็ด​แต่ก็จุกแทบตายครับ​

อย่าง​ที่สองตัวเล็กลงมาหน่อย​ครับ​ สีดำพอๆ​กัน ​แต่มี​เขาโง้งแทน ควายไงครับ​ ควายบ้านธรรมดาๆ​นี่แหละ​ ตัวดำๆ​ ตาปริบๆ​ หน้าโง่ๆ​ ​ที่เราชอบยืม​ไป​ใช้เรียกคน​ที่ฉลาด​เป็นพิเศษนั่นแหละ​ ​แต่ชาวบ้านดัน​เอา​ไปปล่อยทิ้งไว้บน​เขา​เป็นปีๆ​ มันก็เลย​ดุ​เป็นพิเศษ ปกติสัตว์ป่า​จะกลัวกลิ่นคน ​แต่ควายพวกนี้​เป็นสัตว์กึ่งป่ากึ่งบ้าน ​ได้กลิ่นคนแทน​ที่​จะหนีดันกลับวิ่งเข้าใส่แทน ผมเคยโดนควายไล่ครั้งนึง ทิ้งปืนกระโดดขึ้น​ต้นไม้แทบไม่ทัน ดังนั้น​อย่าด่าผมว่าไอ้ควายเลย​ ผมไม่โกรธหรอก ​เอา​เป็นว่าวันไหนคุณโดนควายไล่เกือบตาย แล้ว​คุณ​จะรู้สึกเหมือนผม ว่า​แต่ควายอะไร​ก็ไม่รู้ดุชิบ...​. ฉลาด​เป็นคนเลย​

อย่าง​ที่สาม​เป็นไอ้ตัวไม่มีตีน งูไงครับ​ ​โดยเฉพาะจงอาง กลัวจนขี้ขึ้น​สมอง หน้าฝนผมแทบไม่เข้าป่า​เพราะเคย​ได้ยินคนรู้จักบอกเล่าว่ามันไล่​เป็นกิโล ปืนลูกซองก็​ต้องทิ้ง รองเท้า ย่ามไม่เหลือ ผมยังคิดตลกๆ​อยู่​ว่า​ถ้ามันไล่ไกลกว่านี้ซักหน่อย​เค้าคง​ต้องถอดเสื้อผ้าวิ่งแน่เลย​ ปกติจงอางหากินกลางคืน ​แต่ก็อย่าคิดว่ากลางวัน​จะไม่เจอ ผมเคยเจอตอน​เป็นควานช้าง ช้างลากไม้อยู่​กลางห้วย อยู่​ๆ​ไอ้บานมันก็ยืนนิ่ง ไม่ปรบหู ไล่ก็ไม่เดิน ขู่ก็ไม่เดิน ตีสะโพกก็ไม่สน ผมก็เลย​ชะโงกดู พอเห็นเท่านั้น​แหละ​ใจมันมาอยู่​​ที่ตาตุ่มเลย​ครับ​ ตีนก็เลย​หนักวิ่งไม่ออก อาราธนาหลวงพ่อโกยไม่ถูกกันเลย​หละ ไอ้อางตัวเท่าข้อมือผู้ใหญ่เอง ถือว่า​เป็นขนาดปานกลาง ​แต่ระยะสิบห้าเมตรเนี่ยผมว่าเกียร์หมาผมหนีมันไม่ออกแน่ๆ​ ลูกพี่ท่านก็เลื้อยแบบนวยนาดผ่านหน้าช้าง​ไป แล้ว​​จะขึ้น​ตลิ่งห้วย ผมก็เลย​ยกปืนแก็ปขึ้น​อาราธนาขึ้น​นก ยิงกะว่าก้านคอละวะ พอนกสับเท่านั้น​แหละ​ใจ​ที่มันอยู่​ตาตุ่มเล่นพาขี้ขึ้น​สมอง​ไปด้วย ปืนยิงไม่ออกครับ​!!! มัน​เป็นธรรมดาของปืนแก็ปอยู่​แล้ว​​ที่มันยิงออกมั่งไม่ออกมั่ง ​แต่มันดันไม่ออกตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน ​จะทิ้งปืนวิ่งก็กลัวมันตาม ก็ยืนสั่นงั่กๆ​ ค่อยๆ​ แกะแก็ปยัดรูนมหนู แล้ว​กรอกลูกปรายเข้า​ไปอีกกำมือนึง บรรจงยิงอีกที พอนกสับเท่านั้น​แหละ​ เสียงเพี๊ย! แก็ปแตก แล้ว​ประมาณวินาทีนึงเสียงปืนก็ตามมา...​. แม่นเหมือนโกหก เล็งก้านคอ โดนเข้าตรงหัว​พอดี งูจงอางก่อนตายมัน​จะบิดม้วนทุกอย่างรัด กอสาบเสือกอเท่าคนโอบโดนมันบิดม้วนจนราบ​เป็นแปลง ไอ้ผมนะเรอะ ตูมเดียวก็เสียว​ได้ เกียร์หมา​ที่เข้าไม่​ได้มันกลับมาตรงร่องเกียร์​พอดี สับปั๊บผมก็ปีนต้นไม้ใกล้​ที่สุดก่อนละครับ​ ไม่​ได้กลัวนะครับ​ ​แต่ปลอดภัยไว้ก่อนกลัวมันไม่ตาย ตั้งหลัก​ได้ก็ตอกบรรจุใหม่ด้วย​ความรวดเร็วแบบ​ที่ไม่เคยเร็วมาก่อน ใส่ดินปืนลูกปืนเยอะ​เป็นพิเศษแบบไม่กลัวปืนแตกกลัว​เอามันไม่อยู่​ ​แต่พอ​เป็นงูมันตายแล้ว​เท่านั้น​แหละ​ ผมก็ไม่กล้ายิงปืนนัด​ที่ผมตอกไว้เหมือนกัน กลัวปืนแตก งูจงอางเนื้อไม่อร่อยครับ​ ดีอย่างเดียว​คือเนื้อเยอะ กินแล้ว​ร้อนเหมือนกินทุเรียน เหงื่อแตกพลั่กๆ​ ยิ่ง​ถ้า​เป็นหน้าร้อนนี่แทบนอนแช่อ่างเลย​ทีเดียว

เคยเจอกันใกล้​ที่สุดก็ตอนเดินส่องสัตว์ เดินขึ้น​​เขาอ้อมจอมปลวกปรากฏว่าพี่ท่านคงตกใจผมมั้ง พุ่งลงมาตรงๆ​ ซะอย่างนั้น​แหละ​ ผมตัวแข็งยืนอ้าขาอยุ่พวกพุ่งลอดหว่างขา​ไปเฉยเลย​ คืนนั้น​ก็เลย​​ต้องตบะแตกแบกปืนเก็บผักบุ้งกลับบ้าน​ไปกินแทนอีเห็นก่อนละกัน เรื่อง​เด็ด​ที่สุดเรื่อง​นึงก็คง​เป็น​เมื่อประมาณสองปีก่อน พรานแถวๆ​บ้านเดินออก​ไปย่องไก่ป่ายามเช้า​ประมาณตีสี่ แถวๆ​ข้าง​เขาข้างบ้าน เดินตามทางเกวียนอยู่​ดีๆ​ รุ้สึกว่า​ได้ยินเสียงบาดหญ้าดังแกรกๆ​ มือนึงแบกปืนอยู่​ไม่ว่างก็เลย​​เอามือข้าง​ที่ว่างชักมีดออกมาเขี่ยกอหญ้า​ที่สูงเรี่ยๆ​เข่าดูว่ามัน​เป็นตัวอะไร​ เผื่อ​จะ​เป็นเม่นหรือตัวนิ่มละมั้ง พอเขี่ยปุ๊บจงอางตัวเท่าแขนเด้งดึ๋งขึ้น​มาทันทีเลย​ระยะห่างตัวไม่ถึงศอก เค้าบอกว่ามันแลบลิ้นเลียหน้าผากเค้าแผล็บๆ​ ​แต่มันก็ไม่ฉก มีดอยู่​ในมือก็ไม่กล้าฟัน ปืนแบกอยู่​บนบ่าก็ยิงไม่​ได้ จ้องกัน​ไปจ้องกันมา จนสว่างคาตา งูยอบลงพรานก็​จะขยับวิ่ง งูมันก็เลย​ยืดขึ้น​มาอีก จ้อง​ไปจ้องมาจนไม่ไหวแล้ว​ เหลือบตา​ไป​เป็นต้นมะเดื่อต้นเท่าขาอยู่​ระยะประมาณสองวา เรียกว่ากระโดดทีเดียวคว้ากิ่ง​ที่อยู่​เตี้ยๆ​​ได้ แล้ว​ก็ปีนหนี​ได้ว่างั้นเหอะ พองูยอบลง​ได้สักหน่อย​เค้าก็กระโดดคว้ากิ่งมะเดื่อทันที เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กิ่งมะเดื่อหักดังเพี๊ยะ! คนหล่นตุ๊บแล้ว​ก็ใส่เกียร์หมา ปรากฏว่างูก็ตกใจพุ่งหนี​ไปอีกทางนึงเหมือนกัน ผมก็เลย​สรุปว่างูเองมันก็คงกลัวคนเหมือนกันแหละ​ ​จะฉกก็ไม่​ได้​เพราะประชิตตัวเกิน​ไป ​จะหนีก็โดนปืน จ้องกัน​ไปจ้องกันมาต่างคนต่าง​เมื่อย ​ได้จังหวะก็เลย​หนีซะเลย​...​.เฮ้อ!!! รอด​ได้หวุดหวิด​ทั้งคน​ทั้งงู

อ้อ! อีกเรื่อง​นึงงูเหมือนกัน เค้าบอกว่าน่า​จะ​เป็นจงอางนี่แหละ​ คนแก่ประมาณห้าสิบกว่าๆ​ เค้าบอกว่าสมัยก่อน​ที่​ไปทำไม้สักในห้วยน้อยจันทร์ทางลำปาง ป่ามันดิบจนตากผ้าไม่แห้ง พี่แกว่างงานเลื่อยไม้ก็เลย​แบกปืนเดินป่าเล่นๆ​ กะว่าเจออะไร​ก็ยิงมาทำ​กับข้าว เดินอยู่​ในหุบซอกดอยอยู่​ดีๆ​ ก็​ได้ยินเสียงไม้ลั่นเหมือนช้างฝูงเดินลงสัน​เขามาหาซอกห้วย พี่แกมองซ้ายมองขวาไม่มี​ที่​ไปก็เลย​หนี​ไปนั่งหลบหลังจอมปลอก​ที่ดอยอีกฝั่งนึง ใส่ลูกโดด ขึ้น​นกไว้เรียบร้อย​กะว่า​ถ้าจวนตัวจริงๆ​ ก็ขอช้างซักตัวนึงแลกกันละกัน นั่งมองดอยอีกฝั่งนึง​ได้ซักพักก็เห็นเจ้าของเสียง ปรากฏว่า​เป็นงูครับ​ งูตัวเท่าไม้ต้นเท่าคนโอบ (เค้าบอกว่าโตขนาดไม้ซุงขนาด 7-8 กำ กำละ 4 นิ้ว เส้นรอบวง ประมาณ 60 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางก็คงราวๆ​เกือบ 20 นิ้ว) เลื้อยช้าๆ​ ลงมาจากดอยลงมาตรงหน้าพี่เค้า​พอดี เค้าบอกว่าเห็นตาเท่าไข่เป็ด เกล็ดสีหม่นๆ​ ลิ้นแดง ​ที่สำคัญเค้าบอกว่ามีหงอนเล็กๆ​ ​ที่บนหัวเหมือนไก่กระทง พอเลื้อยลงมาสุดห้วยก็เลื้อยขึ้น​ตามลำห้วย​ไปเหมือนว่าไม่เห็นเค้าอยู่​ แล้ว​ก็เลื้อยเข้า​ไปในโพรงหินตรงสุดซอกดอย...​.. ผมมานั่งนึกดูแล้ว​ค่อนข้างเชื่อแกอยู่​เหมือนกัน ​เพราะสนิท​กับแกมาก เหล้ายาก็ไม่ค่อยกิน ถือรีตป่าอย่างเคร่งครัด เข้าป่าเนี่ยไม่เคย​ได้ยินแกด่า​ใคร ​แม้​แต่สัตว์ก็ไม่เคยด่า ผิด​กับผม​ทั้งด่า​ทั้งสบถ ก็เลย​​ต้องกิน​แต่ปู ปลา กะผักไงล่ะ

ตัวสุดท้าย​ที่นึก​ได้ ก็หมูไง หมูป่าอู้ดๆ​นี่แหละ​ครับ​ หมูโทนตัวโตๆ​ เท่าหมูพ่อพันธ์ เขี้ยวยาวโง้ง หนังหนาจนยิงแทบไม่เข้า พวกไล่เหล่า​จะระวัง​เป็นพิเศษ​ถ้าเจอรอยหมูโทน หมูพวกนี้ปกติ​จะอยู่​รวมฝูง ​ไปไหนมาไหน​จะให้ตัวเล็กนำหน้า ตัวโต​กับตัวเมียมีลูกตามหลัง ​ถ้ามีตัวใดตัวนึงแตกฝูง​ไปเนี่ยหมาย​ความว่ามัน​ต้องแน่พอตัวละครับ​ หนังหมูแก่ๆ​ เจอลูกปรายปืนแก็ปเข้า​ไปบางครั้งไม่เข้าเลย​ รอยลูกปืนกัดขนออก​เป็นทาง​แต่เข้าแค่ลูกโดดลูกเดียวก็มี หมูพลิกตัวไวมาก เปรียว วิ่งไว ตกใจแล้ว​ผิดปกติครับ​ วิ่งเข้าใส่ทื่อๆ​ หลบ​ได้ก็ดี​ไป หลบไม่​ได้ก็พวงสวรรค์​ไปสวรรค์ก่อนกำหนด หรือไม่ก็ท้องแหวะ ​เพื่อนผมเคยยิงสวนหน้าหมูกลางสัน​เขา แบบว่าเดินพ้นทางลาดปุ๊บพวกวิ่งเข้าใส่ ก็เลย​ง้างนกทิ่มปืน​ไปข้างหน้าแล้ว​ลั่นไกเลย​ ปรากฏว่าโดนครับ​ หูแหว่ง!!! แล้ว​หมูตัวโตๆ​ก็พุ่งเข้ามาแบบกามิกาเซ่ ​เพื่อนผมนึกอะไร​ไม่ออกก็เลย​ยกนันยางยันโครมตรงหน้าแงหมูเป๊ะ ​ถ้า​เป็นคนมอญยันหลักเข้า​ไปก็คงหงายหลัง ​แต่เผอิญเป้าหมาย​เป็นหมูอู้ดๆ​ ​เพื่อนผมก็เลย​กระเด็นตกดอย กลิ้งขลุกๆ​​เป็นลูกขนุนลงดอยถลอกปอกเปิก ปืน มีด ย่าม กระจัดกระจาย ​ส่วนหมูเหรอครับ​ พวกก็วิ่งเตลิด​ไปเข้าทางปืนพวก​ที่อยู่​ด้านหลัง ถึง​ได้รู้ว่าวันหลังอย่าดันทุรังยิงหมูสวนควันปืน ​และ​ที่สำคัญ​ถ้าจวนตัวให้ยกนันยางถีบไว้ก่อน ไม่งั้นพวงสวรรค์กระจาย...​..

ประสบการณ์ในการใส่เกียร์หมาผม​ส่วนมาก​จะ​เป็นช้าง งูจงอางครั้งนึง ควายครึ่งป่าครั้งนึง ช้างนี่ไม่​ต้องนับ ตามรอยช้างตัวเองอยู่​ดีๆ​ จ๊ะ​เอ๋ช้างเชือกอื่นมั่ง เดินส่องสัตว์อยู่​ดีๆ​ เจอลูกพี่ใหญ่พิงกอไผ่ข้างห้วยตวาดเข้าให้ วิ่งกันป่าราบ​ทั้งน้า​ทั้งหลาน โดนช้างแกล้งยกขาหน้าทำท่า​จะรับลงจากคอแล้ว​พอเราโหนโคนหูลงมาพวก​เอาขาลงให้เหยียบวืดตกแอ้กก็บ่อย โดนบาท​าไร้เงาเฉียดๆ​ สองสามครั้ง ยังนึกอยู่​เลย​ว่า เออ! ตูรอดมา​ได้ไงหว่า ​เอาเหอะอย่างน้อยควาญช้างคนไหนไม่เคยวิ่งหนีช้าง​ไปตั้งหลักเค้าไม่เรียกว่าควาญช้างหรอก นะจ๊ะ​ ​จะบอกให้

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1323 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย : เกียร์(หมา)พาเพลิน
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๔๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6681 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 12 ม.ค. 2549, 10.44 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-6696 ], [203.188.16.187]
เมื่อวันที่ : 14 ม.ค. 2549, 13.45 น.

ลงดอย แบบสไลเดอร์ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-6819 ], [83.180.78.249]
เมื่อวันที่ : 27 ม.ค. 2549, 04.32 น.

เกียร์หมาพาเพลิน เล่าเพลินจริง ๆ​ เลย​...​มีสารพัดเกียร์ ​ทั้งแบบเกียร์ออโตฯ (เห็นปุ๊บวิ่งปั๊บ) เกียร์มือ(ยิงปั๊บ)

​แต่ว่าสัตว์ดุร้ายน่ากลัวแค่ไหนก็ไม่เท่าสัตว์มนุษย์นิ...​ลูกพี่ว่าอย่างนั้น​ไหม?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Shadow [C-16806 ], [117.47.228.71]
เมื่อวันที่ : 08 มี.ค. 2553, 20.19 น.

สุดยอดมากเลย​ครับ​ ! โชคดีผมเข้าป่าแล้ว​ไม่เจอแบบนั้น​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น