นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๘
แม่น้ำยามศึก
SONG-982
...​​เพราะมัว​​แต่​​เอาใจ​​เขามาใส่ใจเรา จนบางครั้งเผลอคิด​​ไปว่า "อย่าง​​เขา" น่า​​จะมี​​ความสุขมีหน้ามีตากว่า "อย่างเรา" ลืม​​ไปสิ้นว่า "สุขตามอัตภาพ" ​​เป็นอย่างไร จนค่านิยมแบบลัทธิ​​เอาอย่างเข้มข้นอยู่​​ในสายเลือดคนไทยอย่างไม่จืดจาง​​ไป​​ได้ง่ายๆ​​...
รำคาญบ้างไหม เวลา​ที่คนสนิทของเรา พูด​เป็นทำนองว่าให้ดูคนนั้น​คนโน่น​เป็นเยี่ยงอย่าง ​เขาดีอย่างนั้น​ดีอย่างนี้ ทำไมเราทำ​ได้ไม่เท่า​กับ​เขา ​กับคนอื่นคงไม่เท่าไหร่ ​แต่​ถ้าคำพูดนี้ออกมาจากปากพ่อแม่ของเราเอง นอกจากรำคาญแล้ว​เราคง "เสียใจ" ​และ "น้อยใจ"

ในซอกเล็กๆ​ ของ​ความรู้สึก​ที่ว่าพ่อแม่​คือ​ที่พึ่งสุดท้าย คง​ได้​แต่บ่นในใจ​ไปตามแกน ทำไมท่านไม่คิดถึงลูกตัวเองก่อนลูกคนอื่นบ้างเล่า? มีวิธีพูดอะไร​​ที่ดีกว่า​จะยก​เอาลูกคนอื่นมาข่มลูกของตัวบ้างไหม???

วัฒนธรรมการพึ่งพาอาศัยเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันของคนไทย จึง​เป็นดาบสองคม​ไป​โดยไม่​ได้ตั้งใจ

​เพราะมัว​แต่​เอาใจ​เขามาใส่ใจเรา จนบางครั้งเผลอคิด​ไปว่า "อย่าง​เขา" น่า​จะมี​ความสุขมีหน้ามีตากว่า "อย่างเรา" ลืม​ไปสิ้นว่า "สุขตามอัตภาพ" ​เป็นอย่างไร จนค่านิยมแบบลัทธิ​เอาอย่างเข้มข้นอยู่​ในสายเลือดคนไทยอย่างไม่จืดจาง​ไป​ได้ง่ายๆ​

เวลาใดคนไทย​ได้ผู้นำ​เป็นแบบอย่างในทาง​ที่สร้างสรรค์​ที่​เป็นประโยชน์ คน​ทั้งชาติก็​พร้อมใจกันติดสอยห้อยตาม​ความคิด เช่นกัน​กับ​ที่เวลาใดคนไทย​ได้ผู้นำ​ที่เห่อเหิมหลงอำนาจ ​แต่ละคนก็พลอยคิด​ไปว่าอำนาจ​จะนำมา​ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง จนยอมทำทุกอย่าง​เพื่อให้​ได้มีอำนาจ ​และแทน​ที่​จะแสวงหาอำนาจ​เพื่อ​ความผาสุขสันติ กลับ​ใช้อำนาจนั้น​บ่อนทำลาย​ความสงบร่มเย็น

​ที่จริงเรื่อง​เช่นนี้มีอยู่​ทั่ว​ไปในทุกสังคมทุกชนชาติ แล้ว​​แต่ว่า​ใคร​จะรู้จักนำค่านิยมเช่นนี้มาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติของตน​ได้อย่างไร

​ทั้งหมดนี้​คือเรื่อง​ของ "วิธีคิด" ​และ "วิธีมอง" ​ที่แตกต่างกัน

ใน "แม่น้ำยามศึก" ของ "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2534

นำเสนอ​มุมมองแบบรอบด้าน ด้วยสายตาอย่างชาวบ้านมองวิถีชาวบ้าน ​และเข้าใจในธรรมชาติของวิถีไทยอย่างแท้จริง ​โดยไม่ยอมให้​ใครจำ​ต้อง​เอาอย่าง​ใคร ไม่ยอมให้​ใครกลาย​เป็นคนเก่งคนดี เลิศเลอจน​ต้องทูนไว้​เป็นบุคคลในอุดมคติ

​แต่ละชีวิตในแม่น้ำยามศึกจึงมี​ความ​เป็นคนอยู่​อย่างสมบูรณ์ ​คือมี​ทั้งข้อดีข้อด้อยด้วยกัน​ทั้งหมด ​ที่สำคัญ​คือไม่ตัดสินตัวละครตัวใดด้วยรูปร่างหน้าตายศถาบรรดาศักดิ์ ​แต่กระซิบบอกผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอว่า คน​ที่​จะมี​ความสุข​ที่สุดนั้น​​คือคน​ที่รู้จักตัวเองดีพอ

ฉากของ "แม่น้ำยามศึก" ​เป็นการฉายภาพชีวิตของสังคมเล็กๆ​ ในตลาดริมแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ช่วงสมัย​ที่สงครามโลกครั้ง​ที่สองกรีฑาทัพย่ำมาถึงแผ่นดินสยาม ​แต่ด้วย​ความ​ที่แม่น้ำสุพรรณ ​และสถาน​ที่ในเรื่อง​ไม่​ได้​เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ชาวตลาดริมน้ำจึงอยู่​ในฐานะของผู้สังเกตการณ์​ความ​เป็น​ไปต่างๆ​ ​ที่เกิดขึ้น​ในกรุงเทพ ​กับ​พระราชอาณาจักรไทย ​โดยการมองผ่านมุมของตัวละคร​แต่ละตัว​ได้อย่างซื่อสัตย์ตรง​ไปตรงมา


งานเขียนชิ้นนี้จัด​เป็นแบบผูกเรื่อง​ราวของตัวละครขึ้น​ ​เพื่อนำเสนอ​สภาพ​ความ​เป็น​ไปในบ้านเมือง​เมื่อตกอยู่​ในภาวะสงคราม คล้าย​กับ "คำให้การชาวกรุงเก่า" ​ที่พม่าเคยจดบันทึกวิถีชีวิต​และรูปแบบธรรมเนียมประเพณีนิยมของชาวสยาม ​เมื่อครั้งมีกรุงศรีอยุธยา​เป็นราชธานี เพียง​แต่​เมื่อเสียกรุงฯ ครั้ง​ที่ 2 นั่น ​เป็นการบังคับจดปากคำจากเชลยศึกผู้​ได้รับผลกระทบ​โดยตรงจากสงครามครั้งนั้น​

หากผู้เขียนสร้างผลงานชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มคะนอง วิธีมองเหตุการณ์สถานการณ์นั้น​​โดยสุขุม ​เป็นกลาง ​และเข้าใจในธรรมชาติของคน คงเกิดขึ้น​​ได้ยาก ​แต่​เมื่อ "แม่น้ำยามศึก" เกิดขึ้น​ในช่วงวัย​ที่ผู้เขียนผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนรู้ว่า

"​ความ​เป็นมนุษย์นั้น​วัดกัน​ที่ปัญญาการรู้อยู่​ ​และรู้จักพอ"

​แต่ละตัวละครในเรื่อง​จึงแสดงภาพพฤติกรรมของ​ความ​เป็นมนุษย์ระดับต่างๆ​ ไว้​ได้อย่างครบถ้วน​เป็นธรรม ช่วยพาผู้อ่านให้หันมามองหาสิ่ง​ที่ขาดหาย​ไปจากชีวิต บกพร่อง​ไปจากวิธีคิด ​และจืดจาง​ไปจากสังคมเมือง

การ​ใช้สายน้ำ​เป็นแกนการดำเนินเรื่อง​ช่วยบรรเทา​ความสาหัสจากภัยสงครามลง​ไป​ได้มาก ​เพราะผู้เขียน​สามารถผ่อนปรนบรรยากาศของเรื่อง​​ได้ด้วย "คุณของธรรมชาติ" ​ซึ่งสงบร่มเย็น​และ​พร้อม​จะหล่อเลี้ยงทุกชีวิต​ที่บังเอิญผ่านเข้ามาพึ่งพิง ผ่อนพักหรือแสวงหาผลประโยชน์

ตอนหนึ่ง​ในคำนำของผู้เขียน บอกไว้ว่า

"...​แม่น้ำ​เป็นสายโลหิตของชาวนา ​เป็น​ที่หากินของชาวเรือ ​เป็นบ่ออาหารของคนตกปลาทอดแห บางทีมันก็​เป็นหลุมศพสำหรับคน​ที่ว่ายน้ำไม่​เป็น ​และ​เป็น​ที่พึ่งสุดท้ายของคนอยากหนีนรกในชีวิต อาศัยก้นบึ้งของมันลาโลกเดินทาง​ไปสู่สวรรค์

แม่น้ำลำเลียงปุ๋ยอันมั่งคั่งมาจากตีนป่าตีนดอยไหลเรื่อยมาแจกจ่ายในฤดูน้ำ ​และท่วมท้นอย่างรุนแรง​เป็นประวัติการณ์ในช่วงสงคราม ​เป็นการทดสอบ​ความอดทนของมนุษย์ว่า​จะแกร่งพอ​ที่​จะอยู่​​กับมัน​ได้ไหม ​ถ้าไม่​ได้ก็หาทางย้ายครอบครัวขึ้น​ดอน​ไป ​แต่ก็ไม่เห็นมี​ใครเคยย้าย

แม่น้ำเปิดกว้างให้เครื่องบินข้าศึกจับเส้นทางเข้ามาบอมบ์กรุงเทพฯ แล้ว​วันรุ่งขึ้น​มันก็​เป็นเส้นทางอพยพอันราบรื่นให้แก่คน​ที่หนีภัย...​."

ด้วยวิธีการมองสังคม​และสิ่งแวดล้อมรอบตัวดังนี้ ทำให้การอ่านบันทึกสงครามจากสายตาของผู้ประสบเหตุการณ์จริง ​ทั้ง​ได้อรรถรส​และยัง​สามารถย้ำเตือนคติสำคัญของสากลโลก​ไป​ได้​พร้อมกัน ​คือ

ทุกอย่างมัน​เป็นเช่นนั้น​เอง มันมีเหตุมีผลในตัวของมันเอง มันเกิดขึ้น​ทรงอยู่​​และดับ​ไปเองตามกาลเวลาของมัน

ขอเพียง​แต่ให้เรารู้จักเปิดใจ ยอมรับ​ความ​เป็นธรรมชาติ ยอมรับสัจจธรรมเหล่านี้ไว้​เป็น​ที่ระลึกยึดเหนี่ยว ก็​จะ​สามารถพ้นจากกองทุกข์​ทั้งปวง แล้ว​หันกลับมายิ้มให้​กับมุมมองอื่นๆ​ ของชีวิต​ได้อย่างไม่รู้ตัว

ดังนั้น​ นอกจาก​ที่เรา​จะ​ได้รับรู้รับทราบเกี่ยว​กับวิธีการดำเนินชีวิต วิธีการปกป้องรักษาชาติ​ทั้งทางบนดิน​และใต้ดิน รู้จัก​กับรายละเอียดต่างๆ​ ในชีวิตของผู้คนระดับชาวบ้านในสมัยนั้น​แล้ว​ เราก็ยัง​จะ​ได้ซึมซับถึงน้ำใจไมตรีคุณธรรมน้ำมิตร ​ที่เต็มบ้างพร่องบ้างตามประสาปุถุชนคนธรรมดา

มีตัวอย่างชีวิตเลวๆ​ ไว้​เป็นอุทาหรณ์ พอๆ​ ​กับมีตัวอย่างชีวิตดีๆ​ ไว้​เป็น​ที่หมาย​ที่ควร ​พร้อม​กับแสดงคุณค่า​ที่มีอยู่​ในชีวิตชั้นเลวเหล่านั้น​​กับการแสดง​ความอัปลักษณ์ของชีวิตชั้นดีควบคู่กัน​ไปตลอดเรื่อง​

เรื่อง​ราวใน "แม่น้ำยามศึก" จึง​เป็นเสมือนกระจกเงา ​ที่​สามารถสะท้อนภาพชีวิตในอดีตไว้​ได้อย่างแจ่มชัด ​ทั้งสภาพสังคมวิถีชีวิต​และน้ำจิตน้ำใจของคนไทยสมัยสงคราม ขณะเดียวกันก็​สามารถสะท้อนภาพ​ความลักลั่นของชีวิตคนเมืองยุคปัจจุบันไว้​ได้อย่างแยบยล

​เมื่ออ่าน "แม่น้ำยามศึก" จบลง เราอาจเลิกน้อยใจเสียใจ ​กับคำปรามาสหรือการคาดหวัง ​ที่คนใกล้ตัวมีต่อเรา เราอาจมี​กำลังใจ มีไฟฝัน​เอาไว้ฝ่าฟันอุปสรรคสิ่งขัดข้องกีดขวาง​ที่​จะผ่านเข้ามาในชีวิต เราอาจสำนึกรู้จัก​และรักษาตัวเอง​ได้ดีกว่า​แต่ก่อน ​และ​ที่สำคัญ

เราอาจ​เป็นคนไทย​ที่​สามารถยืดอกภูมิใจ​กับการ​ได้เกิด​เป็นคนไทย​ได้มากกว่าครั้งไหนๆ​ ในชีวิต


*********************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1231 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง แม่น้ำยามศึก
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มุมแนะนำหนังสือ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๔๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6088 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 21 ต.ค. 2548, 19.15 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เภา [C-6109 ], [70.18.232.208]
เมื่อวันที่ : 26 ต.ค. 2548, 12.20 น.

อยากอ่านบ้างจัง หนังสือเก่าพิมพ์ปีไหนคะ​? ​จะหา​ได้ตามร้านหนังสือทั่ว​ไปไหมเนี่ย?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : song982 [C-6111 ], [202.183.174.220]
เมื่อวันที่ : 26 ต.ค. 2548, 16.04 น.

​เป็นหนึ่ง​ในสี่ในเรื่อง​ชุดชีวิตริมแม่น้ำของท่านผู้เขียนครับ​ มี

เจ้าพ่อ...​..เจ้าเมือง...​..ร่ายยาวแห่งชีวิต...​.แม่น้ำยามศึก

หน้าปก​จะ​เป็นธีมเดียวกัน​คือพื้นขาว มีรูปวาด(น่า​จะ​เป็นรูปผู้เขียนหรือญาติท่านอ่ะนะ)พอเทรตเดี่ยวโดดเด่น กินเนื้อ​ที่สองในสามของ​ส่วนบน ถัดลงมา​เป็นภาพสเก็ตวิวแม่น้ำ
แล้ว​วางชื่อเล่มไว้ล่างสุด

​โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมครับ​ (​ที่ผมมีในมือ​คือฉบับ​พิมพ์ครั้ง​ที่ 3, สิงหาคม 47)
​ส่วน​ที่​เอาปกมาให้ดูนี่...​.มะรู้ว่าพิมพ์ครั้งไหนเน้อ


ด้วยมิตรไมตรีครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น