นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๓ มกราคม ๒๕๔๙
ความตายของคุณยายเอลิซะเบ็ธ
pilgrim
...เช้า​​วันจันทร์ของเดือนธันวาคมอันหนาวเย็น นิลตื่นขึ้น​​มา​​พร้อม​​กับ​​ความหนาวเย็นรายรอบกาย นิลลุกจากเตียงแล้ว​​เปิดม่านหน้าต่าง​​เพื่อให้ห้องสว่าง...
คลิกดูภาพขยาย


เช้า​วันจันทร์ของเดือนธันวาคมอันหนาวเย็น นิลตื่นขึ้น​มา​พร้อม​กับ​ความหนาวเย็นรายรอบกาย นิลลุกจากเตียงแล้ว​เปิดม่านหน้าต่าง​เพื่อให้ห้องสว่างขึ้น​ จึง​ได้เห็นโลกสีขาวปรากฏอยู่​เบื้องหน้า บนพื้นถนน​และหลังคาบ้านฝั่งตรงข้าม ฉาบทาด้วยสีขาวของเกล็ดหิมะ ​ที่โปรยปรายลงมา​แต่ยามค่ำคืน นิลรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง​ที่​ได้เห็นเกล็ดหิมะขาวสะอ้านเช่นนี้ ด้วย​ความ​ที่อยู่​ในประเทศเขตร้อนมาครึ่งชีวิต ทำให้นิลรู้สึกดีใจอยู่​เงียบๆ​​ที่​ได้เห็นหิมะโปรยลงมา ขณะ​ที่​เพื่อนๆ​ในประเทศนี้บางคน บ่นงึมงำอย่างไม่ชอบใจ​กับ​ความหนาวเย็นของฤดูหนาว​และหิมะ​ที่ตกกระหน่ำ ​เพื่อนพวกนั้น​อดแปลกใจไม่​ได้ ​เมื่อเห็นนิลนั่งมองหิมะอย่างตื่นตาตื่นใจ แถมยัง​เอากล้องถ่ายรูปขึ้น​มาถ่ายอย่างไม่ยั้ง

เช้า​นี้ก็เช่นกัน นิลเปิดประตูห้อง​เพื่อ​จะบอก​เพื่อนร่วมบ้าน​ซึ่ง​เป็นคนไทยด้วยกัน ให้ออกมาชื่นชม​กับหิมะ ​แต่​ทั้งบ้านยังเงียบเชียบ ไม่มี​ใครตื่นสักคน นิลเลย​หยิบกล้องถ่ายรูปแล้ว​เปิดประตูหน้าบ้านออก​ไปถ่ายรูป จากนั้น​จึงมาเปิดประตูหลังบ้าน ​เพื่อถ่ายรูปในสวน
​เพื่อนๆ​คง​ได้ยินเสียงกุกๆ​กักๆ​ของนิล จึงเปิดประตูเยี่ยมหน้าออกมา นิลเลย​ตะโกนบอก​ทั้งบ้านว่า
"เอ้า หิมะตกแล้ว​นะ มาถ่ายรูปกันเร็วๆ​"

วันนั้น​ ​เป็นวันหนึ่ง​​ที่หนาวเย็นจับใจ นิลใส่เสื้อกันหนาว​และเดินออกมาถ่ายรูป​ความบริสุทธิ์ของหิมะยามเช้า​อย่างปลาบปลื้ม นิล​แต่งกายครบเครื่อง​เพื่อเตรียมปะทะ​กับ​ความหนาวอย่างเต็ม​ที่ ​แต่กลับใส่เพียงรองเท้าแตะ ​เพราะคิดว่าคงเดิน​ไปไม่ไกล ​เพื่อนจึงร้องเตือนขึ้น​มา แล้ว​ก็​เป็นจริงดังคำเตือน ออก​ไปถ่ายรูป​โดยสวมเพียงรองเท้าแตะอยู่​​ได้ไม่กี่นาที นิลก็​ต้องวิ่งเข้าบ้านมาเปลี่ยน​เป็นรองเท้าผ้าใบ ​เพราะเท้าเย็นสะท้าน หนาวชา
หลังจากนั้น​ไม่นาน ​เมื่อแดดส่อง หิมะก็ละลาย สีขาวตามทางเดิน เริ่มสลายแปรเปลี่ยน เหลือไว้เพียง​ความเปียกชื้น ของหยดน้ำ
หิมะตกอยู่​เพียงสองวันแล้ว​ก็หาย​ไป วัน​ที่สองไม่หนักเหมือนวันแรก

หลังจากนั้น​ในวันเสาร์ ขณะ​ที่นิลเดินอยู่​ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง​ในกรุงลอนดอน นิลก็​ได้รับข้อ​ความ​ที่เรเชล ​เพื่อนสนิทคนหนึ่ง​ส่งมาให้
"เฮลโหล นิล ฉันมีข่าวเศร้า​จะบอกเธอ คุณยาย​ได้เสียชีวิตแล้ว​​ที่โรงพยาบาล​เมื่อสองวัน​ที่ผ่านมา พวกเราคิดถึงท่านมาก ​แต่คิดว่าท่านคง​ไปสบายแล้ว​ หวังว่าเธอคงสบายดีนะ"

คุณยาย...​คุณยาย นิลแทบไม่อยาก​จะเชื่อ ​เมื่อวันอาทิตย์นิลยัง​ไปบ้านเรเชล​เพื่อ​ไปกินเลี้ยง​กับครอบครัวของเรเชลในวันคริสต์มาส คุณพ่อ คุณแม่ คุณย่า ​และคุณยาย รวม​ทั้งพี่ๆ​น้องๆ​ของเรเชล ดี​กับนิลทุกคน เรเชล​เป็น​เพื่อนสาวผู้ใจดี เธอเข้าใจว่า ช่วงคริสต์มาสนักเรียนต่างชาติอย่างนิล​จะเงียบเหงา ​เพราะมหาวิทยาลัยปิด ดังนั้น​ หลังจากเริ่มคุ้นเคยกัน ในปี​ที่สอง เธอก็ขออนุญาตพ่อแม่ ​เพื่อพานิล​ไปรับประทานอาหารร่วม​กับครอบครัวของเธอ ​และดูการฉลองคริสต์มาสแบบอังกฤษ นับจากนั้น​ นิลก็​จะ​ไป​เป็นแขกประจำ​ที่บ้านเธอทุกคริสต์มาส

เรเชลเรียกคุณยายของเธอว่า แนน ​ซึ่งแปลว่าคุณยาย ​และเรียกคุณย่า ว่า นานา ​ส่วนชื่อของคุณยาย​คือ เอลิซะเบ็ธ
นิลจำ​ได้ว่า​ได้พบคุณยายครั้งแรก​ที่โบสถ์ ​เมื่อเรเชลแนะนำให้รู้จักคุณยาย
"นิล นี่คุณยายของฉันเอง"
"สวัสดีค่ะ​ คุณชื่ออะไร​คะ​"
"สวัสดีจ้ะ​หนู ขอให้หนูเรียกฉันว่าแนนแล้ว​กันจ้ะ​"
นั่น​คือ​ความเมตตาในแรกพบ​ที่คุณยายมีให้แก่นิล ​และหลังจากนั้น​ ทุกครั้ง​ที่พบกัน คุณยาย​จะตรงรี่เข้ามากอดนิล
แล้ว​หอมแก้มทุกครั้ง บางทีท่าน​จะเดิน​ไปทางอื่น ​แต่​เมื่อเห็นนิล ท่านก็​จะเดินมาหาแล้ว​กอดทักทาย ด้วย​ความ​ที่คุณยาย​เป็นคนสูง แล้ว​นิล​เป็นคนตัวเตี้ย ​เมื่อคุณยายกอดอย่างแรง ริมฝีปากของนิลจึง​ไปแนบเข้า​กับอกเสื้อของคุณยาย ทำให้เสื้อคุณยายเปื้อนลิปสติก​เป็นรอย ​เป็นเรื่อง​เล็กๆ​น้อยๆ​​ที่นิลจำ​ได้​และรู้สึกเกรงใจคุณยายมาก ​ที่ทำเสื้อลูกไม้สีขาวของคุณยายเปื้อนลิปสติก

นั่น​คือ มโนภาพในใจของนิล ตอน​ที่คุณยายยังแข็งแรง

คุณยายเอลิซะเบ็ธ ​เป็นสตรีร่างผอมสูง เคลื่อนไหวช้าๆ​ด้วย​ความ​ที่มีอายุมากแล้ว​ ​แต่คุณยาย​เป็นแบบอย่าง​ที่ดีแก่ทุกคนเสมอ คุณยาย​เป็นผู้หนึ่ง​​ที่มีจิตวิญญาณเข้มแข็ง​และมีศรัทธาแรงกล้าต่อ​พระเจ้า​ที่คุณยายรัก
ในชั้นเรียนศาสนา คุณยาย​จะลุกขึ้น​มาแสดง​ความคิดเห็นแทบทุกครั้ง ​และให้ข้อคิดดีๆ​แก่​เพื่อนร่วมชั้น ขณะเดียวกัน คุณยายก็​จะมีสมุดบันทึกเล่มเล็กบาง ไว้สำหรับจดเรื่อง​ราว​ที่เรียน​และข้อคิดเห็นของคนอื่นๆ​

ในพิธีกรรมของโบสถ์ ​เมื่อถึงช่วง​ที่เปิดให้สมาชิก​ได้ขึ้น​​ไปพูดแสดง​ความศรัทธา คุณยายก็​จะเดินกระย่องกระแย่งขึ้น​​ไปอย่างไม่มีลังเล กล่าวถึง​ความศรัทธาของคุณยาย ​และประสบการณ์ดีๆ​ตลอดชีวิต​ที่ดีงามของคุณยาย ผู้ยึดมั่นในศรัทธาอย่างลึกซึ้ง
​แม้กระทั่ง​เมื่อ พวกเราจัดกิจกรรมทางกีฬา​เพื่อ​เป็นการสร้าง​ความสนุกสนานกระชับมิตร คุณยายก็​จะหัน​ไปถามลูกสาวว่า กิจกรรมอันนี้ เหมาะ​กับคุณยายหรือไม่
เดนนิส ลูกสาวของคุณยาย ​ซึ่ง​เป็นแม่ของเรเชล ​ต้องคอยปรามคุณยายอย่างเด็ดขาด
"ไม่​ได้นะแม่ อันนี้​เขาเล่นเน็ตบอลกัน แม่เล่นไม่ไหวหรอก"
นิลก็​ได้​แต่แอบอมยิ้ม ขัน​กับสปิริตอันแรงกล้าของคุณยาย​ที่อยากมี​ส่วนร่วม แล้ว​ก็นึกถึงภาพคุณยายลง​ไปเล่นเน็ตบอล​กับเด็กๆ​​และสาวๆ​

คริสต์มาสปีก่อน นิลยังจำภาพคุณยาย ยิ้มแย้ม อบอุ่นท่ามกลางลูกๆ​หลานๆ​ นิลยังแอบถ่ายรูปแบบ​เป็นธรรมชาติของคุณยาย มา 2-3 รูป คุณยายให้ของขวัญนิล ​เป็นหนังสือเรียนเกี่ยว​กับศาสนาหนึ่ง​เล่ม นิลยังเก็บไว้ทุกวันนี้ ​แต่ไม่​ได้เปิดอ่าน ​เพราะหนังสือเล่มนั้น​ นิลมีอยู่​แล้ว​ ​แต่นิลก็ยังอยากเก็บไว้ ​เพื่อระลึกถึงคุณยาย

ในตอนแรก หลังจากสามีตาย คุณยายก็อยู่​ในบ้าน​แต่เพียงลำพัง ​ซึ่งไม่ไกลจากบ้านของเดนนิสลูกสาวนัก ​และ​เมื่ออายุมากขึ้น​ คุณยายก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ นิลจำ​ได้ว่า ครั้งหนึ่ง​เดนนิสหายตัว​ไปจากห้องพิธีในโบสถ์ ​เพราะจู่ๆ​คุณยายก็หมดสตินอนนิ่ง​ไปเฉยๆ​ เดนนิสจึง​ต้องพาคุณยายออก​ไปดูแลอยู่​อีกห้องหนึ่ง​ หลังจากนั้น​​เป็นต้นมา คุณยายก็ป่วยอยู่​เนืองๆ​ คุณยายจึง​ต้องขายบ้านเดิม แล้ว​ย้ายเข้า​ไปอยู่​​กับเดนนิสลูกสาว

ตอนคุณยายย้ายบ้าน คุณยาย​เอาของ​ใช้ เครื่องเรือนเล็กๆ​น้อยๆ​มาบริจาคไว้​ที่โบสถ์ ​เพื่อให้​กับ​ใครก็​ได้​ที่​ต้องการ นิลเดิน​ไปดู แล้ว​ก็หยิบเก้าอี้ไม้เล็กๆ​มาหนึ่ง​ตัว ​เพื่อ​เอาไว้สำหรับพักเท้าใต้โต๊ะทำงาน ตอนนี้ เก้าอี้ตัวนี้ เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของนิล ​เพราะมัน​เป็นสิ่งเตือนให้รำลึกถึงคุณยาย

​เมื่อคริสต์มาสปีก่อน เดนนิส​และเรเชลมารับนิล​ไปฟังเพลง คริสต์มาสแครอล ในโบสถ์อีกเมืองหนึ่ง​ คุณยายเริ่มเดินไม่ค่อยไหวแล้ว​ นิลจึงเข้า​ไปช่วยประคอง คล้องแขนคุณยายไว้แล้ว​เดิน​ไปด้วยกัน
คุณยายบอกนิลว่า
"ฉันดีใจจริงๆ​ ​ที่​ได้รู้จัก​กับหนู หนูใจดีมากๆ​"
นิลก็ดีใจ​ที่​ได้มีโอกาสทำอะไร​เล็กๆ​น้อยๆ​ให้คุณยาย ใจหนึ่ง​หวนประหวัดถึงปู่ ย่า ตา ยายของนิล​ที่เสียชีวิต​ไปหมดแล้ว​ นิล​ได้​แต่คิดเสียดายเวลา​ที่ไม่​ได้ตอบแทนดูแลท่านเหล่านั้น​สักเท่าใดเลย​

​ความรู้สึกผิดวูบขึ้น​มาในใจของนิล วันเวลา วัย​และอายุ​ที่มากขึ้น​ ทำให้นิลรู้สำนึก ​แต่ทุกอย่างมันก็สายเกิน​ไปแล้ว​
นิลเคยนึกแปลกใจ​ที่เห็นเรเชลไม่ค่อยใส่ใจคุณยายเท่าไหร่นัก เธอมัก​จะทำเมินเฉย ​และไม่ค่อยเข้ามาดูแลคุณยาย บางทีก็ปล่อยให้คุณยายอยู่​บ้านคนเดียว ต่างคนต่างออกจากบ้าน ปล่อยให้คุณยายเฝ้าบ้าน

​เมื่อตอนอยู่​บ้านเดิม คุณยายมี​เพื่อนบ้านวัยเดียวกันมาเยี่ยมเยียน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ทักทายกันทุกวัน ชวนกันเดิน​ไปซื้อของ​ที่ซูเปอร์มาเก็ตใกล้บ้าน คุณยายเล่าว่า การย้ายออกมาจากบ้านตัวเอง ทำให้คุณยายคิดถึง​เพื่อนๆ​แถวบ้านมาก ​เพราะในบ้านลูกสาว​ที่คุณยายย้ายมาอยู่​นี้ คุณยายไม่มี​ใคร ลูกหลานในบ้านต่างก็ยุ่ง​กับชีวิตประจำวัน จนไม่มีเวลามาใส่ใจ พูดคุยหรือพาคุณยาย​ไปไหนต่อไหน​เพื่อเปิดหูเปิดตานอกบ้าน

อิสระของคุณยายก็หมด​ไป ​เพราะไม่ใช่บ้านของคุณยายเอง ทำอะไร​งกๆ​เงิ่นๆ​ เลอะเทอะๆ​ ลูกหลานก็แสดง​ความรำคาญออกมาในบางครั้ง

นิลรู้ว่า แท้จริงแล้ว​ พวก​เขา รักคุณยายกันทุกคน ​แต่บางครั้ง ​เมื่อเรายังไม่แก่ เราก็มักไม่เข้าใจชีวิตจิตใจของผู้ชรา ​และ​ความอดทนของเราก็มัก​จะไม่ยืดยาว
นิลบอกตัวเองว่า นั่นแหละ​​คือตัวเรา ​เมื่อยามวัยเยาว์ เราเองก็​เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ทิ้งปู่ย่าไว้​ที่มุมห้องอย่างไม่ใส่ใจใยดี
​เมื่อมาตระหนัก​ได้ในวันนี้ นิลก็ไม่มีปู่ย่าตายายเหลือให้ดูแลอีกต่อ​ไปแล้ว​ ​แม้​แต่พ่อแม่ นิลก็​ต้องจากมาอยู่​ห่างไกลกัน
มัน​เป็นภาพ​ที่ฉายถึงตัวเองในอดีต ​กับหน้าตาบูดบึ้งยาม​ที่​ต้องดูแลปู่​และย่า ทำ​เป็นหูทวนลมยาม​ที่ท่าน​ต้องการอะไร​ซ้ำๆ​ซากๆ​ ​และนิลคิดว่ามัน​เป็นสิ่งไร้สาระ เหมือนเด็กไม่รู้ประสา พูดจาไม่รู้เรื่อง​ อีก​ทั้งดื้อดึง

ในยามนั้น​ ชีวิตของนิลมี​แต่โลดแล่น​ไปข้างหน้า มี​เพื่อนฝูงเตร็ดเตร่เฮฮา มี​แต่เรื่อง​ราวสนุกสนาน นิลยังจำแววตาของปู่​ได้ ​เมื่อ​เพื่อนๆ​มา​ที่บ้าน นิลไม่​แม้​แต่​จะแนะนำ​เพื่อนให้รู้จัก​กับปู่ ​เพราะคิดว่า ปู่แก่แล้ว​ก็อยู่​ใน​ส่วนของปู่ ​จะมายุ่งอะไร​​กับเด็กๆ​​เขา ​แต่ปู่ก็คงเหงา​และอยากเข้ามาคุย​กับพวกเราบ้าง ​แต่นิลก็ทำเฉยเสีย แววตาของปู่ดูเหงาเศร้า จับใจ ​แต่นิลใจดำเกิน​ไป จนไม่ใส่ใจ
แล้ว​ปู่ก็จาก​ไปตามวัยอันควร
ย่าของนิลยังมีชีวิตอยู่​มาอีกยาวนาน นานจนท่านเดินไม่ไหว ​ต้องนั่งถัด​ไป ด้วย​ความ​ที่มีธุระเรื่อง​ของตัวเองวุ่นวาย นิลก็ยังไม่ใส่ใจท่านเหมือนเดิม คิดเพียงว่า ​กับคนแก่ แค่กินอิ่ม นอนหลับก็น่า​จะพอแล้ว​
ย่า​จะเพ้อพร่ำรำพันมากกว่าปู่ ท่านมัก​จะร้องออกมาดังๆ​ว่า
"ทำไมเรามันไม่ตายเสียที ยมบาลมา​เอาตัวฉัน​ไปเร็วๆ​เถิด อยู่​​ไปก็มี​แต่สร้าง​ความรำคาญให้​เขา" ย่ามัก​จะคร่ำครวญอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง จนพวกเราชินชา
พ่อเคย​เอาย่ามาล้อเลียนว่า
"ย่าแกบ่นอยากตายๆ​ ​แต่พอไม่สบาย​เป็นไข้ ​เป็นลมขึ้น​มาก็เรียกหาแม่แก บอกว่า ‘อีหนูเอ๊ย ​เอายามาให้แม่กินหน่อย​’ อย่างนี้ยังไม่อยากตายจริงนี่นา" พวกเรายังหัวเราะขำย่ากัน
แล้ว​ย่าก็จาก​ไปตามวัยชราของท่าน
วัน​ที่ท่านจาก​ไป ท่านเหมือนคนนอนหลับ ​แต่ไม่หายใจ ย่าผอมมากก่อน​จะจาก​ไป ใบหน้าท่านราว​กับโครงกระดูก แก้มตอบ หน้าซีด นั่น​คือ ​ความตาย​ที่นิล​ได้เห็น​กับตา​เป็นครั้งแรก ​เพราะการตายของตา​กับยาย นิลไม่เคยเห็น ​เนื่องจากตาตายตั้งแต่แม่ของนิลยังเด็ก ​ส่วนยายตายตอน​ที่นิล​ไปทำงานต่างจังหวัด

หิมะ​ที่ตกกระหน่ำโปรยปรายนำมา​ซึ่ง​ความหนาวเย็น ร่างกายอันบอบบางของคุณยายเอลิซะเบ็ธคง​จะทนทานต่อ​ความหนาวร้ายกาจของธรรมชาติไม่​ได้ เดนนิสบอกนิลว่า คุณยายเริ่มไม่สบาย ​เมื่อพา​ไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าคุณยายมีอาการปอดบวม นอนโรงพยาบาล​ได้คืนเดียว วันรุ่งขึ้น​ คุณยายก็จาก​ไปอย่างสงบ
คุณยายเอลิซะเบ็ธทำให้นิลคิดถึง​ความรักของปู่ย่าในวัยเยาว์

ปู่เคยพาขี่คอ​ไปดูหนัง ดูละคร ดูลิเก ดูงิ้ว ตามงานวัดหรือตามตลาด มาเยี่ยมหลานๆ​ครั้งใด ซื้อขนมนมเนยมาให้อย่างมากมาย​ หาซื้อของกินดีๆ​ อร่อยๆ​มาให้หลาน ​และมักมารับนิล​กับน้องๆ​ ​ไปค้างคืน​ที่บ้านของปู่ย่า​ที่อยู่​ในชนบทต่างอำเภอ
ย่าก็ทำของกินอร่อยๆ​ให้พวกเรากินเสมอๆ​ ฝีมือตำน้ำพริกเผาแบบชาวบ้านของย่านั้น​ อร่อยอย่าบอก​ใคร ​แต่ฝีมือ​ที่เลื่องลือ​ที่สุดของย่า ​คือ ขนมดอกโสน ​ที่หลานๆ​กินแล้ว​ติดใจ ​แม้ว่า​จะไม่ชอบกินอะไร​​ที่ขึ้น​ชื่อว่าเหมือนผักก็ตาม
นิลจำ​ได้ว่า ย่ายกพวงกุญแจพวงใหญ่ให้นิล ในพวงกุญแจนั้น​ มีสตางค์แดงสนิมเขรอะร้อยอยู่​เต็มพวง นั่น​คือสิ่งมีค่าของย่า ​แต่​ที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด ​คือ​ความรัก​ที่ย่ามีต่อลูกหลาน ​เป็นสิ่งของมีค่า ​ที่ลูกหลานมัก​จะมองไม่เห็น หัวใจทองคำอันแท้จริงของปู่ ย่า ตา ยาย

วันคืนมันหวนย้อนกลับ​ไปไม่​ได้แล้ว​ ​และปู่​กับย่าก็ไม่​ได้อยู่​รอ จนถึงวัน​ที่นิลสำนึกผิด วัน​ที่นิลอยากกราบเท้าท่านด้วยสายตาอ่อนโยนแห่ง​ความรัก ​เพื่อบูชาสองมือ​ที่ช่วยกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูพ่อแม่​และนิลมา

คลิกดูภาพขยาย

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1314 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง ความตายของคุณยายเอลิซะเบ็ธ
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๓ มกราคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๕๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-6632 ], [203.151.217.61]
เมื่อวันที่ : 04 ม.ค. 2549, 05.47 น.

​เมื่อวานเพิ่ง​ไปอยุธยา มีโอกาส​ได้คุย​กับคนแก่อายุ ๙๒ ปี "ลุงสงค์" ผมถามแบบชวนคุย​ไปว่าลุงมีลูกกี่คน คำตอบ​คือ ..ตอนนี้เหลืออยู่​หกคน. แกมีลูก​ทั้งหมดแปดครับ​ ตาย​ไปแล้ว​สอง สำหรับสังคมปัจจุบัน การมีลูกแปดคนถือว่าเยอะมาก ​โดยทั่ว​ไป​จะเห็นมีลูกกันแค่สองคน อย่างมากไม่เกินสี่คน ​และชนิด​ที่มีลูกโทนคนเดียวก็เยอะแยะ ลุงเปี๊ยกเองก็มีลูกคนเดียวครับ​

ผม​ได้พบ​กับลุงสงค์​ที่วัดพิชัยสงครามริมแม่น้ำป่าสัก วัดนี้ตั้งอยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับสถานีรถไฟอยุธยา แกอาศัยอยู่​ในบ้านไม้สองชั้นเก่าคร่ำคร่า ลุงสงค์บอกว่าอยู่​บ้านนี้มากว่าห้าสิบปีแล้ว​ ทุกวันนี้แก​ใช้ชีวิตเงียบ ๆ​ อยู่​คนเดียว ลูก ๆ​ ต่างแยกครอบครัว​ไปหมดแล้ว​ ​แม้​จะยังมีสุขภาพดีไม่มีโรคภัยอะไร​ ​แต่ด้วยวัยใกล้ร้อยปี แกจึงเดินช้าๆ​ บอกผมว่า เวลาเดินกลัว​จะล้ม

​เมื่อประมาณสิบปีก่อนโน้น ผมเคย​เอารถ​ไปร้านติดตั้งวิทยุ วันนั้น​​ได้พบ​กับอาซิ้ม ​ซึ่ง​เป็นมารดาเจ้าของร้าน แกเข้ามาชวนคุยด้วยอัธยาศัยอันดี หลังจากพูดคุยปฏิสันถารกันพอประมาณ แก​ได้เอ่ยถามผมว่า อาตี๋.. ลื้อมีลูกกี่คน ผมตอบ​ไปประมาณว่ามีคนเดียว​และคงมีแค่นี้ แกมองหน้าผมด้วยสายตาห่วงใย​และร้อง 'อั๋ยหยา.. ลื้อมีลูกน้อยเกิน​ไปนา.. ไม่เผื่อลูกตาย​ไปมั่งเหรอไง ปีนี้ลื้ออายุเท่าไหร่..' อาซิ้มพูดซะผม​ต้องสะดุ้งครับ​

ซิ้มแกมีลูก ๑๑ คน ถึงวันนั้น​แกเหลือลูกแปดคน ตาย​ไปแล้ว​สามด้วยสาเหตุต่างกัน​ไป คำพูดด้วย​ความห่วงใยของแกนับว่ามีเหตุผลมาก

ยังนึกภาพไม่ออกครับว่า​ ​เมื่อผมอายุ ๙๒ เท่าลุงสงค์ (​ถ้าโชคดีไม่ตาย​ไปซะก่อน) ผม​จะ​ใช้ชีวิตอย่างไร ณ ตอนนั้น​ก็น่า​จะ​เป็นปี พ.ศ. ๒๕๙๕

---​-
คุณยายอลิซาเบธของนิล ทำให้เรื่อง​ลุงสงค์​และอาซิ้มโผล่ขึ้น​ในห้วง​ความคิดครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น