นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากซอกดอย : ม่อนดงซาง
เชิงดอย
... ข้างๆ​​บ้านผม​​เป็น​​ที่นาแคบๆ​​ ถัดออก​​ไปก็​​เป็นเนินหรือ​​ที่เรียกว่าม่อน ม่อนข้างๆ​​บ้านชาวบ้านเรียกว่า ’ม่อนดงซาง’...
ข้างๆ​บ้านผม​เป็น​ที่นาแคบๆ​ ถัดออก​ไปก็​เป็นเนินหรือ​ที่เรียกว่าม่อน ม่อนข้างๆ​บ้านชาวบ้านเรียกว่า ’ม่อนดงซาง’ ​เป็นป่าไผ่​ที่มีต้นซาง​เป็นหลัก ไม่ว่า​จะ​เป็นไม้ซางธรรมดาลำใหญ่ขนาดขา หรือซางบอมลำเท่าแขน ชายทุ่งมีต้นพุทราธรรมดา ​กับพุทราลูกเล็กๆ​สีตำๆ​ ​ที่เรียกกันว่า ‘มะตันขอ’ ถึงหน้าเดือนตุลามะตันขอออกลูกสุกสีดำเต็มปลายกิ่ง นกสารพัดเข้ามาเวียนแวะมาแย่งเด็กๆ​กิน สายๆ​หน่อย​หลังข้าวเช้า​ พวกแก๊งค์เด็กอย่างพวกผมก็มารวมพลกัน​ที่ลานหน้าบ้าน สะพายย่ามลูกหิน ห่อข้าวเหนียว ​กับกะปิ มะนาว เกลือ แล้ว​ก็ห้อยคอด้วยหนังสะติ๊ก พาเหรด​ไปป่าพุทราข้างๆ​บ้าน

ดงพุทรา​เป็นสถาน​ที่สำหรับล่าสัตว์ชั้นดีของพวกเด็กๆ​ อย่างผม นกสารพัด ไม่ว่านกกระราง นกปรอด นกกรงหัวจุก นกขี้หมาปู่ นกตะขาบ รวม​ไปถึงนกกระทา หรือนกคุ่ม หรือ​ถ้า​ไปเช้า​ๆ​หน่อย​ก็อาจ​จะเจอไก่ป่าลงมาหาเขี่ยกินลูกพุทรา ​ถ้าเจอไก่ป่างานนี้​ต้องเล่นกัน​เป็นทีม วิ่งอ้อมหน้า อ้อมหลัง ​ได้มั่งไม่​ได้มั่ง อย่างน้อยก็สนุกกันละ ยิงนก หรือไล่นกเสร็จก็ถึงตาคนกินพุทราต่อมั่ง เลือกต้น​ที่หวานๆ​ หน่อย​ หรือ​จะเรียกว่าต้น​ที่เปรี้ยว​และฝาดน้อย​ที่สุดมานั่งล้อมวงจิ้มกะปิ หรือเกลือ ปนขี้มือ เค็มๆ​ มันๆ​ ​กับข้าวเหนียว อร่อยดีไม่หยอก

กินอิ่มก็ถึงเวลานอนของแก็งค์เฮี้ยว นอนมันใต้ต้นพุทรานั่นแหละ​ ​แต่​ต้องหาต้นสาบเสือมาทำ​เป็นซุ้มบังไพร แล้ว​ก็เข้า​ไปนอนกัน พวก​ที่ยังไม่หลับก็เงี่ยหูฟังเสียงนก​ที่เข้ามากินลูกไม้ พอเข้าระยะกระสุน​เมื่อไหร่ก็ยิงทีนึง ​ได้ตัวนึงก็เฮฮากันทีนึง ถอนขนให้เรียบร้อย​ แล้ว​เข้ามานั่งซุ่มกันต่อ บางครั้ง​ได้นก​เป็นกอบ​เป็นกำ​เป็นสิบตัว แค่นั้น​ก็พอแล้ว​สำหรับเด็กๆ​ อย่างพวกผม เย็นมาก็หน้าบานหิ้วนก​ไปโชว์​ที่บ้าน แล้ว​ก็​ต้องลนไฟ​เพื่อ​เอาขนอ่อนออกแล้ว​ก็ผ่าท้องควักใส้ ​ที่เหลือก็​เป็นเรื่อง​ของผู้ใหญ่ละว่า​จะทำอะไร​ให้กิน ​ส่วนมากก็​จะทำปุ่น หรือป่น ก็เหมือนป่นของอีสานนั่นแหละ​ ใส่ข้าวคั่วหรือมะเขือเปราะต้มสุกเข้า​ไปด้วยให้มันเหนียว ​และหอม ผู้ใหญ่ทำ​กับข้าวเด็กๆ​อย่างผมก็​ต้องเก็บผักแกล้ม ไม่ว่า​จะ​เป็นมะเขือเปราะอ่อนๆ​ ผ่า 4 กินดิบๆ​อร่อยอย่าบอก​ใคร หรือไม่ก็มะเขือขื่น​กับมะอึก ​เอามาซอยบางๆ​ ใส่ถ้วยตะไล จากนั้น​กระซวกน้ำปลาพอท่วม ไม่รู้​เป็นไงผู้ใหญ่ชอบกันจัง ​แต่เด็กอย่างผมชิมคำก็หลับตาปี๋​เพราะขื่นคอ นอกจากมะเขือ ก็ยัง​ต้องเก็บต้นหอม หอมน้อย ผักชีฝรั่ง หรือหอมน้อยเจียงใหม่ ยอดกระถินข้างรั้ว ช่วงไหนมะรุมออกดอกก็เด็ดดอกมาสักสองสามพวง ​เอามาลวกจิ้มน้ำพริก หวานๆ​ อร่อยดีแท้

เดือนพฤษภา หลังฝนแรกสักเดือน ป่าเริ่มเขียวอีกครั้ง กอไผ่เริ่มแตกใบ หมายถึงหน้าหน่อไม้มาถึงแล้ว​ ม่อนดงซางเริ่มมีคนเข้า​ไปหาหน่อไม้ หน่อซางอันเท่าขาเด็กอย่างผม เด็กอย่างผมก็​ต้อง​ไปกะเค้าด้วย​เพราะอยากสนุก ป่าไผ่อุดม​ไปด้วยยุง ริ้น คอยตอมดูดเลือด ไม่ว่า​จะปัดยังไงมันก็หาทางเกาะจน​ได้ สุดท้ายผมก็เลย​​ต้องแปลงร่าง​เป็นสางขียวของพนมเทียน ​โดยการ​เอาใบสาบเสือขยี้ผสมน้ำบ่อน้อยทาถูให้ตัวมีกลิ่น เท่านี้ก็พอกันเรือด ริ้น​ได้พอสมควร หน่อไม้​ที่อยู่​บริเวณม่อนดงซางก็อย่าง หน่อไม้ไร่ หน่อไม่ซาง หน่อไผ่ หน่อบง

หน่อไม้ไร่ ​จะออกช้ากว่า​เพื่อนหน่อย​ ​แต่​ถ้า​เป็นหน่อ​ที่จมดิน​จะหวานพอแกง​ได้ เสียอย่างเดียว​คือหน่อมันเล็ก​ไปหน่อย​ ดังนั้น​เค้า​จะหักตอนหน่อมันพ้นดินมาซักคืบนึง​เอามาต้มทำยำหน่อไม้ใส่น้ำปู หรือไม่ก็รอหน้าเดือนเมษาตอนฝนแรกหาเก็บหน่อไม้​ที่ออกตามหัวไร่​ที่เค้าถางไว้ เรียกกันว่าหน่อลูนไฟ ​เอามาแกงใส่ย่านาง ใบชะอม ชะพลู แก้อยาก​ได้พอสมควรเลย​ทีเดียว

หน่อไม้ซางมีขนาดใหญ่ เสียอย่างเดียว หน่อซาง​ที่โผล่พ้นดินมาแล้ว​​จะไม่ค่อยอร่อย แล้ว​กอซางชอบอยู่​ข้างห้วย บางครั้งขุดลึกครึ่งขา​เพื่อ​เอาหน่อเดียว ​แต่ยิ่งขุดลึกยิ่งดี หน่อไม้​ที่​ได้​จะขาว อ่อน กรอบ แล้ว​ก็หวาน ต้มกิน​กับน้ำพริกน้ำปู อร่อยอย่าบอก​ใครเชียว

หน่อไม้ไผ่ : กอไผ่​เป็น​ที่ๆ​ เด็กๆ​อย่างพวกผมชอบ​ไปแวะเวียนอยู่​เสมอ ตั้งแต่สงกรานต์ก็​ไปตัดไม้แก่ซัก 3 ขวบ​เป็นอย่างน้อย มาทำสะโพก​เอาไว้​จะจุดไล่สังขารกลางคืนวัน​ที่ 12 ต่อถึงเช้า​วัน​ที่ 13 หมดสงกรานต์ก็แวะ​ไปแหย่รังหนูท้องขาว หางู ​แต่พอถึงอีตอน​ที่ขุดหน่อไม้นี่แหละ​​เป็นเวลา​ที่ไม่อยากเข้าใกล้กอไผ่​ที่สุด หนามก็เยอะ หน่อก็อยู่​ลึก มดง่ามก็แยะ โอ้ย! ​แต่หน่อไผ่มันอร่อย แกงแล้ว​ให้น้ำแกง​ที่หวาน​ที่สุด ดังนั้น​ก็เลย​​ต้องจำใจเข้า​ไปให้​ได้ อีตอนขาเข้าเนี่ยไม่ยากหรอกครับ​ ค่อยๆ​แหวกหนามเข้า​ไป แล้ว​ก็นั่งขุด​ไป กระเถิบเข้า​ไปอีกนิด ชิดๆ​เข้า​ไปอีกหน่อย​ เผลออีกที อ้าว! มาอยู่​กลางกอซะแหล่ว งานนี้ละ ​ถ้าไม่มีมีดพร้าเข้ามาละก้อแทบ​จะถอดเสื้อมุดออก​ไปเลย​ทีเดียว ​เพราะหนามไผ่เจ้ากรรมชอบเกี่ยวเหลือเกิน ปลดซ้ายเกี่ยวขวา ปลดขวาเกี่ยวซ้าย แทบตาย เฮ้อ!!! กว่า​จะออกมา​ได้ก็​ได้ลายตามแขนตามขามาหลายลาย อาบน้ำตอนเย็นละแสบแทบร้องไห้

หน่อบง เอ๋ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนแถวกรุงเทพ​จะเรียกว่าอะไร​ ​เป็นกอเหมือนกอไผ่ นี่แหละ​ ชอบอยู่​ข้างห้วย กอ​จะตัน ลำไผ่ในกอเบียดแน่น หน่ออยู่​ไม่ลึก ​ที่สำคัญเค้าถือกันว่าแกง​ได้อร่อย​ที่สุด ดังนั้น​พอฝนเริ่มลงก็​จะมีคนแวะเวียน​ไปเขี่ยรอบกอซะลายพร้อย เผลอๆ​ ลองขุดดูอีกต่างหาก​ใครเร็ว​ใคร​ได้ละงานนี้

อย่าพึ่งสงสัยว่ารู้​ได้ไงว่ากอไผ่เริ่มแทงหน่อแล้ว​ เค้าสังเกตกันจากกอไหน​ที่ใบมันออกใหม่หนา​เป็นพุ่ม ​ซึ่งปกติกอไผ่​จะใบไม่หนาขนาดนั้น​ ปกติ​ถ้าฝนลงตามฤดูกาล มีฝนหัวปีเยอะหน่อย​ หน่อไม้ซาง​จะออกเต็ม​ที่ประมาณวัน​ที่ 26 พฤษภา เด็กขี้เกียจอย่างผมก็​ได้​แต่หาหน่อซางเท่านั้น​เอง หน่ออื่นขี้เกียจหา หน่อก็เล็ก หาก็ยาก เล่นหน่อซางสวยๆ​ ซัก 3-4 กอก็แทบ​จะเต็มย่าม ​เอาเสียมหามกลับบ้านแทบไม่ไหว

ปกติแล้ว​หน้าหน่อไม้ ​จะมีเห็ดขอนขาวเยอะ เดิน​ไปก็มองขอนไม้ หรือตอไม้ผุๆ​​ไป ​ถ้าเจอซักขอนละคุณเอ๋ย หาใบตองหรือใบสักห่อ รัดด้วยเถาวัลย์ห้อยคู่กะย่ามออกจากป่าเนี่ย มันเท่ห์น่าดูเลย​ เดินกลับบ้าน​ไปก็มองหาผัก​ไปด้วย เจอชะพลู ใบมะตูม ย่านางก็เด็ดๆ​ ยัดย่ามกลับ​ไปด้วย ​แต่ก็เหอะ เด็กอย่างผมเนี่ยทำอะไร​มันก็ไม่ค่อย​ได้ดีเท่าไหร่ เด็ดย่านางอยู่​ดีๆ​ เผลอเด็ดรางจืดหรือไม่ก็ใบ​ที่คล้ายๆ​ย่านางใส่​ไปด้วยทุกที กลับ​ไปถึงบ้านก็​ต้อง​ได้​ไปเด็ดย่านางใหม่อยู่​ดี เฮ้อ!!!

คลิกดูภาพขยาย
พอเดือนกรกฎาคม หน่อไม้กลาย​เป็นลำยาวท่วมหัว เด็กแสบอย่างพวกผมก็​ได้ฤกษ์ ​ไปเ​ที่ยวม่อนดงซางอีกครั้งนึง ​แต่รอบนี้ไม่​ได้​ไปหาหน่อไม้ เรา​ไปหากว่าง กว่างหรือด้วงกว่าง ​เป็นแมลงปีกแข็งมี​เขาอย่างน้อย 1 คู่ ​ถ้า​เขาสั้นๆ​ ก็เรียกว่ากว่างกิ ​เอาไว้ชนกันเล่นไม่​ได้ ​เอาไว้คั่วกินอย่างเดียว พวกผม​จะเดินเลาะ เดินวน​ไปตามกอไผ่ แหงนมองยอดหน่อไม้​ที่แทงขึ้น​​ไป กว่าง​จะชอบเกาะดูดน้ำของหน่อไม้ หาไม้เคาะหน่อไม้หรือหาไม้ยาวๆ​สอยมันก็ร่วงลงมาแล้ว​ ​ได้ตัวสวยๆ​ ​เขายาวๆ​ ตัวใหญ่ๆ​ ก็เก็บใส่ย่าม ตัวไหน​เขาสั้น​เป็นกว่างกิก็เก็บ​ไปคั่วเกลือ ​เป็นการคัดพันธุ์อย่างนึง ​ถ้าดวงดีก็เจอกว่าห้า​เขา​ซึ่งถือว่า​เป็นสุดยอดหายากของกว่าง ​แต่ก็​เอาไว้อวดพรรคพวก​ได้อย่างเดียว ไม่มี​ใครชนด้วย​เพราะจับเปรียบมวยแล้ว​ตัวโตเกิน​ไป


กว่างนอกจากหาตามป่าไผ่แล้ว​ ยังหา​ได้ตามต้นแคร่ หรือไม่ก็ต้นมะค่า กว่างค่า​เป็นกว่าง​ที่ชนเก่ง ทน แข็งแรง อีตอนจับก็ยากเย็นแสนเข็ญ ​เพราะต้นมะค่า​แต่ละต้น มันเกิน​จะโอบ​ทั้งนั้น​ สูงก็สูง เจอทีก็​ต้องหาเก็บกิ่งไม้หรือไม่ก็ฝักมะค่านั่นแหละ​ ปาให้แม่นๆ​ ให้กิ่ง​ที่กว่างเกาะขาดหรือกระเทือนให้กว่างหล่นลงมา

นอกจากหาแล้ว​ กว่างกิยัง​สามารถ​เอามาต่อ​ได้ ประสาเด็กๆ​ เรียกกันว่าตั้งกว่าง ​โดยการ​เอากว่างกิ มาผูก​เขาติด​กับท่อนอ้อย แล้ว​​เอา​ไปแขวนไว้ตามระเบียงบ้าน หรือไม่ก็ใต้ต้นไม้หลังสวน ​โดยเฉพาะต้นมะขามหน้าคอกหมู รุ่งเช้า​ก่อน​ไปโรงเรียนตัวแสบอย่างผมก็​จะรีบคว้าไฟฉายย่อง​ไปตรวจดูกว่าง ​ถ้ามีกว่างดีๆ​ ติดมาก็​เอามาใส่ปี๊บ ให้เกาะกินอ้อยหวานๆ​ อย่างดี ​ถ้า​เป็นกว่างตัวเมียก็เก็บไว้ตรงกระป๋อง​ที่อ้อยชิ้นปลาย จืดๆ​ ​แต่​ถ้า​เป็นกว่างกิก็เสร็จผม ​เอา​ไปชนกะกองไฟให้กลิ่นหอมฉุย กิน​กับข้าวเหนียวอุ่นๆ​ อร่อยดีนักแล

เกมส์ชนกว่าง ​เป็นกีฬาเหมือน​กับไก่ชน เด็กๆ​​จะช่วยกันประคบประหงมกว่าอย่างดี ปี๊บ​ที่ใส่กว่าง​ต้องมีน้ำหล่อกันมดขึ้น​อ้อย ​เพราะไม่งั้นมด​จะกัดขากว่างทำให้กว่างขาตาย แล้ว​ไม่มีแรงเกาะพื้นตอนงัดสู้​กับกว่างตัวอื่น กว่างตัวเก่งๆ​ ​จะไม่​ได้ผสมพันธ์​กับกว่างตัวเมีย ​เพื่อให้มันคึก ยิ่งคึกก็ยิ่งดุ เด็กๆ​​จะทำไม้ปั่นกว่าง ​โดยการเหลาไม้กลมๆ​ เหมือนตะเกียบ ควั่นร่องไว้ ​เอาสังกะสีมาพันรอบ เวลาปั่น​จะมีเสียงกิ๊งๆ​ หลอกให้กว่างเดินเข้าหา​และงัด ​เป็นการฝึก กว่าง​ที่คึกเต็ม​ที่ไม่จำ​เป็น​ต้องปั่นไม้ แค่ทำเสียงกิ๊งเดียวพวกก็รี่เข้ามาหาแล้ว​ กว่างตัวไหนตัวสวยๆ​ ​แต่ใจไม่ถึงก็​จะ​เอาไว้หลอกขาย​เพื่อนหรือไม่ก็​เอาไว้ทำพ่อพันธุ์ต่อ​ไป

สังเวียนกว่าง ​เป็นเวทีต่อสู้ของกว่างยาวประมาณฟุต ท่อนขนาดเท่าแขน ​ส่วนมากทำจากไม้นุ่น ​เพราะเหลาง่าย​ที่สุด ​และเนื้อนิ่ม​ที่สุด การต่อสู้​จะ​เอากว่างสองตัววางคนละปลายไม้ แล้ว​​เอากว่างตัวเมียล่อให้สองตัวดมแล้ว​เดินเข้าหากัน ​เมื่อมาเจอกันกว่าง​จะชนกันทันที ​ทั้งงัด ​ทั้งคีบ
กว่างเก่ง​จะพยายามงัดคู่ต่อสู้แล้ว​คีบปากด้านล่างของคู่ต่อสู้ เสียงเชียร์ของเด็กๆ​ ระงม​ไป​ทั้งบ้าน ผู้ใหญ่​แต่ใจไม่โต​จะมายืนอมยิ้มดูอยู่​ข้างหลัง ฮั่นแน่! ผมรู้นะว่าอยากเล่น ​แต่เขินใช่มั้ยล่ะ

การแข่งขัน​จะแพ้ชนะกันก็ต่อ​เมื่อกว่างตัวใดตัวหนึ่ง​ถอดใจถอยหนี ไม่ยอมสู้ หรือโดนคู่ต่อสู้คีบยกขึ้น​มาจากสังเวียน​โดย​ที่ขาลอยจากพื้นทุกข้าง ผู้ชนะก็ราคาขึ้น​ เจ้าของยิ้มแก้มตุ่ยกลับบ้าน ​ส่วนผู้แพ้ก็อาจ​จะกลาย​เป็นอาหารเช้า​ของเจ้าของต่อ​ไป

ฤดูกาลกว่าง​จะสิ้นสุด​เมื่อออกพรรษา เด็ก​ที่เล่นกว่าง มือ​จะ​เป็นจุดๆ​ ​เนื่องจากรอยตีนกว่าง​ที่คมจิกให้หนัง​เป็นรอย วันไหนครูตรวจมือละก็โดนตีแน่นอน​เพราะครูบอกว่าบาป ​แต่​เอาเหอะ บาปก็บาป โดนตีหน้าเสาธงก็ยังเล่นกว่าง ก็มันสนุกนี่นา ก่อนปล่อยกว่าง ผม​จะ​เอากว่าง​ที่ลักษณะสวยๆ​ ใส่รวม​กับกว่างตัวเมีย ให้มันผสมพันธุ์​กับตัวเมียทุกตัว​ที่มีอยู่​ แล้ว​ก็ปล่อยในคืนก่อนออกพรรษา ลาก่อนกว่างจ๋า...​ ปีหน้ามาเล่นกันใหม่เน้อ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1262 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย : ม่อนดงซาง
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๗๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6306 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 16 พ.ย. 2548, 17.18 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-6328 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : 18 พ.ย. 2548, 18.46 น.

สวัสดีค่ะ​ คุณเชิงดอย ชอบอ่านเรื่อง​แบบนี้มากเลย​ค่ะ​ อ่านแล้ว​ก็นั่งนึกภาำพตาม

คุณเชิงดอยมีวัตถุดิบในการเขียนเรื่อง​แบบนี้น่า​จะลองผูก​เป็นเรื่อง​ดูแล้ว​เขียนออกมา​เป็นแบบนิยายพื้นบ้านนะคะ​ เราอาจ​จะ มี ลูกเชิงดอย ​ซึ่งน่าอ่านๆ​ ​และสนุกๆ​ เหมือนลูกอีสาน ของคุณคำพูน บุญทวีก็​ได้ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : เชิงดอย [C-6352 ], [202.42.154.133]
เมื่อวันที่ : 21 พ.ย. 2548, 12.57 น.

อยากเขียน​เป็นเรื่อง​​แต่ก็ไม่เคย​เป็นเรื่อง​ซักทีครับ​ ก็เลย​​เอาแบบ​ที่เราถนัดดีกว่า ​ถ้าเขียน​เป็นเรื่อง​ยาวๆ​ เนี่ยผมว่าผมหาทางจบไม่ลงแน่
เขียน​ไปเรื่อยๆ​ นึกอะไร​​ได้ก็เขียน เหมือนเขียนไดอารี่นึกออกก็เขียน

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น