นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากซอกดอย : แมงไม่มีตีน
เชิงดอย
...ลมหนาวมาถึง ลมฝนก็ล่องใต้​​ไปเรียบร้อย​​แล้ว​​ เหลือไว้ก็แค่เหมย หรือไม่ก็หมอกขาวๆ​​ ให้เห็นตอนเช้า​​ๆ​​...
ลมหนาวมาถึง ลมฝนก็ล่องใต้​ไปเรียบร้อย​แล้ว​ เหลือไว้ก็แค่เหมย หรือไม่ก็หมอกขาวๆ​ ให้เห็นตอนเช้า​ๆ​ สงสัยไหมว่าเหมยมัน​คืออะไร​ ไม่ใช่มนต์รักดอกเหมยอะไร​​ที่นางเอกอกหักมันทุกเรื่อง​นั่นหรอก เหมย​ที่พูดถึง​เป็นน้องของน้ำฝน ​แต่​เป็นพี่ของน้องหมอกอีกที คง​เป็นน้าของลูกเห็บอะไร​ประมาณนั้น​แหละ​ พูดจริงๆ​นะ ไม่​ได้พูดเล่น เหมย​จะ​เป็นเหมือนละอองฝนอ่อน เม็ดโตกว่าหมอก เดินผ่าน​จะรู้สึก​ได้ว่ามันหยดติดตัวเรา​ได้เหมือนๆ​ฝน ต่าง​กับหมอก​ที่เดินผ่าน​ได้สบายๆ​ ​แต่เหมยก็ไม่ตกจั้กๆ​ เหมือนฝน ​แต่โรยลงมาเหมือนหมอกมากกว่า

ถึงเดือนยี่(เหนือ) หรือ​จะเรียกตามเดือนใต้ว่าเดือนสิบสอง น้ำแถวบ้านผมมันเลิกนอง​ไปตั้งนานแล้ว​ ยี่เป็งพึ่งผ่านมาหยกๆ​ มอง​ไปทางไหนก็เห็น​แต่ทุ่งนาสีทอง กลิ่นฟางข้าวดอหอมฟุ้ง ​ถ้า​เป็นสมัยนี้ก็​เป็นข้าว กข.10 เม็ดสั้นๆ​ แข็งๆ​หน่อย​ ​ส่วนข้าวปีก็ยังงองุ้มคำนับแม่ธรณี ยืนท้องโย้รอให้ชาวนามาเกี่ยวกลับขึ้น​ยุ้ง

มองเข้า​ไปในม่อนดงซางผ่านหน้าต่างห้องนอนเห็นยอดไม้ซาง​ที่รอดจากคมเสียมของผม​เมื่อต้นหน้าฝนกลางปีนี้แทงยอดทะลุกอ อวดกาบสีเหลืองทอง กอไม้ข้าวหลามหรอมแหรมอวดกาบสีแดงข่มไม้ซางอยู่​หลังม่อน เด็กอย่างผมก็ชักคันไม้คันมืออยากเข้าป่าอีกแล้ว​ ของกินของผมมีอยู่​ทุก​ที่ในป่า ​และทุกช่วงเวลาของปี

‘อาวสิน’ น้าชาย​ที่พึ่งแยกเรือน​ไปอยู่​ท้ายสวนเดินลัดสวนมาเงียบ เสียงจุ๊ปากเรียกหมาพราน​ที่มัก​จะแว่บหาย​ไปพิสูจน์กลิ่นหนู รูจิ้งหรีด ให้ตามมาด้วย ‘กินข้าวงายแล้ว​กา’ ผมตะโกนถามจากชานหลังบ้านขณะ​ที่มือนึง​กำลังกระซวกฟันด้วยแปรงสีฟันคอลเกตราคาถูกขนแข็งเหมือนแปรงขัดส้วม มือนึงถือขันสแตนเลสจ้วงน้ำจากหม้อดินเผา เสียงวักน้ำล้างตีน​ที่หัวกระได น้าคงเดินขึ้น​ชานมานั่งรอผมแล้ว​หละ

เสียงยายถามน้าว่า​จะ​ไปไหนเหมือน​จะรู้ว่าวันนี้อาวสิน​ต้องพาลิงน้อยอย่างผม​ไปปล่อยป่าอีกแน่ๆ​ ข้าวเช้า​ไม่​ต้องพิถีพิถันควักกะปิใส่ปากตามด้วยน้ำมะนาว ตบตูดด้วยข้าวเหนียวอุ่นๆ​ ปั้นใหญ่ๆ​ แล้ว​ก็ซู้ดปาก​เอาลมเข้ามาดับไอร้อนข้าวซักสามสี่คำก็จบ​ไป 1 มื้อ คว้าแอ็บข้าวน้อยใส่ถุงย่าม จิ๊กปลาร้าปลากระดี่อย่างดี 3-4 ตัวใส่ถุงพลาสติกผ่ามะกรูดบีบใส่ซักสามที รัดด้วยหนังยางเท่านี้ก็​ได้​กับข้าวมื้อเ​ที่ยงแล้ว​ พริกแด้ขี้หนูเดี๋ยวค่อย​ไปเด็ดหน้าบ้าน ผักจิ้มเดิน​ไปผ่านหน้าบ้าน​ใครเจอยอดผักกระถิน ผักสลิด ใบชะพลู ก็เก็บยัดย่าม​ไปเรื่อย พ้นท้ายหมู่บ้านก็พอกิน​พอดี

วันนี้อาวสินพาเดินขึ้น​ม่อนดงซางอีกครั้ง ตาก็ช่วยกันมองหากอซาง อ๊ะ!นั่นไง ไม้ซางปล้องสั้นๆ​ผิดปกติ ผิว​เป็นแป้งขาวๆ​ แสดงว่า​เป็นไม้ปีนี้ ผม​ต้องทำหน้า​ที่​เป็นลิงน้อยปีนขึ้น​​ไปตัดกระบอกด้านบนสูงท่วมหัว แล้ว​อาวสินก็ตัดปล้องล่างสุด ช่วยกันกระชากลากทึ้งออกมาจากกอ ดี​ที่ไม้ซางไม่มีหนามมีก็แค่กาบ​ที่มีขนแข็งๆ​ ​ต้อง​เอามีดเลาะออก ​ถ้าเผลอกำเข้า​ไปละคุณเอ๋ย ลิงอย่างผมก็กลาย​เป็นลิงหงอย​ได้ในพริบตา ขนแข็งๆ​​จะปักมือ มองดูเหมือนอุ้งมือมีขนฟูๆ​ขึ้น​มา น้ำตาเล็ดขอรับท่าน

ไม้ซางถูกถากดูทีละปล้องจากบนลงล่าง เสียงมีดสับไม้ไผ่ดังโผล๊ะๆ​ ลิงอย่างผมก็​ได้​แต่นั่งลุ้นว่า​จะ​ได้กินมั้ย...​.นั่นไง กองกันอย่​ที่ก้นกระบอก หนอนน้อยสีขาวขุ่น ดิ้นกระดื๊บๆ​ บ้านผมเค้าเรียกกันว่าแมง​แม้ ​ถ้า​เป็นคนเจียงใหม่เค้าเรียกกันซะทนสมัยว่ารถด่วน ​จะเรียกอะไร​ก็ช่างเถอะ​เอาแมง​แม้มาคั่วเกลือให้เกือบแห้ง กิน​กับข้าวเหนียวทีละสามสี่ตัว มันๆ​ เค็มๆ​ อร่อยเหาะเชียวแหละ​ หรือไม่ก็​เอา​ที่คั่วแล้ว​​ไปตำน้ำพริก หมกปลาร้าสับห่อใบตองหอมๆ​ ใส่พริกหนุ่มแห้ง หอมแดงเผา โยนมะเขือขื่นใส่ใต้เตาถ่านพอสุกลอกเปลือก โขลกรวมกัน กลิ่นมันๆ​ของแมง​แม้ กลิ่นพริกแห้ง กลิ่นปลาร้ามันยั่วยวน​ความหิวจนผม​ต้องจำใจลง​ไปหาเด็ดผักชี ต้นหอม สารพัดผัก​ที่รู้จักใส่ขันโตกแล้ว​ก็นั่งขัดสมาธิตาแป๋วรอน้ำพริกแมง​แม้

หน้านี้นอกจากแมง​แม้ก็ยังมีแมงไม่มีตีนอีกอย่างนึง​ที่ผมไม่เคยอยากเจอเลย​ ‘งู’ ไงล่ะ ​โดยเฉพาะงูจงอาง ไม่ว่า​จะคางเหลือง คางดำ มันก็ไข่หน้านี้หมด งูจงอางนอกจาก​จะ​เป็นงู​ที่ผมว่ากินไม่อร่อย​ที่สุดแล้ว​ยังดุ​ที่สุดตอนวางไข่ เนื้องูจงอางก็เหมือนเนื้องูสิงหรืองูเห่า ​แต่มันเหนียวกว่า กระดูกแข็งกว่า ดีอยู่​อย่างเดียว​คือตัวมันโตกว่ากินเนื้อ​ได้เยอะกว่าเท่านั้น​เอง จงอางชอบอยู่​ป่าไผ่​เป็นพิเศษ รัง​จะ​เป็นเหมือนกองใบไผ่ แม่งูชอบซุ่มอยู่​ใกล้ๆ​รัง ดังนั้น​พอถึงหน้าข้าวเหลืองผม​จะโดนควบคุม​เป็นพิเศษ ห้ามขึ้น​​ไปเล่นแถวๆ​ม่อนดงซาง แล้ว​ลิงอย่างผมก็รู้ดี เคยวิ่งหนีกันป่าราบมาแล้ว​ โดนเข้า​ไปทีเดียวก็เข็ดแล้ว​คุณเอ๋ย ด้วย​ความคึกเจองูตัวยาวๆ​เลื้อยตัดหน้า ไม่ดูตาม้าตาเรือนึกว่างูสิง วิ่งรี่เข้า​ไป​จะจับหางฟาด ปรากฏว่าพวกเอะใจหยุดแล้ว​ก็ชะโงกหัวขึ้น​มามองหน้า ลิงอย่างผม​จะ​ไปเหลือเรอะ วิ่งซีครับ​ เกือบตายแล้ว​ไงตู โตขึ้น​มาเจอกัน​เมื่อไหร่​ต้องยิงกลับมากิน​ที่บ้านทุกที พับเผื่อยสิ!

พูดถึงงูก็​ต้องนึกถึงงูสิง อาหารยอดนิยม เรียกว่า​เป็นเมนูพิเศษก็ว่า​ได้นานๆ​ ​จะ​ได้กินกันทีนึง งูสิงมีอยู่​ 3 อย่าง หรือ 4 อย่างแล้ว​​แต่คน​จะเรียก อย่างแรกเนี่ยเค้าเรียกว่าสิงอ้อย สีออกเหลืองทองๆ​ ท้องออกเหลือง ​เป็นยอดของงูสิง เนื้อเยอะ กระดูกอ่อน ตัวโต ​แต่ไม่ค่อยทันคนกินเท่าไหร่ เย็นๆ​ชอบเจอตามแคมห้วยให้แก็งค์ทโมนไพรของผม​ได้ออก​กำลังกายก่อนกลับบ้าน เช้า​ๆ​หน้าหนาวคุณท่านชอบ​ไปโชว์ตัวตากแดดตามกอไผ่ หลับตาปริบๆ​ ให้ลิงอย่างผมสอยด้วยหนังสะติ๊ก สิง​ที่สองเรียกว่าสิงสา หรือบางคนก็เรียกว่าสิงดง ตัวออกดำๆ​หน่อย​ มีลายยาว ตัวไม่ค่อยโต แล้ว​ก็ไม่ค่อยเจอด้วย ประมาณว่าหายาก ​แต่ผมว่าไม่อร่อยแฮะ ข้ามเลย​ดีกว่า

สิง​ที่สามเรียกว่าสิงคาร สีออกเทาเข้ม เกล็ดลายๆ​หน่อย​ ท้องสีขาวนวล ชอบอยู่​ตามรูหนู หางมีเกล็ดสีเข้มๆ​ออกดำ แซม ดูกลายๆ​ เหมือน​กับว่า​เป็นหางงูจงอาง น้าชายชอบมากบอกว่า​เป็นงู​ที่หากินง่าย​ที่สุด​เพราะพวกชอบอยู่​รูหนู ขุดแป๊บเดียวก็​ได้ พูดถึงขุดรูงูเนี่ยมัน​เป็นศิลปะอย่างนึง คนเก่งๆ​ เค้าถึงขนาดเห็นรอยเลื้อยเข้ารูเค้าบอก​ได้เลย​ว่า​เป็นงูเห่า งูสิง งูจงอาง หรืองูแสงตะวัน ขุด​ไปก็​ต้องอั้นดินปิดปากรูไว้ ไม่ใช่อะไร​กลัวงูมันพุ่งสวนออกมาแล้ว​เลื้อยหาย เดี๋ยวเสียดายแย่ ขุด​ไปขุดมา​ถ้าเจอตัว​ส่วนมากก็เจอหาง ​ถ้ามีเสียงขู่ฟ่อๆ​ ทางกุดๆ​หน่อย​ ก็ทาย​ได้ว่า​เป็นงูเห่า​ต้องใจเย็นหน่อย​ค่อยๆ​ขุด เดี๋ยวโดนตัว เนื้อ​จะเละ กินไม่อร่อย ​ถ้าไม่มีเสียงขู่ หางเรียว สีเหลืองนวลนั่นแหละ​งูสิงอ้อย ​แต่​ถ้าหางมีดอก สีออกดำๆ​หน่อย​ ก็​เป็น​ไป​ได้ว่า​เป็นสิงคารหรือไม่ก็งูจงอาง ​ถ้าน้าขุดเจอตัวเค้า​จะ​เอาไม้ตะขอเกี่ยวท่อนหางมันออกมาแล้ว​​ใช้รองเท้าแตะยันปากรูไว้ มือก็จับหางงูดึงออกมาเรื่อยๆ​ ดึงทีเสียงกระดูกงูก็ลั่นกร๊อบๆ​ๆ​ ​เป็นการทำให้มัน​เป็นกระดูกสันหลังหลุด รูดมาเรื่อยๆ​ จนถึงคอ ​ถ้าคองูไม่มีแม่เบี้ยเค้าก็​จะคว้าออกจากรูมาเลย​ ​เพราะยังไงก็​เป็นงูสิงแน่นอน โดนกัดก็แสบๆ​ ​แต่​ถ้าดึงออกมาเจอแม่เบี้ยก็​ต้อง​เป็นงูจงอาง น้า​จะก็​จะขอเสียมจากผมเสียบตัดคอทิ้งแล้ว​กลบรู​ไปเลย​ เฮ้อ! บาปเนาะ ​แต่ผมก็ยังกินอยู่​ดี

เนื้องู​จะ​เป็นเส้นเหมือนๆ​เนื้อไก่ ​แต่​จะเหนียวกว่า เส้นยาวกว่าเท่านั้น​เอง ​แต่ก็ไม่​ได้หวานอย่างเนื้อไก่ บ้านป่าบ้านดอย​ถ้าคอยกินไก่ก็คงอด​ไปนานเลย​กว่าไก่แม่ผึ้งใต้ถุนบ้าน​จะออกไข่ เลี้ยงลูกเจี๊ยบให้รอดอีเห็น หรือพังพอน วันดีคืนดี ห่าลงตาย​ทั้งแม่​ทั้งลูก...​.. อดตามระเบียบ

งู​ที่​ได้มา​จะถูก​เอามาเผา​ทั้งเกล็ด ให้เกล็ดไหม้ ขูดออกด้วยช้อนสังกะสีชุบเขียวๆ​ ล้างน้ำ สับ​เป็นท่อนๆ​ ​เอา​ไปต้ม​กับข่า ตะไคร้ ขมิ้น ใบมะกรูด ดับคาว ใส่น้ำปลาร้าซักหน่อย​ให้หอม พอเนื้องูสุกก็​เอามาฉีกใส่น้ำซุป ฉีกใบมะกรูดใส่ เหมือนก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกเป๊ะ กระดูกสันหลังเก็บไว้แทะ ก้าง​เอา​ไปทอดให้กรอบพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ตำน้ำพริกใส่ ข่า ตะไค้ เกลือ หอมขาว(กระเทียม) มะแขว่น มะข่วง มะแหลบ ​(อย่าถามผมนะว่าภาษากลางเรียกว่าอะไร​ รู้​แต่ว่า​ที่ร้านยาจีนแถวเยาราชมีขายทุกอย่าง) พริกหนุ่มแห้งเสียบไม้ไผ่ผิงไฟให้หอม ดำเกรียมนิดๆ​ ให้น้ำแกงดูสีออกเข้ม คั่วน้ำพริกพอหอม ​เอาซุปกะเนื้อราดน้ำพริกคั่วร้อนๆ​ กลิ่นหอมฉุย เหยาะน้ำปลา หรือน้ำปลาร้าซะหน่อย​ ซอยต้นหอม ผักไผ่ หอมด่วน(สะระแหน่)โรยหน้า กิน​กับผัก​ที่ออกเปรี้ยวๆ​ อย่างใบมะกอก ใบเล็บครุฑ ใบมะตูม หรือไม่ก็ผัก​ที่ออกเผ็ดๆ​หน่อย​อย่างยอดผักเผ็ด สะระแหน่ ผักชี ผักชีฝรั่ง ​และสำหรับคนแก่ก็​ต้องหาฝักเพกาอ่อนๆ​ มาเผาไฟ หั่นขวาง​เป็นชิ้นเล็ก​พอดีคำ ใส่ถ้วยกาไก่ เหยาะน้ำปลาหน่อย​ หมึกแดง​เอาชีสมาแลกก็ไม่ยอม !!!

ใน​ความ​เป็นจริงของทุกวันนี้ ยุค​ที่ไม้ซางถูกตัดออกมาทำตะเกียบส่งออก แมง​แม้หากินแทบไม่​ได้ งูเห่า งูจงอาง หนีเสียงเลื่อยยนต์เข้าดงลึก ​จะ​ได้กินก็เพียงแค่แมง​แม้ทอดน้ำมันกรอบๆ​ เลี่ยนๆ​ ตามรถเข็นเหยาะซีอิ๊ว หรือซอสภูเขาทอง ​ใคร​จะ​ไปนึกว่า ​กับข้าวหลังบ้าน​ที่ไม่มีราคาค่างวด อยากกินก็​ได้กิน มาทุกวันนี้เหลือแค่​ความทรงจำ ​และราคา​ที่แพงลิบลิ่วจนคนจนๆ​ ไม่มีสิทธิ์​ที่​จะ​แม้​แต่​จะคิดชิม

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1273 Article's Rate 13 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย : แมงไม่มีตีน
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๗๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6357 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 21 พ.ย. 2548, 17.09 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-6360 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : 21 พ.ย. 2548, 19.40 น.

อ่านเรื่อง​ของคุณเชิงดอยแล้ว​หิวเลย​ค่ะ​ ​แม้​จะ​เป็นของกินบ้านป่าแบบงู แบบแมลงก็ตามทีเถอะ บรรยาย​ได้เห็นภาพมาก

พูดถึงแล้ว​คิดถึงปลาร้าสับ ​กับส้มตำปูปลาร้าจังค่ะ​ ทางเหนือ​เขากินส้มตำใส่ปลาร้าหรือเปล่าคะ​ ​แต่​ที่แน่ๆ​ ทางอิสาน​เขากินกันค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กางเขนดง [C-6362 ], [61.19.227.2]
เมื่อวันที่ : 21 พ.ย. 2548, 23.09 น.

น้ำพริกแมง​แม้น่าอร่อยค่ะ​ ​แต่ว่างูสิงห์นี่คงขอบาย อยากเห็นหน้าตาแมง​แม้จังค่ะ​ เคยเห็น​แต่​เป็นตัวหนอน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-6364 ], [213.103.128.253]
เมื่อวันที่ : 22 พ.ย. 2548, 03.14 น.

มาล้อมวงฟังเรื่อง​ของกินเชิงดอยด้วยคนค่ะ​ อ่าน​ไปอ่าน​ไป คิดถึงหนังสือพ่อเฒ่า​กับเจ้าหนู ประมาณเหมือนชีวิตเด็กบ้านป่าอย่างนี้เลย​...​ยิงนก ตกปลา เข้าป่า เรียนรู้การล่าสัตว์ (อย่างเคารพกติกา) ชีวิตเด็ก ๆ​ ​ที่เติบโตขึ้น​มา​กับธรรมชาติแท้ ๆ​ แบบนี้คง​เป็นชีวิต​ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์จริง ๆ​
​และชอบใจ​ที่​ได้รู้จัก​กับ "น้องเหมย" ค่ะ​ บรรยาย​ได้เข้าใจเด๊ะ ๆ​ เลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : เชิงดอย [C-6367 ], [202.42.154.133]
เมื่อวันที่ : 22 พ.ย. 2548, 09.40 น.

แถวบ้านผมกินปลาร้าดุพอๆ​​กับคนอีสาน แตกต่างกัน​ที่ประเภทของปลา แถวบ้านผม​จะ​เป็นปลาร้าปลากระดี่ หรือไม่ก็ปลาตระกูลตะเพียนตัวขนาด 2 นิ้ว ส้มตำแถวบ้านผมใส่​ทั้งปลาร้า มะเขือเปราะ มะกอก มะเขือเทศ ถั่ว กุ้ง ​ที่สำคัญ​ที่ลืมไม่​ได้ก็​คือปลาหมึกแห้ง แช่น้ำหน่อย​ กินแล้ว​มันๆ​ ตอนนี้กินไม่ค่อย​ได้แล้ว​ครับ​ เดี๋ยวฟัน​จะติดปลาหมึก​ไปด้วย

รูปตัว​เป็นๆ​ของแมง​แม้เนี่ย นึกถึงหนอนมวนใบตอง หรือหนอนใบรัก ตัวเล็กกว่าดินสอเล็กน้อย กระดุ๊กกระดิ๊ก พันกัน​ไปมาอยู่​ในกระบอกไม้ไผ่

สมัยเด็กๆ​ผมมีอะไร​ให้จำเยอะ​ไปหมด คล้ายๆ​กัน ไม่ว่า​เป็นผักชี ขึ้น​ช่าย หอมน้อย ต้นหอม โอ้ย!!! เหมือนกัน​ไปหมด ก็เลย​จำประมาณว่า ไอ้​ที่ใหญ่ๆ​ เนี่ยให้มัน​เป็นพี่ ไอ้​ที่เล็กๆ​ก็​เป็นน้อง​ไป จำง่ายดี ยิ่งแก่ๆ​ หลงๆ​ ลืมๆ​ บ่อยๆ​ เนี่ย​ใช้​ได้เลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-6369 ], [213.103.128.253]
เมื่อวันที่ : 22 พ.ย. 2548, 14.09 น.

คุณเชิงดอยบอกว่า "ยิ่งแก่ ๆ​ หลงลืมบ่อย" ทำ​เอาต๊ะกะใจ​ไปเลย​ ​เพราะการเขียนรำพึง​ความหลังแบบนี้ทำให้พลอยเคลิ้ม​ไปว่า คุณ​เป็นละอ่อนน้อยวิ่งขึ้น​ลงดอยอยู่​เลย​ คิก คิก เพียง​แต่​จะบอกว่า เขียนนำเสนอ​​ความ​เป็นละอ่อน​ได้ดีค่ะ​
เดี๋ยว​จะ​ไปตามอ่านตอนใหม่ของวันนี้ค่ะ​...​.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : เด็กบ้านนอก [C-7906 ], [203.144.252.236]
เมื่อวันที่ : 06 มิ.ย. 2549, 08.06 น.

เรื่อง​นี้น่าอ่านนะครับ​ ​เป็น​กำลังใจให้นะครับ​ เขียนต่อนะครับ​ รออ่านอยู่​ เพิ่งเปิดมาเจอก็ชอบแล้ว​ครับ​ เนื้อหาสาระ น่าอ่านดี

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น