นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากซอกดอย : ฝนห่าแรก
เชิงดอย
...ปกติแล้ว​​ฝน​​จะตกช่วงก่อนสงกรานต์ซักห่านึง ฝนหน้านี้น่ากลัว มาทีมา​​ทั้งลม​​ทั้งฝน บางที​​เอาลูกมาด้วย ลูกเห็บไง บางทีก็ก้อนเล็กๆ​​ เท่าปลายก้อย บางทีก็ก้อนโตๆ​​เท่าลูกหนังสะติ๊ก ยังไม่เคยเห็นลูกเท่ามะนาว...
ปิดเทอมสักพักลิงอย่างพวกผมเดินป่ากันชุ่มปอด หน้าแห้มแก้มไหม้ ก็เข้าเดือนเมษา​พอดี เดือนเมษา​เป็นเดือน​ที่พวกเรามี​ความสุข​ที่ซู้ด ​เป็น​ได้​ทั้งลิงบ้าน​และลิงป่า ​จะเข้าป่าก็สนุก ​จะอยู่​บ้านก็เล่นน้ำกันสนุก นอกจากการเฝ้านกตามบ่อน้ำ​ซึ่ง​เป็นเรื่อง​เด็กๆ​ ผู้ใหญ่ก็มีเรื่อง​สนุกของเค้าเหมือนกันก็​ได้แก่การไล่เหล่า หรือไล่ราว ก่อน​จะมีการไล่เหล่าเนี่ย​ต้องมีไฟป่าซะก่อน ​เพื่อ​จะ​ได้เห็นรอยสัตว์ อย่างพวกหมูป่า หรือเก้ง การไล่เหล่า​จะแยกคน​เป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึง​เป็นลูกไล่ถือเกราะ ถือไม้ไผ่เดินเคาะหวดไม้ ทำให้เสียงดังเข้าว่า ​เพื่อให้สัตว์ตกใจเตลิดหนี​ไปเข้าทางปืนของคนอีกกลุ่ม​ที่ถือปืนดักอยู่​ตามทาง​ที่คาดว่าสัตว์​จะออก การแบ่งสันปัน​ส่วนเนื้อเนี่ยคนยิงโดนคนแรก​จะ​ได้หัว​กับขาข้างนึง คนยิงซ้ำให้อยู่​​จะ​ได้เพิ่มอีก​ส่วนนึง หรือไม่ก็ขาอีกข้าง ลูกไล่​จะ​ได้เยอะกว่าคน​ที่ถือปืน​แต่ไม่​ได้ยิง ไล่เหล่าทีนึงอาจ​จะมีคนรวมกันเกือบห้าสิบคน ก็สนุกเค้าหละ คิดดูคนห้าสิบ​ได้เก้งตัวนึงแบ่งกันแล้ว​คงไม่แคล้ว​ได้คนละหยิบมือ ปกติแล้ว​ไล่เหล่าเนี่ยเค้า​จะมีเคล็ดว่า​ถ้าไม่ใช่สัตว์ใหญ่อย่างหมูหรือเก้ง กวางอะไร​ทำนองนี่เค้า​จะไม่ยิง แล้ว​ไม่รู้​เป็นไงวันไหน​ไปไล่เหล่าผม​ต้องเจอไก่ป่าให้ท่าทุกที แล้ว​ไม่​ได้เจอตัวเดียว บางวันเจอเดินล่อ​เป็นสิบ เออ! ฝากไว้ก่อนเหอะ พอวันหลังกลับมาอีกที อ้าว!สารพัดไก่​ที่เคยฝากไว้หายต๋อมซะนี่ ยังกะรู้ว่า​ถ้าเจอ​เป็นอิ่ม!!!

ไล่เหล่าเนี่ยเด็กๆ​อย่างผมก็​ไป​ได้เหมือนกัน ​แต่​ต้องโตซักหน่อย​ซักสิบขวบกว่าๆ​ ก็​ได้แล้ว​หละ เดินผ่าป่าหนาม กอไผ่ ดงสาบเสือ สารพัด สนุกครับ​ เค้าห้ามยิงปืนนี่ เด็กๆ​อย่างผมพก​แต่หนังสะติ๊ก ก็ไล่ราวกัน​ไป ยิงนกกระปูด กระรอกกัน​ไป สนุกเหมือนกัน กลับบ้านหลับ​เป็นตาย​เพราะ​ต้องเดินขึ้น​ดอยลอยห้วย แข้งล้าขาสึง
​ที่หมู่บ้านผมเค้า​จะเริ่มเล่นสงกรานต์กันตั้งแต่วัน​ที่ 1 เมษา ก็ไม่มี​ใครหรอก เด็กๆ​อย่างผมเนี่ยแหละ​​ที่เริ่มก่อน สะพายกระบอกน้ำ ทำปืนฉีดน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ เหมือน​ที่เดี๋ยวนี้​เอาท่อเอสล่อนมาทำกันนั่นแหละ​ ฉีดแรงชะมัด ​แต่ก็ไม่เคยเห็น​ใคร​เป็นอะไร​กันซักทีนอกจากน้ำเข้าหูเท่านั้น​เอง น้ำก็เล่นกัน​ได้​ทั้งวัน ปีไหนน้ำน้อยมากๆ​ น้ำในบ่อเหลือขอดก้นบ่อ ลิงอย่างพวกผมไม่เคยสนใจ บ่อนี้ตักยากก็​ไปหาบ่อบ้านข้างๆ​แทน น้ำหมดกระบอกก็วิ่งหาบ่อ​ที่ใกล้​ที่สุดสาวน้ำกันจ้าละหวั่น ​แต่ก็มีข้อตกลงว่าห้ามฉีดตอน​ที่​กำลังตักน้ำอยู่​ ไม่​ได้กลัวตกบ่อหรอก​แต่กลัวน้ำ​ที่มันเจิ่งนอกบ่อ​จะไหลลงบ่อแล้ว​น้ำ​จะกินไม่​ได้ งานนี้กลัวหลังลายกันมากกว่า

ตกเย็นสาวๆ​ แม่ร้าง แม่เรือน เค้า​จะออกมาตักน้ำกัน ชุมนุมตามบ่อ​ที่ตาน้ำมันตื้นๆ​ น้ำใส บางทีมาจากบ้านใต้ห่างบ่อ​เป็นกิโลยังเดินมาตักน้ำถึงบ้านเหนือ ​ส่วนมากคน​ที่มาไกลเค้า​จะมาตักน้ำกิน ​เพราะบ่อน้ำบ้านเค้ามันแห้ง เวลาตักแล้ว​มันขุ่น​ใช้อาบ​ได้​แต่กินไม่​ได้ ก็ว่ากัน​ไป ไม่หวง ผมเองสมัย​เป็นเด็กเคยช่วยน้าสาวหาบน้ำอยู่​บ่อยๆ​ ​แต่ก็หาบแค่ 2/3 ของครุ ไม่ใช่​เพราะหาบไม่ไหวนะ​แต่​เพราะว่า​ถ้าหาบเต็มครุแล้ว​มันกระฉอกมาก เอวผมมันไม่อ่อน ไม้คานอ่อนๆ​ แล้ว​มันโยนมาก ลองสังเกตดูก็​ได้ครับ​ คน​ที่หาบน้ำเก่งๆ​ เนี่ยเค้า​จะเอวอ่อนไกวตามจังวะของครุ​กับไม้คาน ลิงอย่างผมอาศัย​แต่แรง หาบ​ได้ก็เดินตุ๊บๆ​ กลับบ้าน ครุมันก็เลย​แกว่งไม่​เป็นจังหวะ มันก็เลย​กระฉอก ไม่รู้เกี่ยว​กับหาบน้ำหรือเปล่า​แต่ตอนนี้หมอนรองกระดูกผมยุบ​ไปแร้ววววว...​

บ่าวสาวเค้า​จะนัดกันก็ตอนตักน้ำนี่แหละ​ สาวๆ​มาตักน้ำหนุ่มๆ​ก็ช่วยสาวน้ำทุ่งหรือกะพ้อมตักน้ำให้ ดีไม่ดีหาบให้ถึงบ้านอีกต่างหาก ​แต่​ส่วนมากสาวเจ้าไม่ค่อยให้ช่วยเท่าไหร่หรอก ​เพราะกว่า​จะถึงบ้านแซวกัน​ไปแซวกันมาน้ำ​ได้กระฉอกหมดครุ​พอดี ​ต้อง​ได้เดินมาตักใหม่ให้ยุ่งยากอีกแหละ​

เย็นๆ​ หลังข้าวแลง สาวๆ​ ก็พากันเปิดร้านขายส้มตำ น้ำโค้ก น้ำเขียว น้ำแดง พ่วงด้วยเกมขว้างกระป๋อง เด็กๆ​อย่างพวกผมก็​เป็นตัวสอด ด้อมๆ​ มองๆ​ รอกินส้มตำฟรี น้ำฟรี แถม​ที่วิเศษสุด​ได้กินน้ำแข็งฟรีด้วยนะ การ​ได้กินน้ำแข็งเนี่ยถือว่า​เป็นอะไร​​ที่สุดๆ​แล้ว​ ไม่ใช่ว่า​จะ​ได้กินกันทุกเดือนเสีย​เมื่อไหร่ ​ถ้าไม่นับลูกเห็บ ปีนึง​จะ​ได้กินก็ตอนเข้าเมือง หรือไม่ก็สงกรานต์เท่านั้น​แหละ​ น้ำแข็งจากในเมืองกว่า​จะ​เอามาถึงหมู่บ้าน​ได้เนี่ย​ต้อง​เอาใส่กระสอบป่าน ยัดขี้แกลบมา​เป็นก้อนใหญ่ๆ​ กว่า​จะถึงหมู่บ้านผมว่ามันหาย​ไปเกือบครึ่งแล้ว​นะ

หน้าร้อนๆ​ เดือนเมษาเนี่ย​ได้กินน้ำแข็งปนขี้แกลบซักก้อนเนี่ยมันชุ่มฉ่ำหัวใจเหลือเกิน ยิ่งคืนไหนเจอ​เพื่อนน้าชาย​ที่ทำงานในเมืองละก้อ แก​จะเลี้ยงน้ำแข็งไสราดด้วยน้ำหวานสีเขียว สีแดง ตราจรวด ราดอีกทีด้วยนมตรานก จำ​ได้ว่ามันอร่อยจริงๆ​ เหมือน​กับว่าไม่เคยกินอะไร​อร่อยเท่านี้อีกแล้ว​ ว่า​แต่น้ำหวานตราจรวดเนี่ยยังมีขายอยู่​หรือเปล่าครับ​ ผมไม่เคยเห็นเกือบยี่สิบปีแล้ว​ ท่านใดเคยเห็นแถวไหนบอกผมด้วย ผม​จะตาม​ไปกินของเก่าเล่า​ความหลัง...​.

พูดถึงขว้างกระป๋องเนี่ย ​เป็นเกมส์​ที่สาวๆ​ ชอบมาก​เพราะกำไรดี ​เอาไว้ดูดเงินหนุ่มหน้ามนคนฉลาด ​เอากระป๋องนมข้นตรามะลิ 10 ใบมาตั้งเรียง 4-3-2-1 บาท​นึงปาลูกเทนนิส​ได้ 3 ลูก กติกามีอยู่​ว่า ครั้งเดียวล้มหมด​ได้แม่โขงกลมนึง สองครั้งล้มหมด​ได้แบนนึง สามครั้งล้มหมด​ได้น้ำหวาน 1 ขวด​พร้อมน้ำแข็ง 1 แก้ว ​ถ้าไม่หมดก็​เอาฮอลล์​ไป 1 เม็ด...​..โถ ฮอลล์ 4 เม็ดบาท​ ขาดทุนย่อยยับเลย​นะพ่อหนุ่ม!!! ​เอาเหอะ พ่อหนุ่มหน้ามนก็ไม่ละ​ความพยายาม นานๆ​ ที​ที่​จะ​ได้เจอกัน​โดยไม่มีพ่อ แม่ สาวคอยกันท่า ป้อกัน​ไปป้อกันมา นึกภาพไม่ออกก็นึกถึงไก่แจ้ทีมันตะล่อมจีบสาวอยู่​ละกัน ต่างตัวก็ต่างพองขน โชว์ปีก ดีดแข้ง ดีดขา ​ไปๆ​มาๆ​ ก็พาลชนกันให้ปากแตก ตาปูดเหมือนไก่เด๊ะ

ปกติแล้ว​ฝน​จะตกช่วงก่อนสงกรานต์ซักห่านึง ฝนหน้านี้น่ากลัว มาทีมา​ทั้งลม​ทั้งฝน บางที​เอาลูกมาด้วย ลูกเห็บไง บางทีก็ก้อนเล็กๆ​ เท่าปลายก้อย บางทีก็ก้อนโตๆ​เท่าลูกหนังสะติ๊ก ยังไม่เคยเห็นลูกเท่ามะนาว ​แต่เคย​ได้ข่าวว่า​เมื่อซักสิบปี​ที่แล้ว​แถวน่านหรืองาวเคยมีลูกเท่ามะนาว หลังคาบ้าน กระจกรถแตก​เป็นแถบๆ​ นึกแล้ว​เสียวแฮะ หลังฝนตกถือ​เป็นสวรรค์ของนักแกะรอยมือฉมัง​ทั้งหลาย รวม​ไปถึงพวกไล่เหล่า​เพราะ​จะเห็นรอยตีนสัตว์ชัด ตามก็ง่าย ดักก็ง่าย ดังนั้น​ไม่แปลกเลย​ว่าหลังฝนตก​จะมี​แต่คนแบกปืนเข้าป่า

สงกรานต์เริ่มอย่าง​เป็นทางการก็วัน​ที่ 10 วัน​ที่ลูกหลานคนบ้านไกล ​ได้กลับบ้านคืนเรือน ถนนฝุ่นหน้าบ้านควันตลบ​ทั้งคืน บ่าวบ้านเหนือบ้านใต้เดินกอดคอประสานเสียง โก่งคอร้องเพลงเหมือนว่า​เพราะเสียเหลือเกิน เสียงขับซอ แว่วมาตามลม บ้านไหนรวยหน่อย​ก็ปั่นไฟ ใส่กล้องอะโหล ร้องเพลงซอเผื่อแผ่ชาวบ้าน​ได้ยินกัน​ไปทั่ว ยิ่งใกล้วันสงกรานต์ก็แทรกค่าวฮ่ำบอกไฟ(ร่ำบั้งไฟ) เตือนว่า​จะมีการจุดบั้งไฟฉลองกันวัน​ที่ 16 เมษา ​พระ เณรก็ช่วยกันตำดินปืนตอกบั้งไฟกัน เด็กๆ​อย่างผมก็​ได้อาศัยลานวัด​เป็น​ที่วิ่งเล่น ช่วย​พระตำดินปืน เผลอๆ​ก็ฉี่ใส่ดินปืนมั่ง​เอาเคล็ด ผู้ใหญ่เค้าว่าฉี่เด็กทำให้บั้งไฟมันพุ่ง ผมว่าไม่เกี่ยวหรอก เค้ากลัวตำแล้ว​มันแห้งแล้ว​มัน​จะประทุมากกว่า

วัน​ที่ 11 เมษาทโมนไพรอย่างพวกผมก็​จะเข้าป่ากันอีกครั้ง ด้อมๆ​มองๆ​ หาไม้ไผ่แก่ๆ​ ปล้องยาวๆ​ ตัด​เอาเฉพาะท่อนโคนซักวานึง ​เอามาทำสะโป้ก ​โดย​เอาโคนไม้ไผ่​ที่แก่ๆ​ มาทะลวงปล้องออกให้เหลือปล้องล่างสุด แล้ว​บากเฉียง​ที่ใกล้ปล้อง เจาะรูประมาณนิ้วก้อย ก็เท่าๆ​ปากกาหมึกแห้งหรือเล็กกว่าหน่อย​ จากนั้น​ก็​เอาวางเฉียงๆ​ ใส่ถ่านแก๊สให้มาค้างอยู่​ปล้องสุดท้าย หยดน้ำพอดังฉี่ๆ​ แล้ว​ก็ถากขุยไผ่หรือผาฝ้ายชุบน้ำมันพันไม้​เป็นตัวจุด จุดทีก็ดังปุ้งเหมือนปืนใหญ่ ​ถ้าพิเรนทร์หน่อย​ก็หากะลามาครอบแล้ว​ก็จุด ยิงกะลาข้ามรั้วเข้า​ไปในบ้าน​เพื่อน เหมือนยิงปืนใหญ่สู้กันยังไงยังงั้นเลย​

ดึกๆ​วัน​ที่ 12 เกือบเ​ที่ยงคืนพวกผม​จะพากันจุดสะโป้ก ​เป็นการไล่สังขาร เช้า​ก็รีบตื่นก่อนไก่ มาจุดสะโป้กไล่ปู่สังขารย่าสังขารเสียงดังป้งปั้งทั่วหมู่บ้าน เสียงสะโป้ก​ใครดัง​ที่สุดก็​เอามาคุยกันว่าทำยังไง ผมเคยลอง​เอาไม้ซางมาทำดู กะว่าใส่ถ่านแก๊สเยอะๆ​ มัน​จะ​ได้ดัง ใส่แก๊สเข้า​ไปเต็ม​ที่ ดังจริงๆ​ครับ​ สนั่นหวั่นไหว เรียกว่าจุดทีเดียวหูแทบดับ ​แต่สะโป้ก​ที่บรรจงทำ​ทั้งวันแตกกระจายซะไม่มีชิ้นดี ดีนะ​ที่ว่าผมไม่ใช่คนจุดเอง น้าชาย​เป็นคนจุด น้าก็เลย​โดนยายสวดให้พรก่อนปีใหม่ซะ 1 จบ โทษฐานพาหลานชาย​ที่น่ารักเล่นพิเรนทร์

ข้ามสงกรานต์​ไปก่อนดีกว่า เล่าแล้ว​เดี๋ยวยาว​เอาไว้ตอนหน้าผม​จะเล่าให้ฟังว่าสมัยละอ่อนนั้น​เค้าเล่นสงกรานต์กันยังไงบ้าง ​แต่ผมว่าสนุกกว่าเดี๋ยวนี้เยอะ

หมดหน้าสงกรานต์ ฝนห่าแรก ห่า​ที่สองผ่าน​ไป ป่าก็เริ่มฟื้น ดอกหญ้าคอมมิวนิสต์ก็เริ่มแตกใบ ป่า​ที่ดำๆ​ด่างๆ​ เหมือน​เป็นขี้กลากก็เริ่มเขียว กระต่ายเริ่มหากินหญ้าอ่อนตอนกลางคืน ไก่ป่า นกป่าเริ่มจับคู่ นกคุ่มเดินตามก้นกันต้อยๆ​ อีกครั้ง หน้านี้แหละ​​ที่น้าชายชอบชวนผม​ไปส่องหนู หากระต่าย นกคุ่ม ตามป่าหญ้าไหม้ไฟ นกคุ่มกลางคืนนอน​กับดิน ตามข้างต้นไม้หรือกอสาบเสือ มองไม่ดีแทบไม่เห็น บางครั้งเพ่งแล้ว​เพ่งอีกก็ยังมองแทบไม่เห็นเหมือนเดิมอยู่​ดี ผม​จะติดสวิงอันเล็กๆ​​ไปอันนึง อันนี้ก็อาศัยลูกอ้อนละครับ​ อ้อนลุง อ้อนยายให้สานให้ ​ถ้าไม่สานให้ก็สานเองก็​ได้วะ!!! อ้าว​เป็นงั้น​ไป สวิงนกคุ่ม​จะเล็กกว่าสวิงช้อนปลาอยู่​ซักหน่อย​ ประมาณวงเท่าคืบ​พอดีๆ​ ใส่ขอบแข็งด้วยผิวไม้ไผ่เบาๆ​ ตาห่างๆ​ ประมาณ สองนิ้ว เวลา​จะ​ใช้​ต้องหาไม้ไผ่แห้งยาวซักวามาต่อ​เป็นด้าม เจอนกนอนก็​ใช้ครอบ​เอา ครอบ​ได้ก็ล้วงใส่ไซ ​ที่ไม่ใส่ข้อง​เพราะข้องมันก้นเล็ก ปากก็เล็ก ยัดนกลง​ไปเพลินๆ​ แน่นอัดกัน​เป็นนกตะข้อง ตายหมด​พอดี ​แต่​ถ้า​เป็นไซเนี่ย ท้องมันยาวใส่แล้ว​ก็หายห่วง ร้องจิ๊บๆ​ข้างในไซรอลงหม้อแกง​ได้เลย​

กระต่ายป่า​เป็นของหากินยาก มันเปรียว ส่องไฟบางทีก็เห็นแว่บเดียวไม่ทันยิงก็หาย​ไปซะแล้ว​ นานๆ​​จะ​ได้ซักตัว ​แต่ผม​กับพลพรรคทโมนไพรก็มีวิธีหา​โดยการไล่ราว ​เป็นการจำลองการไล่ราวเก้งหรือหมูป่าของผู้ใหญ่ เวลา​ไป​ต้องเรียกหมา​ไปด้วย ประมาณว่าหมาหมู่ คนหมู่อะไร​เทือกนั้น​แหละ​ เดินตามป่าโปร่ง ตีวงกัน​เป็นจุดๆ​ พอวงชนกันไม่มีอะไร​ก็ตีวงล้อมใหม่ บางทีก็​ได้กระต่าย บางทีก็​ได้นกกระปูด ไก่ป่ามั่งก็มี เผลอๆ​ ก็​เป็นแย้ ยิ่ง​ไปเยอะยิ่งสนุก ตกเย็นมาก็​เอาเนื้อมาสับๆ​ แบ่งกัน​ไปคนละนิดคนละหน่อย​ ใส่กระบอกกลับบ้าน แหมมันเท่น่าดูเลย​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1290 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย : ฝนห่าแรก
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6553 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 15 ธ.ค. 2548, 16.03 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-6562 ], [83.180.83.132]
เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2548, 19.45 น.

เข้ามาทักทายลูกพี่เชิงดอยก่อนเดินทางค่ะ​ หากลูกพี่ชอบทานน้ำแข็งนี่​ต้องมาอยู่​เมืองหนาว มีน้ำแข็งเกล็ด (หิมะ) ให้กิน​ทั้งฤดูกาลเลย​ค่ะ​

จึงแซวมาด้วย​ความเคารพ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลูกน้องกขด [C-6572 ], [61.19.227.2]
เมื่อวันที่ : 19 ธ.ค. 2548, 00.24 น.

ตามมาอ่านเช่นเคย
ลูกพี่เชิงดอยฮะ เคย​ได้ยินประโยค "นกกะปูดตาแดง น้ำแห้งก็ตาย" มั๊ยฮะ สงสัยว่าทำไมน้ำแห้งมัน​จะตายหละฮะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น