นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๔ มกราคม ๒๕๔๙
เรื่องเล่าจากซอกดอย : มอดไม้
เชิงดอย
... ตั้งแต่ไฟฟ้าเข้า บ้านก็ร้อนขึ้น​​ คน​​ต้องออก​​ไปหากิน ป่าหน้าแล้งร้อนจนน้ำเหือด​​ไปจากห้วย มอดไม้จากต่างบ้านหาย​​ไปหลังจากป่าสักผืนใหญ่หมด...
ตั้ง​แต่ไฟฟ้าเข้า บ้านก็ร้อนขึ้น​ คน​ต้องออก​ไปหากิน ป่าหน้าแล้งร้อนจนน้ำเหือด​ไปจากห้วย มอดไม้จากต่างบ้านหาย​ไปหลังจากป่าสักผืนใหญ่หมด​ไปแล้ว​ บ้างก็ว่าย้ายโรงเลื่อย​ไปศรีสัชนาลัย บ้างก็ว่า​ไปทำไม้อยู่​ทางอุตรดิตถ์ พ่อเรือนบางคนก็จำใจ​ต้องออก​ไป​กับโรงเลื่อย​เพื่อหาเงินมาผ่อนของ​ใช้ในบ้านต่อ หมู่บ้านเหลือเพียงกองขี้เลื่อยกอง​เป็นภูเขา กองขี้เลื่อยไม้สัก​ที่​เป็นเศษเหลือจากการเจาะอ่าง ช้าง​ที่ลงทุนกู้เงินซื้อมาก็ยังผ่อนไม่หมด พ่อเลี้ยงช้างในหมู่บ้านก็​ต้องหาไม้อื่นทำต่อ ไม่ว่า​จะ​เป็นไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้กระยาเลย​ทุกอย่าง ชาวบ้านป่าถูกฝังค่านิยมการฟุ้งเฟ้อไว้เต็มหัวเสียแล้ว​ บ่าวน้อย-บ่าวใหญ่​ที่อยู่​บ้านก็​ต้องเข้าป่า​ไปเลื่อยไม้ขาย หรือไม่ก็เลื่อยไม้มาปลูกบ้านหลังโตๆ​ อวดพี่ๆ​น้องๆ​ ว่าฉันก็รวยนะ

เพียงไม่ถึงสิบปี ไม้ทุกอย่างก็หมดจากป่า ไม้ต้น​ที่พอ​จะโอบ​ได้ถูกตัด​ไปหมด เหลือก็เพียงไม้ตีนเป็ด​ที่เนื้อยุ่ยกว่า​ที่​จะ​เอามา​ใช้งาน​ได้ หมดจากไม้ก็​เป็นไผ่ ไม้ซางถูก​เอามาแปรรูป​เป็นตะเกียบ ม่อนดงซางถูกบุกรุกอีกครั้ง ไม้ซางถูกตัดลากออกป่าทุกวัน ​เอา​ไปตัด​เอาข้อปล้องออก ผ่าครึ่งแล้ว​ยัดเข้าเครื่องกลาย​เป็นตะเกียบไม้ไผ่ เศษ​ที่เหลือกอง​เป็นภูเขาเหมือนขี้เลื่อยไม้สักไม่มีผิด บ้างก็​เอา​ไป​ใช้แทนฟืน ​แต่​ส่วนมากก็กลาย​เป็นขี้เ​ถ้าอยู่​ในโรงงาน

มาถึงวันนี้ ไม่เหลืออะไร​ให้เด็กรุ่นนี้​ได้เรียนรู้อีกแล้ว​ หนุ่มสาวพากันทิ้งบ้านเข้าเมือง เหลือ​แต่เด็ก​กับคนแก่ ​และคน​ที่ไม่มี​ที่​ไปอยู่​เฝ้าบ้าน ทำนา คอยโชคชะตาต่อ​ไป วันนี้ไม่เหลือแล้ว​​ความสวยงามของวันเก่า ไม่เหลือ​แม้​แต่ซากของ​ความรุ่งเรืองทางปัญญาของคนรุ่นเก่า บ้านหลังโตๆ​​ที่สร้างกันไว้เหมือน​เป็นบ้านร้าง มีแค่พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ยเฝ้าบ้าน แล้ว​บ้านหลังใหญ่มีค่าอันใดอยู่​อีกหรือ?

น้าเขยผม​เป็นพ่อเลี้ยงช้างคนนึงเหมือนกัน น้าซื้อช้างมาจากทางลำปาง​เพื่อทำไม้เถื่อนขาย​และ​ส่วนหนึ่ง​​เอาไว้ปลูกบ้าน ช้างตัวโตๆ​ ตาเล็กๆ​ เหมือนเด็กดาวน์ซีนโดรม สั่งเดิน​ไปทางไหนก็​ไป กินจุ แถมกิน​ได้​ทั้งวัน งาช้างเชือกนี้สั้นประมาณศอก ดูแล้ว​คง​เป็นช้างหนุ่ม ชื่อเหรอครับ​ เค้าเรียกกันว่า ‘ไอ้บาน’

การเลี้ยงช้างสักเชือกไม่ใช่เรื่อง​ง่ายๆ​ นะครับ​ ช้างตัวโตๆ​ กินจุยังกะยัดนุ่น ต้นกล้วยวันหนึ่ง​ๆ​ กิน 30-40 ต้น แล้ว​พ่อเจ้าประคุณเนี่ยฉลาด​เป็นกรด ฉลาดจนน่าเตะ ต้นกล้วย​เป็นต้นๆ​ พวก​เอาขาหน้าเหยียบบี้ๆ​ แล้ว​​เอางวงแคะ​กิน​แต่หยวก กาบ​ที่เหลือพวก​เอา​ไปปัดหลัง ผูกใกล้ต้นมะพร้าวเตี้ยๆ​ก็ไม่​ได้ พวกเย่อ​เอาทางมะพร้าวลงมาเคี้ยวเล่นซะหมด ดีไม่ดีพวกเล่นหักยอดมะพร้าวมาเคี้ยวเล่นซะสบายใจเฉิบ แหม! ยอดมะพร้าวเนี่ยคนยังแทบไม่มีโอกาส​ได้กิน​แต่พวกกินซะ​เป็นขนมแทบหมดสวน

ไอ้บานถูกพาเข้าป่าทันทีหลังควาญคนเก่าสอนน้าผมเสร็จ ก็ประมาณอาทิตย์นึงละ เรียกว่าหลักสูตรเร่งรัดก็ว่า​ได้ โธ่ช้างน่ะมันก็เหมือนควายตัวโตๆ​ น่ะแหละ​คุณ ซ้าย ขวา เดินหน้าก็สั่งว่าเอ้าหรือ​ไป ถอยหลังก็สั่งว่าโสก ยกขาหน้าขึ้น​ให้ควานเหยียบปีนขึ้น​คอก็บอกว่าฮับ ให้ย่อตัวลงก็บอกว่าแต๊ก ​ถ้า​จะให้ต่ำกว่าเดิมก็บอกว่าแต๊กต่ำ ​ถ้า​จะให้​เอาโคนงวงดันไม้ก็บอกว่าโท ​ถ้าให้​เอางาสอดงัดก็บอกว่าสอด...​. ไม่รู้เหมือนกันว่า​ที่อื่นเค้า​จะสั่งช้างเหมือน​ที่บ้านผมหรือเปล่า

ช้าง​เป็นสัตว์​ที่ดูไม่น่ามีพิษมีภัย ​แต่​ความจริงแล้ว​ ผมกลัวช้างพอๆ​​กับงูจงอางเลย​ ช้างมันฉลาด เวลา​ที่มันย่องตีนมัน​จะเบาเหมือนคนเดินย่อง เวลามันโกรธมัน​จะกระพือหูพั่บๆ​ ทำตาหรี่ๆ​เหมือนชาร์ล บรอนสันจิบเหล้าเหล่พวกโจร หางแกว่งผิดปกติ ​ถ้าทำงานอยู่​แล้ว​เจออาการนี้ให้เพลาๆ​หน่อย​เดี๋ยวพวกฮึดฮัดขึ้น​มาละ​จะยุ่ง

ช้างตัวเบ้อเริ่มกลับกลัวหนังสะติ๊ก ไม่ใช่อะไร​หรอก ควาญช้างรู้ว่าหนังช้างมันหนา ​เอาไม้เรียวตีก็แล้ว​ ไม้คานตีก็เฉย ก็เลย​เล่นยิงด้วยหนังสะติ๊กนี่แหละ​ยิงตรงตาตุ่ม เท่านั้น​แหละ​ สั่งซ้าย​ไปซ้ายสั่งขวา​ไปขวาทันที กระปรี้กระเปร่ายังกะโด๊ปยาไวอากร้าเลย​ทีเดียว ช้างแทบทุกตัวเกลียดหมา เข้าใจว่าหมามันชอบเห่าช้างๆ​มันก็เลย​รำคาญ แล้ว​​ที่เกลียดเนี่ยไม่​ได้เกลียดระดับเหม็นขี้หน้านะครับ​ ถึงขนาดว่า​ถ้าคว้า​ได้ละ​เป็นไส้แตก ตวัดมากระทืบซะทุกตัว อีกอย่างนึง​ที่ช้างเกลียดก็​คือมอเตอร์ไซค์ เสียงรถมาเท่านั้น​แหละ​พวกสั่นหูพั่บๆ​ ยิ่ง​ถ้า​เป็นช้างปล่อยด้วยละก้อ อันตรายเข้า​ไปใหญ่ พวกวิ่งเข้าใส่แล้ว​เหยียบพัง​เป็นคันๆ​ ​ไปเลย​

อาวุธของช้าง​ที่ขึ้น​ชื่อก็งางอนๆ​ งาทู่ๆ​ ​แต่โดนเข้า​ไปไม่เคยเห็น​ใครรอดซักราย อย่าง​ที่สองก็​ได้แก่งวง ​จะเรียกว่ามือช้างก็ว่า​ได้ งวงช้างเคลื่อน​ที่​ได้เร็วมาก เร็วจนมองแทบไม่ทัน ผมเคยเห็นช้างคว้าหมาปามาแล้ว​ ดีนะว่าห้ามทัน ​ถ้าห้ามไม่ทันพวกก็คงตามด้วยอาวุธ​ที่สาม​ได้แก่ขาหน้า โดนเข้า​ไปละไส้ทะลักแน่ๆ​ อาวุธดอกสุดท้าย​ได้แก่วิชาบาท​าไร้เงา ช้างแทบทุกตัวมีเท้าหลัง​ที่ทรงพลัง ลูกหลังของช้างเนี่ย​ไปไกล​ได้เท่าๆ​​กับรัศมีหางมันเอื้อม​ไป​ได้ ​ถ้าโดนลูกหลังเข้า​ไปละก้อรับรองอย่างน้อย​ต้องมีซี่โครงเดาะกันบ้าง ผมเคยเห็นควาญโดนช้างดีดด้วยลูกหลังทีเดียว กระเด็น​เป็นวา แล้ว​ก็โดนหาม​ไปโรงพยาบาลด้วยอาการซี่โครงหักสามซี่ ดังนั้น​เค้า​จะห้ามไว้เลย​ว่าห้ามโหนหางช้างเล่น หรือดึงหางช้าง เดี๋ยวโดนบาท​าไร้เงาแล้ว​​จะหาว่าไม่เตือน

ไอ้บาน​เป็นช้างหนุ่มอายุก็คงราวๆ​ 20 ปี ทำงานช้า ​แต่แรงดี ฉลาด​เป็นกรด ช่วงปิดเทอมผม​ต้อง​เป็นควาญช้างกิตติมศักดิ์ ตื่นตั้งแต่เช้า​ก่อนไก่ เดินเข้าป่าซัก 10 กิโล ​ไปหาไอ้บานแถวๆ​แอ่งน้ำ​ที่​เอาไอ้บานมาปล่อยไว้​เมื่อวาน หลังจากเสร็จงานแล้ว​​ต้องพาไอ้บานมากินน้ำ แล้ว​ก็​ใช้โซ่เส้นโตๆ​ผูกขาหน้าติดกัน ไม่ให้มันเดินไว กินน้ำเสร็จก็ปล่อยให้หากิน เช้า​ก็มาตามหาตัวกันอีกที วันไหนไอ้บานมันขี้เกียจมัน​จะเดินอย่างเดียว ไม่กินใบไผ่ ไม่หยุดพัก เรียกว่าหนีอย่างเดียว ผมก็​ต้องตามมันจนเจอ​เพื่อ​เอามาทำงานลากไม้ เชื่อไหมว่าวัน​ที่มันขี้เกียจทำงานมันเดิน​เป็นสิบๆ​กิโล​เพื่อให้เราตามมันไม่ทัน หรือกว่า​จะเจอก็เย็นย่ำค่ำตะวันแดง​ต้อง​เอามันมากินน้ำแล้ว​ก็ปล่อย สรุปแล้ว​วันนั้น​มันก็อู้​ได้สำเร็จ แถมทำให้ผม​ต้องเดินมืดๆ​กลับบ้านท้องร้องจ๊อกๆ​ จนถึง​ต้องเด็ดดอกตำลึง ผักเสี้ยนป่ากินตามทางแก้หิว

​เนื่องจากผม​เป็นเด็ก ยังไม่เก่งช้างก็เลย​​ต้องทำหน้า​ที่​เป็นควาญฝึกหัด หรือว่าควานมือสองก็ว่า​ได้ ทำหน้า​ที่​เป็นควาญตีน ​คือดูทางลากไม้ เจาะจมูกไม้​เอาไว้สอดโซ่ ไล่ช้างบ้าง​ถ้ามันอู้​เพราะบางทีควานมือหนึ่ง​​ที่อยู่​บนคอช้างเค้าก็คุมไม่อยู่​เหมือนกัน ผมก็เลย​​ต้องกระตุ้นมันด้วยหนังสะติ๊ก ยิงจริงมั่ง ยิง​เอาเสียงหลอกมั่ง เผลอๆ​ก็นั่งบนท่อนไม้ให้มันลากซะเลย​ ​ที่สำคัญ​คืออย่าเผลอให้ไม้ซุงกลิ้งทับละกัน

ช้าง​จะเริ่มตกมันช่วงต้นหน้าฝน ดู​ได้จากต่อมไขมันแถวๆ​ใกล้ตามัน​จะมีน้ำมันเปื้อนออกมาไหล​เป็นทาง​จะลงมาหา​ที่มุมปาก แสดงว่ามันเริ่ม​เป็นสัดแล้ว​ ช้าง​ที่ตกมันเค้าบอกว่า​ถ้าเช็ดมัน​ที่ไหลย้อยลงมาไม่ให้มันไหลเข้าปากมันก็​จะไม่ตกมัน ​แต่ร้อย​ทั้งร้อยตกมัน​ได้ซักอาทิตย์ มันก็​จะเยิ้มจนเช็ดไม่ทันแล้ว​มันก็ไหลเข้าปาก​เป็นช้างตกมันเหมือนกันแหละ​ ช้างตกมัน​จะอารมณ์ร้าย ขี้โมโห มันก็คงเหมือนคนนั่นแหละ​​ที่ให้​ความ​เป็นสัดมาควบคุมสติ ช้าง​จะจำควาญ​ได้​แต่​ถ้า​เป็นคนอื่นผิดกลิ่นละก้อ​เอาเรื่อง​ วิธีแก้ก็​ต้อง​เอาช้าง​ไปผูก​กับต้นไม้หรือกอไผ่ หรือไม่ก็ทำเล้าให้พอตัว แล้ว​ให้กินฟักอย่างเดียว กิน​ไปกินมามันก็หมดอารมณ์​เป็นสัดเลิกตกมัน​ไปเอง...​ เออ ​เอากะมันสิ น่า​จะจับผู้ชาย​ไปกินฟักมั่งนะ​จะ​ได้เลิกตกมันกันซะที

การตัดไม้ซักต้นไม่ใช่เรื่อง​ยาก เลื่อย Stihl บาร์ยาว 40 นิ้ว กดสามสี่พรืดต้นไม้เท่าคนโอบล้มครืน มอดไม้​ต้องดูออกว่าไม้​จะล้มทางไหน ดูจากการเอนของต้น กิ่งก้าน​ไปทางไหน ใบข้างไหนเยอะ แล้ว​มีต้นไม้อื่นขวางหรือเปล่า ไม้ล้มเสร็จก็ลิดกิ่ง หั่นให้​เป็นท่อนยาว 6 หรือ 8 ศอก ​เป็นมาตรฐาน ​ถ้า​เป็นเสาก็หกศอก ​ถ้า​เป็นไม้​ที่ทำ​เป็นกระดานก็ยาว 8 ศอก หั่น​เป็นท่อนเสร็จก็​ใช้ช้างลากหรือผลักให้กลิ้งลง​เขามาอยู่​​ที่ร่องห้วย แล้ว​ก็ลาก​เอา​ไปกองไว้​ที่โรงเลื่อยเถื่อน​เอาไว้รอเปิดปีก ทำ​เป็นไม้กระดานต่อ​ไป
ไอ้บานมาอยู่​​ที่บ้านน้าผม 4 ปี น้าชายก็​ได้ไม้พอปลูกบ้านหลังโตๆ​​ได้สองหลัง น้าก็เลย​ขายไอ้บาน​ไปในราคาทุน ป่านนี้ไอ้บาน​จะ​ไปอยู่​ไหนน้อ หวังว่าป่านนี้คง​ได้เลิกลากไม้​ไปเต้นดิสโก้อยู่​ปางช้างไหนซัก​ที่ละกัน

หน้าฝนช่วงทำนา​เป็นเวลาว่างของช้าง ​เพราะมอดไม้ไม่ค่อยเข้าป่ากัน ​เพราะ​ต้องพักออกมาทำนา เจ้าของช้างก็​ต้องเวียน​ไปดูช้างบ่อยๆ​ อาจ​จะสองวันครั้ง ​ไปดูว่ามันอยู่​ไหน แล้ว​ก็พากลับมากินน้ำ​ที่เดิม ​ต้องคอยระวังไม่ให้ช้างเข้าใกล้นาข้าว ​ถ้าพวก​ได้ลงนาข้าว​เมื่อไหร่ละ​เป็นอิ่ม กิน​ได้​ทั้งวันไม่​ไปไหน ต้นข้าวหมด​เป็นไร่ๆ​ เจ้าของช้างก็​ต้อง​ใช้หนี้ข้าวให้เจ้าของนา เข้าสวน​ใครก็​ต้อง​ใช้หนี้ เฮ้อ!!! เหนื่อยก็หน้านี้แหละ​ นอกจากนี้ยาม​ที่กินอิ่มช้างก็ยังมีนิสัยขี้เล่น ชอบเล่นกระต๊อบชายนา ไม่ว่า​จะรื้อหลังคา งัดฝากระดาน ถอนเสา ​และ​ที่ชอบ​ที่สุดก็​คือการกระทืบหม้อแกงเล่น กระทืบ​ทั้งทีก็​ต้องให้แบนแต๊ดแต๋ ​เอาแบบว่าเคาะกลับมาไม่​ได้​เป็นหม้อเหมือนเดิมเลย​ทีเดียว

ช้าง​เป็นสัตว์ป่าก็จริง​แต่ของกิน​ที่ช้างทุกตัวชอบกิน​เป็น​ที่สุดก็​ได้แก่ข้าวหมาก หรือสาโท บางครั้งพวกต้มเหล้า​เอาหม้อสาโทหมักยัดพุ่มไม้หลบสรรพสามิต สรรพสามิตหาไม่ยักกะเจอ​แต่ช้างเจ้ากรรมก็ตามหาจนเจอ กินไม่กินเปล่ากระทืบไหเค้าวอดวายอีกต่างหาก บางครั้งเจ้าของสาโทถึงขนาดขุดดินข้างตลิ่งห้วยฝังอย่างดี ช้างก็ยังดมกลิ่นเจอขุด​เอามากินซะนักต่อนัก กินเสร็จก็เมาแอ๋ เดินเป๋หน้าเป๋หลัง ตบหูพั่บๆ​ เมามากหน่อย​เดินไมไม่ไหวก็หาต้นไม้ยืนพิง ดีไม่ดีก็ยืนพิงดอยหลับซะนี่ เฮ้อ!!! ช้างก็ขี้เมา

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1316 Article's Rate 9 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย : มอดไม้
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ มกราคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6637 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 04 ม.ค. 2549, 16.42 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-6645 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : 04 ม.ค. 2549, 22.03 น.

ยิ่งอ่านยิ่งสนุกนะคะ​ คุณเชิงดอย

พิลกริมว่าช้าง​เป็นสัตว์หน้าตาน่าสงสารนะคะ​ ​แต่ก็น่ากลัวอย่าง​ที่คุณเชิงดอยว่า มีครั้งหนึ่ง​ น้องสาวเคยพาลูกชาย​ไปดูการแสดงของลูกช้าง​ที่มาเปิดวิกแสดงในลานโล่งแห่งหนึ่ง​ ให้พิลกริม​ไป​เป็น​เพื่อนด้วย เราหรือกลัวช้างซะไม่มี ​เพราะ พ่อเล่นถึงตัวเลย​ ให้คนดูนั่งเก้าอี้ดูล้อมวงเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี แล้ว​ช้างก็แสดงตรงกลาง พิลกริมละกลัว​จะโดนลูก(ช้าง)หลง เดินมาเหยียบเรา ​เพราะ​ความหมั่นไส้ นั่งเสียวไส้อยู่​คนเดียว ​แต่น้องสาว​กับหลานๆ​ ดูกันอย่างเพลิดเพลิน เข็ดเลย​ค่ะ​

ว่า​แต่เสียดายป่า​และสภาพแวดล้อมจังนะ สงสารช้างด้วย ขอให้น้องบาน​ได้​ไปหากินแบบเจริญรุ่งเรืองเถอะนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : แสนรัก [C-6666 ], [133.70.6.184]
เมื่อวันที่ : 08 ม.ค. 2549, 12.39 น.

ตามมาอ่านเหมือนเคยค่ะ​..ช้างตัวโต แรงเยอะก็จริง​แต่เวลามันป่วยนี่ดูน่าสงสารมากเลย​ เคย​ไปดู รพ. ช้าง ​ที่ปางช้าง จ.ลำปาง..น่าสงสารมากค่ะ​...​.บางตัวถูกยิงก็มี...​แผลติดเชื้อ​เป็นเนื้อหงอกก็มี...​.ก็หวังว่าคงไม่เจ้าบาน ของคุณเชิงดอยรวมอยู๋ในนั้น​นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : เชิงดอย [C-6685 ], [202.42.154.133]
เมื่อวันที่ : 12 ม.ค. 2549, 15.32 น.

คน​ที่ไม่รู้จักหรือไม่​ได้ใกล้ชิดช้างมาก่อน​จะมองช้างในแง่ดีมากกว่า ​แต่​กับคน​ที่คุ้นเคย​กับช้างพอสมควร​จะรู้สึกระวังตัวมากกว่า ไม่ว่า​จะ​เป็นควาญช้างในปางช้างต่างๆ​ ก็ไม่ต่างกัน ​ต้องรู้จักรู้ใจ ​และนิสัยของช้าง​แต่ละตัว
ช้างบ้านน่าสงสารมากครับ​ เจ้าของ​ใช้งาน​โดยไม่ค่อยคิดว่าช้าง​เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่คิดว่าเค้าเองก็เหนื่อย​เป็น ดังนั้น​ก็เลย​​ใช้งานหนัก​โดยไม่คิดว่าช้าง​จะ​เป็นอะไร​หรือเปล่า การ​ที่ช้าง​เป็นแผล รักษาไม่ง่ายเลย​​เพราะผิวหนังของมันไม่​ได้ถูกออกแบบให้มีแผล การ​เป็นแผลสัก​ที่นึง​โดยเฉพาะเท้าอาจทำให้ช้างล้ม​ได้ง่ายๆ​ คนพอเห็น​เป็นแผลเล็กๆ​น้อยๆ​ ก็คิดว่าช้างตัวเบ้อเริ่ม ไม่น่า​เป็นอะไร​ ก็เลย​ไม่ใส่ใจ กว่า​จะส่งโรงพยาบาล​ได้ก็อาการหนักมากแล้ว​ครับ​
ช้างป่าเองก็มีอนาคต​ที่มือมนพอๆ​กัน อยู่​​เพื่อรอวันสูญพันธ์ ​เพราะช้าง​ใช้พื้น​ที่กว้าง ฉลาด จึงออกมาหาอาหารในแหล่ง​ที่ทำกินของคน​ที่อยู่​​โดยรอบเขตอนุรักษ์แล้ว​ก็โดนยิง โดนแร้ว การอนุรักษ์ช้างป่า​เป็นเรื่อง​ยาก ตราบใด​ที่คนยังอยากมีพื้น​ที่ทำกินเพิ่มขึ้น​เรื่อยๆ​ ​และ​ต้องการ​ที่สวยๆ​ไว้ทำรีสอร์ต

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : เด็กบ้านนอก [C-9421 ], [203.144.252.236]
เมื่อวันที่ : 20 ต.ค. 2549, 07.59 น.

อ่านเรื่อง​นี้แล้ว​ ดูน่ารักดีนะครับ​ เขียนมาให้อ่านบ่อยนะคุณ เชิงดอย ผมก็ชอบบ้านนอกเหมือนกัน ​เป็น​กำลังใจ ให้เขียนเรื่อง​ดีๆ​มาให้นต่อ​ไปนะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น