นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากซอกดอย
เชิงดอย
...ผม​​เป็นเด็กบ้านป่า ​​จะว่าเกิดกลางป่าก็​​ได้ ​​เพราะหมู่บ้านอยู่​​กลางป่า ​​ถ้านั่งรถเข้าเมืองก็​​ต้องออกบ้านตั้งแต่ตี...
เด็กบ้านป่า
ผม​เป็นเด็กบ้านป่า ​จะว่าเกิดกลางป่าก็​ได้ ​เพราะหมู่บ้านอยู่​กลางป่า ​ถ้านั่งรถเข้าเมืองก็​ต้องออกบ้านตั้งแต่ตีห้า ถึงในเมืองก็เกือบเ​ที่ยง ถนนหนทางก็​เป็นทาง รพช. ราดฝุ่น ออกมาจากบ้าน​เป็นคนไทยหัวดำ พอมาถึงในเมือง​เป็นฝรั่งหัวแดงทุกที รถยนต์​ทั้งหมู่บ้านมีอยู่​สองคัน เค้าเรียกกันว่ารถคอกหมู ​เป็นรถกระบะคันใหญ่เสริมไม้​เป็นหลังคาใส่​ที่นั่งไม้ ขนสารพัดตั้งแต่ถั่วลิสงยันหมู​เป็นตัวๆ​ วันนึงมีรถเข้าเมืองแค่รอบเดียว หน้าฝน​ถ้าฝนตกเยอะๆ​ ก็เข้าเมืองไม่​ได้​เป็นเดือน เจ็บไข้​ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อนก็หาหมอเถื่อน หรือไม่ก็หมอน้ำมนต์

โตมา​ได้จนป่านนี้​โดยไม่เคยแข้งขาหักหรือหัวแตกนับว่า​เป็นเรื่อง​​ที่น่าเหลือเชื่อสำหรับเด็กบ้านป่าอย่างผม บ้าน​ที่ผมพูดถึง​เป็นบ้านเกิด​ที่อยู่​มาตั้งแต่เด็กจนเกือบ​เป็นหนุ่ม ​เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ ​ที่มีเสา​ที่โต​ที่สุดสมัยนั้น​ พ่อมัก​จะเล่าด้วย​ความภูมิใจเสมอว่า บ้านหลังนี้พ่อปลูกเอง​กับมือ ตั้งแต่กรานไม้ต้นใหญ่​เป็นปีก่อนตัด​เพื่อให้ไม้แห้งตาย จากนั้น​เลื่อยด้วยเลื่อยชัก เด็กสมัยนี้คงเคยเห็น​แต่เลื่อยโซ่ เรื่อง​เลื่อยโซ่นี่​เอาไว้​จะเล่าให้ฟังทีหลัง

เลื่อยไม้เนี่ย​ถ้ามันต้นเล็กๆ​ เท่าขามันก็ไม่​ได้ยากเย็นอะไร​ ​แต่​ถ้า​เป็นต้นใหญ่ๆ​เท่าสองคนโอบเนี่ย ต้นไม้​แต่ละต้นแทบ​จะแลกมาด้วยชีวิต คนตัดไม้​ต้องดูก่อนว่าไม้​จะล้มข้างไหน จากนั้น​ก็บากข้าง​ที่​จะล้มก่อน เลื่อย​ไปก็​ต้องตอกลิ่ม​ไป​เพื่อไม่ให้ต้นไม้หนีบเลื่อย พอเลื่อย​ได้ซักเกือบครึ่งก็​ต้องดึงเลื่อยกลับมาเลื่อยด้านหลัง ทีนี้ละ​ต้องระวังตัวกันหน่อย​ อีตอน​ที่ต้นไม้มัน​จะล้มเนี่ยมัน​จะมีแรงดีดถอยหลัง ก็คงเหมือนแรงฮึดสุดท้ายก่อนตายนั่นแหละ​ มอดไม้ตาย​เพราะไม้ดีดมาเยอะแล้ว​ คิดดูว่า​เขาทรายหมัดกระติ๊ดเดียวยังสอยนักมวยญี่ปุ่น​ได้ซะร่วงนับแปด แล้ว​ไม้สองคนโอบเนี่ยโดนเข้า​ไปละพลั่กเดียว ​ถ้าไม่คางเหลือก็​ได้ขุดหลุมกันเลย​ทีเดียว

หลังจากตัดไม้ทำเสาเสร็จก็​ต้องหาไม้กระดาน ไม้ขื่อ ไม้แป ​ถ้า​เป็นสมัยนี้น่ะหมูๆ​ (ฮั่นแน่ ภาษาวัยรุ่นเชียว) ดันเข้าเลื่อยวงเดือนไม่กี่ทีก็​เป็นแผ่นแล้ว​ ​แต่สมัยก่อนเนี่ยทำอะไร​มันยากเหลือเกิน ​ต้องตั้งโรงเลื่อยหรือ​ที่บ้านผมเค้าเรียกว่าค้างเลื่อย อ๊ะ อย่านึกว่ามัน​จะเหมือนค้างพลูนะครับ​ ค้างเนี่ย​ต้องอยู่​ริมตลิ่ง สูงท่วมหัว ​ใช้ช้างลากไม้ขึ้น​ตลิ่ง แล้ว​งัดไม้ลงมาค้างอยู่​บนค้าง งานนี้ละ หมูขึ้น​เขียง ไม่ว่ายังไง หมูก็​เป็นหมูป่าอยู่​ดี ​ต้องเปลี่ยนเลื่อยมา​เป็นเลื่อย​ที่ชักแนวตั้ง คนนึงอยู่​บนค้างคนนึงอยู่​ใต้ค้าง เปิดปีกไม้ แล้ว​ก็​ต้องค่อยๆ​เลื่อยทีละแผ่นๆ​ เฮ้อ...​...​คิดแล้ว​​ถ้าไม่มีเลื่อยโซ่หรือเลื่อยไฟฟ้า ป่านนี้ไม้ก็คงไม่หมดป่าให้​เป็นทุ่งดอกบัวตองหรอก

คุยถึงเรื่อง​เลื่อยเนี่ยคง​ต้องคุยให้ฟังซะหน่อย​ เลื่อย​ที่​ใช้เลื่อยไม้กระดานเนี่ยมีอยู่​สองอย่าง ​คือเลื่อยตั้งกะเลื่อยนอน เลื่อยตั้ง​เป็นเลื่อยคมหนา กินไม้เร็ว ​แต่ก็เสียเนื้อไม้เยอะ ตังนั้น​เค้า​จะ​เอาไว้เลื่อยเปิดปีกไม้ หรือเลื่อยไม้ขื่อ ไม้คาน​ทั้งหลาย ​ส่วนเลื่อยนอนเนี่ยฟัน​จะละเอียดยิบ ใบบาง ​เอาไว้เลื่อยไม้กระดาน ไม้ฝา ​ความเร็วในการเลื่อยเนี่ยอยู่​ประมาณ วันละไม่กี่แผ่น คิดดูเถอะว่ากว่า​จะ​ได้คฤหาสน์ซักหลังเนี่ยมัน​ต้องหมดเวลา​ไปกี่ปี

อ้าว! ออกนอกเรื่อง​​ไปไกลเลย​ อ้อมกลับมาเข้าเรื่อง​กันดีกว่า ตอนเด็กๆ​ สมัยโน้นไฟฟ้ายังไม่มี ทุกบ้าน​ต้อง​ใช้ตะเกียง หกโมงเย็นก็​ต้องรีบอาบน้ำให้เสร็จ ไหนๆ​ก็เข้าเรื่อง​อาบน้ำแล้ว​ เรื่อง​อาบน้ำสมัยเด็กๆ​เนี่ย สนุกมาก ​ต้องสาวน้ำจากบ่อน้ำกลมๆ​ กรุด้วยอิฐมอญก้อนใหญ่ๆ​ ใส่ตุ่มหรือไม่ก็น้ำครุ กะพ้อมหรือ​ที่แถวบ้านเรียกว่าน้ำทุ่งก็ทำด้วยไม้ไผ่สานยาชันกันรั่ว ​แต่ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมันไม่รั่วซักที ตักน้ำจากบ่อเนี่ยมันก็​ต้องมีเทคนิคเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเด็กๆ​ แก่นๆ​ อย่างผม​จะตัก​ได้ง่ายๆ​ ​ต้องหย่อนน้ำครุลงน้ำ แล้ว​ลากเอียงๆ​บนผิวน้ำให้น้ำไหลเข้า​ไปซักหน่อย​แล้ว​ก็สาวขึ้น​มาซักศอกนึงแล้ว​ปล่อยให้มันกระแทกน้ำให้ดังตุ๋ม ทีนี้ละน้ำครุก็​จะจมน้ำ​ไป​ทั้งลูกมีน้ำเต็มใบ ฮั่นแน่อย่าพึ่งคิดว่าหมดเทคนิคเท่านี้นะครับ​ อีตอนสาวขึ้น​นี่แหละ​สำคัญ ​ถ้าน้ำครุมันเก่าชันมัน​จะรั่วมาก​ต้องกลั้นใจสาวด้วย​ความเร็วสูงสุด ​เพื่อให้น้ำมันรั่วออก​ไปน้อย​ที่สุดกว่า​จะเทลงน้ำครุ

ตักน้ำเสร็จก็​พอดีมืด สลัวๆ​ เด็กอย่างผมก็แก้ผ้าอาบมันแถวๆ​ บ่อนั่นแหละ​ ข้างๆ​บ่อ ​จะมีดงต้นหมากผู้อยู่​ ตาเค้า​จะ​เอาไม้พาดขวางกิ่งไม้ไว้ทำ​เป็นร้านสบู่ ขัน ​และ​ที่สำคัญ ​เอาไว้วางตะเกียง ​ถ้า​เป็นหน้าร้อนละคุณเอ๊ย อาบน้ำสนุกเชียว ​แต่​ถ้า​เป็นหน้าหนาวเนี่ยมันทรมานเหลือเกิน อาบ​ไปสั่น​ไป​เป็นลูกหมาตกน้ำเลย​ทีเดียว บางทีอาบๆ​อยู่​ลมกระชากมาวูบเดียว อาบเสร็จทันที​เพราะมันหนาวจนสั่นสะท้าน ​แต่ก็คง​เป็น​เพราะ​เป็นเด็กบ้านนอก ภูมิต้านทานสูงมันก็เลย​ไม่เคย​เป็นไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมให้ปวดหัว อย่างมากก็ขี้มูกย้อย​เป็นงา แผล็บๆ​ เผลอๆ​ก็แลบลิ้นตวัดเข้าปากซะเลย​ อร่อย!

กว่า​จะอยู่​กัน​พร้อมหน้า​พร้อมตาก็อาบน้ำกัน​ทั้งบ้าน บ้านผม​เป็นครอบครับ​ใหญ่ มี​ทั้งตา ยาย พี่ น้อง น้า อา ตอนกินข้าวเด็กๆ​​จะถูกแยกอีกวงนึง ​พร้อม​กับข้าวพิเศษเผ็ดน้อยหน่อย​ ตะเกียงน้ำมันก๊าดกระป๋องนมวงละอัน ตั้งข้างขันโตก กิน​ไปมองหน้ากัน​ไป แสงตะเกียงเหลืองๆ​ ส่องวูบวาบ ดูเหมือนว่า​กับข้าวมื้อเย็น​เป็นมื้อ​ที่อร่อยเหลือเกิน ​ได้นั่งล้อมวงกินข้าว​ทั้งครอบครัว คุยกัน​ไป กินกัน​ไป เทียบ​กับสมัยนี้แล้ว​ต่างกันลิบลับ ต่างคนต่างกิน มันเหมือนอยู่​ตัวคนเดียวเลย​แฮะ

หลังข้าวเย็น​เป็นเวลา​ที่ผมชอบ​ที่สุด ตา​จะชวน​ไปนั่งชมจันทร์ ​ที่ชานบ้าน ตา​จะเล่าเรื่อง​สารพัดให้ฟัง ไม่ว่าเรื่อง​สงครามโลกครั้ง​ที่สอง เรื่อง​ผี เรื่อง​เทวดา ตาเล่า​ไป ผมก็​ต้องมีหน้า​ที่มวนบุหรี่​ไปด้วย ยิ่งมวนสวย ตาก็​จะหลับตาเล่าเรื่อง​ให้ฟัง บางครั้งก็จ๊อย ฮ่ำ(ร่ำ) เรื่อง​ให้ฟัง ไม่ว่าเรื่อง​เจ้าลำปาง เรื่อง​บั้งไฟ คิดถึงเรื่อง​​ที่ตาเล่า​เมื่อไหร่ ผมยังจำกลิ่นบุหรื่ขี้โย มวนใบตองแห้ง กลิ่นหอมฉุนๆ​ ​ได้เสมอ​แม้ว่าผ่าน​ไปหลายสิบปีมาแล้ว​

วันไหนน้าชายมีนัด​ไปแอ่วสาว ฮั่นแน่! มีเหรอไอ้ตัวแสบประจำบ้านอย่างผม​จะไม่​ไป​เป็นก้างขวางคอ สมัยโน้นบ่าวคนไหนมีรถถีบคันใหญ่ ยี่ห้อฮัมเบอร์ ถือว่าเท่มากๆ​ ​และ​ถ้าหนุ่มไหนมีมอเตอร์ไซค์เนี่ยถือว่าสุดยอดแล้ว​หละ ​ส่วนมาก​จะ​เป็นรถผู้ชายอย่างฮอนด้าหมู ยามาฮ่าแมวป่า หรือ​ถ้า​เป็นรุ่นใหม่สุดๆ​ ก็​เป็น สิงห์สำอางค์ ยามาฮ่าดีที 100 น้าชายผมก็มีเหมือนกันนะ ยี่ห้อมอเตอร์ขาแล้ว​มีผม​เป็นคนขับอยู่​บนบ่าแทน

บ่าวสมัยก่อนโน้น ไม่​ได้ดุเดือดเหมือนสมัยนี้ ไม่​ได้ยกพวกตีกัน หรือแอบยิงแล้ว​หนีเหมือนสมัยนี้ บ่าวสมัยโน้น​ไปไหนมาไหนตอนกลางคืนเค้า​จะหิ้วซึง​ไปกัน แล้ว​​จะ​ไปกัน​เป็นกลุ่ม 2-3 คน หรือมากกว่านั้น​ก็แล้ว​​แต่ เดิน​ไปก็ร้องเพลงซอจีบสาว​ไป ผ่านบ้านไหน​ที่ลูกสาวสวยเค้าก็​จะร้องเพลงแซวอยู่​หน้าบ้าน หรือไม่ก็ขึ้น​​ไปกินน้ำกินท่า คุยกัน​ที่ชาน สาวก็นั่งอีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ​ไปคุยกัน​ไป แม่สาวก็นั่งกันท่า​โดยการนั่งปั่นฝ้าย ไอ้หนุ่มคนไหนสนิทหน่อย​ก็ถือโอกาสช่วยสาวแกะฝ้ายหรืออะไร​ก็ว่า​ไป บางรายจีบ​ไปจีบมาชัก​จะออกคารมเกิน​ไปหน่อย​ ว่า​ที่พ่อตาก็​จะกระแอมดัก​เป็นทีๆ​ ​ไป ยิ่ง​ถ้าบ้านไหนหวงลูกสาวมากๆ​ เค้าก็​จะแซวว่าบ้านนี้พ่อสาว​เป็นวัณโรคเลย​ก็มี ​เพราะกระแอม​ได้​ทั้งคืน

คืนเดือนเพ็ญ ​จะ​เป็นคืน​ที่สนุก​ที่สุด เดือนแจ้งมองเห็นทางสว่างเหมือนกลางวัน หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เดินตามถนนฝุ่นฟุ้ง เสียงซึง เสียงซอร้องโต้กัน​ไปกันมา​ระหว่างบ่าว สาว หรือบางทีก็บ่าวร้องแก้ข่มกัน​ไปกันมา กองเชียร์ชอบใจโห่กัน​เป็นตลบๆ​ เด็กๆ​อย่างผมฟังกะเค้าไม่รู้เรื่อง​ ​ได้​แต่เล็มเมี่ยงหวานอยู่​นั่นแหละ​ กินจนน้าชาย​ต้องไล่ให้​ไปเล่น​กับ​เพื่อนข้างบ้านสาวรอ ​เพราะ​ถ้านั่งต่อ​ไปก็คงกินเมี่ยงเค้าหมดบ้านกัน​พอดี เอิ๊ก...​ อิ่ม

บ่าวสมัยนั้น​เค้า​จะชิงไหวชิงพริบ เชิงจีบสาวกัน เวลาจีบก็​จะแย่งกันจีบ บ้านไหนสาวงาม บ่าว​จะมานั่งคุยจนดึก บ่าวหลายคนก็ช่วยงานกันคนละอย่าง คนแรกช่วยหาบน้ำ ใส่โอ่งหน้าบ้าน อีกคนช่วยผ่าฟืน อีกคนช่วยอีดฝ้าย สรุปแล้ว​บ้านไหนลูกสาวสวยเนี่ยงานบ้านเล็กๆ​น้อยๆ​ หนุ่มๆ​เค้าก็​จะช่วยทำให้เสร็จ บ่าวสมัยนั้น​​ถ้าเค้าเขม่นกัน ​จะไม่มีการยกพวกตีกัน ​แต่​จะวัดกันตัวต่อตัว เค้าถือว่านี่แหละ​นักเลงจริง แพ้​เป็นแพ้ แก้มือ​เมื่อไหร่ก็​ได้บอกมา ผมเคยเห็นหนุ่มคู่นึงตีกันตั้งแต่เด็กจนเกือบแก่ ตีกันจน​เป็น​เพื่อนกัน งานวัด งาน​แต่ง คู่นี้เจอกัน​เมื่อไหร่ จัดเวที​ได้เลย​ หมดงานก็เลิกกัน​ไป จนสุดท้ายออกเรือน​ไป​ทั้งคู่ สุดท้ายจับมือนั่งกินเหล้าคุยกันยันแก่

​เอาไว้วันหลังผม​จะมาเล่าเรื่อง​สนุกๆ​ ต่อละกันครับ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1253 Article's Rate 9 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากซอกดอย
ผู้แต่ง เชิงดอย
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๗๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6248 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 10 พ.ย. 2548, 15.02 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รจนาอยู่นอกดอยค่ะ [C-6249 ], [213.103.128.253]
เมื่อวันที่ : 10 พ.ย. 2548, 16.01 น.

เยี่ยม เยี่ยม ​เป็นเรื่อง​เล่าจากซอกดอย​ที่น่าสนใจ ​ได้​ความรู้ ​และสนุกอีกต่างหากค่ะ​
ชอบตอน​ที่บอกว่า แอบกินขี้มูกนี่แหละ​ อึ๋ย ​ได้บรรยากาศจริง ๆ​
แล้ว​เขียนมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-6296 ], [203.114.124.44]
เมื่อวันที่ : 15 พ.ย. 2548, 20.03 น.

เล่า​ได้สนุกมากค่ะ​ รออ่านอีก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : แสนรัก [C-6385 ], [133.70.6.184]
เมื่อวันที่ : 23 พ.ย. 2548, 15.30 น.

อ่านแล้ว​เพลินดีค่ะ​ ​ได้บรรยากาศ...​​จะติดตามเรื่อยๆ​นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น