นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๘
เสียงซอ / ห้องเช่า / จิตรกร
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
......
เสียงซอดังแว่วมาตอนกลางดึก ฟังดูหดหู่ เปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อยเสียจนคิดว่าคน​ที่​กำลังสีอยู่​นั้น​​ได้ถ่ายทอดอารมณ์ของ​เขาออกมาทางดนตรี ธีระพงศ์ละมือจากพู่กัน ​เขาเหลือบมองดูนาฬิกา​ที่ผนังห้อง เข็มชั่วโมง​กับเข็มนาทีชี้​ไป​ที่เลขสิบสอง ​ซึ่ง​เป็นเวลาเ​ที่ยงคืน​พอดี ​เขาสังเกตมาหลายคืน เวลาเ​ที่ยงคืนตรงเสียงซอนี้​จะแว่วดังมาจากห้องใดห้องหนึ่ง​ในห้องเช่าแห่งนี้ แล้ว​ก็​จะสงบลง​เมื่อเวลาล่วงเลย​มาจน​เป็นเวลาตีสามตรงของทุกคืน

เสียงซอครวญแว่วดัง ​เขาเอนหลังพิง​กับเก้าอี้ หยิบบุหรี่​ที่ไหม้เกือบหมดมาดูด​ไปอึดใจใหญ่ แล้ว​บี้มันลงบน​ที่เขี่ย ระบายควันออกมา​พร้อม​กับถอนใจเฮือกใหญ่ ​เขามาเช่าห้องนี้เขียนรูป​ได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว​ การ​ได้มาระบาย​ความรู้สึกของตนเองผ่านภาพวาด ในสถาน​ที่ต่าง ๆ​ ​โดยไม่ซ้ำกันทำให้​เขา​ได้อะไร​ใหม่ ๆ​ ไม่ว่า​จะ​เป็นชายทะเล ภูเขา หมอก ​เขาก็เคย​ไปมาแล้ว​ ​แม้​แต่ห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ​ ​ที่ไม่น่า​จะ​ใช้​เป็น​ที่อยู่​อาศัยของมนุษย์​ได้ อย่างห้องเช่าโทรม ๆ​ แห่งนี้ก็ตาม

จิตรกรหยิบบุหรี่ขึ้น​มาจุดอีกมวน เสียงซอจากห้องตรงข้ามก็ยังดังโหยหวนมาอยู่​ไม่ขาด ​เขาเพ่งมองรูปผู้หญิงคนหนึ่ง​ในรูป​ที่​เขา​จะเขียน ​แต่เพิ่งวาดเสร็จเฉพาะใบหน้า หล่อน​กำลังยิ้มละไมมา​ที่​เขา ​และไม่​ได้แฝง​ความนัยอะไร​ไว้ในรอยยิ้มนั้น​ เหมือน​กับ​ที่ เลโอนาร์โด ดาวินชี แฝงไว้ในภาพ โมนาลิซา ​แต่ภาพนี้​เขาตั้งใจ​จะสื่อภาพผู้หญิงคนหนึ่ง​ ​ถ้าไม่​ได้มองลึกลง​ไปในรายละเอียด​จะไม่รู้เลย​ว่าเบื้องลึกของเธอนั้น​มีอะไร​​ที่เลวร้ายน่ากลัวแอบแฝงอยู่​ ​ซึ่ง​เขาเอง​ต้องพยายามซ่อนรายละเอียดตรงนี้​เอาไว้ ​เพื่อ​จะบอกแก่ผู้เสพงานของ​เขา ​และ​จะ​ต้องไม่​ได้ดู​เป็นการบอกแบบโจ่งแจ้งเกิน​ไป



บุหรี่ถูกจุดขึ้น​อีกมวนหนึ่ง​ ​เขาดูด​ไปอึกใหญ่อีกครั้ง เสียงซอจากห้องตรงข้ามก็ยังคงดังแว่ว เหมือน​กับเสียงสะอื้นไห้ของ​ใครบางคน บางอารมณ์​เขาก็เคยเคลิบเคลิ้ม​ไป​กับมัน บางอารมณ์​เขากลับนึกรำคาญขึ้น​มาเสียไม่​ได้ คืนนี้ก็​เป็นอีกคืน​ที่​เขารู้สึกเช่นนั้น​ ธีระพงศ์สลัด​ความคิดต่างๆ​ ออก​ไปจากหัว แล้ว​รวบรวมสมาธิให้กลับมา บุหรี่ในมือถูกบี้ลง​ไปใน​ที่เขี่ย แล้ว​หยิบพู่กันมาวาดต่อ ​แม้ว่า​เขา​จะยังไม่รู้ว่ารูปนั้น​​จะออกมาในรูปแบบใด ​แต่เหมือน​กับว่าสมาธิของ​เขา​ได้ขาดกระเจิง​ไปไหนต่อไหนแล้ว​

นาฬิกา​ที่ผนังห้องบอกเวลาตีหนึ่ง​เศษ ​เขาคงเขียนภาพต่อ​ไปไม่​ได้​ถ้ายังมีเสียงซอนี้ดังรบกวนโสตประสาทอยู่​ หรือไม่ก็​ต้องรอจนถึงตีสามเสียงนั้น​ถึง​จะเงียบหาย​ไป ​แต่​เขาคงทนถึงตอนนั้น​ไม่ไหว ​เพราะเสียงมันเริ่มดังถี่กระชั้นขึ้น​เรื่อย ๆ​ จาก เศร้าสร้อย เซื่องซึม กลาย​เป็นเร็ว แรง รัวถี่กระชั้น คล้าย​กับผู้​ที่​กำลังบรรเลงอยู่​ในอารมณ์เกรี้ยวโกรธ

ธีระพงศ์วางพู่กันลง ลุกจากเก้าอี้เดิน​ไป​ที่ประตู ​เขาจำ​เป็น​ต้องคุย​กับ​เพื่อนบ้านของ​เขา ​แม้มัน​จะไม่​เป็นการดีนัก​ถ้า​จะ​ไปเคาะประตูห้อง​ใครคนหนึ่ง​​ที่ไม่รู้จักกลางดึกเช่นนี้ ​แต่​เพื่อนบ้านของ​เขาก็ทำไม่ถูกเช่นกัน​ที่​จะมาทำเสียงดังรบกวน​ใครต่อ​ใครในตอนดึกดื่น ​และมันก็ไม่ใช่แค่คืนเดียว มันตั้งแต่​ที่​เขาเริ่มย้ายเข้ามาแล้ว​ ​ทั้ง​ที่​เขาเองก็บอก​กับผู้ดูแลห้องเช่าแห่งนี้​ไปแล้ว​ว่า​ต้องการห้อง​ที่เงียบ​ที่สุด ชายคนดูแลก็ชี้มา​ที่ห้องนี้​ซึ่ง​เป็นห้องอยู่​ริมสุดแล้ว​ก็อยู่​ชั้นบนสุดด้วย ​ซึ่ง​ทั้งชั้นไม่มี​ใครเช่าอยู่​เลย​ ​เพราะว่ามันอยู่​สูงขึ้น​ลงลำบาก ​แต่คืนแรก​ที่​ได้ยินเสียงซอ​เขาก็รู้แล้ว​ว่าชั้นนี้มาคนเช่าอยู่​ก่อนหน้า​เขาอีก ​ซึ่งก็​คือห้อง​ที่​เขา​กำลัง​จะเคาะประตูอยู่​นี่เอง

​เขามายืนอยู่​​ที่หน้าประตูห้องเจ้าของเสียงนั้น​ เสียงซอยังรัวเร็ว ​เขา​เอามือเคาะประตู​ไปสามครั้ง ​แต่ไม่มีเสียงคนตอบรับ ​เขาเคาะรัว​ไปอีกหลายครั้ง เสียงนั้น​ไม่มีทีท่าว่า​จะเงียบลงเลย​ จนบางครั้งก็เหมือน​กับ​ใครบางคนเปิดเครื่องเล่นซีดี​เอาไว้ ​เขาตะโกนเรียก​ไปอีก คราวนี้​ได้ผลเสียงซอนั้น​เงียบลง ​แต่ไม่มี​ใครเดินมาเปิดประตู ธีระพงศ์คิดว่า​เขาคงไม่กล้าออกมาเปิดประตู ​แต่ก็พอใจในระดับหนึ่ง​ อย่างน้อย ๆ​ ก็ทำให้เสียงนั้น​เงียบลง​ไป​ได้ ​แต่​จะเดินกลับห้อง​โดยไม่​ได้บอกจุดประสงค์​ที่​เขามาเคาะห้องตอนดึกคงไม่​ได้ ​เพราะเดี๋ยวเสียงนั้น​ก็คง​จะดังขึ้น​อีก​เป็นแน่

​เขาจึงตะโกนพูด​ไป

"​ที่คุณเล่นมันก็​เพราะดีนะ"

เงียบ...​

"​แต่เสียงมันดัง​ไปหน่อย​ ผมทำงานไม่​ได้"

เงียบอีก...​

"ผมไม่​ได้ว่าคุณนะ เพียงอยากให้คุณลด ๆ​ เสียงลงบ้างเท่านั้น​เอง"

เหมือนพูด​กับตัวเอง ไม่มีเสียงใด ๆ​ เล็ดลอดออกมาจากห้องนั้น​เลย​ ธีระพงศ์คิดว่า​เขาคง​จะ​ได้ยิน​ที่​เขาพูดออก​ไป ​กำลัง​จะหันหลังเดินมา​ที่ห้องตัวเอง พลันเสียงจากห้องนั้น​ก็ดังมา

"ฉันเสียใจค่ะ​"

​เป็นเสียงผู้หญิง คะ​เนจากน้ำเสียง​ที่​ได้ยิน ​เขาเดา​เอาว่าเธอน่า​จะ​เป็นคนมีอายุสักหน่อย​ ​แต่​จะ​เป็น​ใครก็แล้ว​​แต่​เขาไม่​ได้ตั้งใจ​จะมาหาเรื่อง​หรือสร้าง​ความขุ่นเ​คืองแก่​เพื่อนบ้านของ​เขา มันดูไม่เข้าท่า​เอาเสียเลย​​ที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก ​แต่​เป็นการรู้จัก​โดยการสร้าง​ความขุ่นเ​คืองใจให้อีกฝ่าย ​เขาไม่​ต้องการ​เป็นอย่างนั้น​ ​เขาเพียงแค่อยากมาขอร้องธรรมดาเท่านั้น​

"ไม่​เป็นไรหรอก บังเอิญว่าผมทำงานดึก"

"ฉันเสียใจ "เสียงนั้น​ปนด้วยสะอื้นไห้ ​เขาเองก็มั่นใจว่าฟังไม่ผิดแน่ หรือบางที​เขาอาจ​จะพูดอะไร​รุนแรงเกิน​ไปจนเธอรับไม่​ได้

"ผมไม่​ได้บอกให้คุณหยุดเล่นนะ ผมเพียงอยากบอกว่าเสียงมันดัง​ไปหน่อย​"

"ฉันเสียใจจริง ๆ​ " เธอยังพูดประโยคเดิม เพียง​แต่คราวนี้เธอร้องไห้ออกมาจริง ๆ​ ​เขาไม่รู้​จะทำอย่างไรดี ​แต่มันก็ไม่ใช่​ความผิดของ​เขา ​และก็ไม่​ได้พูดอะไร​รุนแรง​ไปเกินกว่าคำขอร้อง

"ผมขอโทษก็แล้ว​กัน ​ถ้าทำให้คุณร้องไห้"

ธีระพงศ์เดินเข้ามา​ที่ห้องตัวเองด้วย​ความงุนงง เสียงสะอื้นไห้ยังดังแว่วมาจากห้องนั้น​อยู่​ไม่ขาด ​เขาคิดผิดเสียแล้ว​​ที่​ไปเคาะประตูห้องนั้น​ การ​ได้ฟังดนตรีมันเจริญใจกว่าการนั่งฟังคนร้องไห้​เป็นไหน ๆ​

​เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดิมนั้น​อีกครั้ง เสียงร้องไห้ยังดังมาเรื่อย ๆ​ เหมือน​กับว่าตัว​เขาเองต่างหาก​ที่​เป็นฝ่าย​ไปเชิญชวนเสียงนั้น​เข้ามา​ที่ห้อง ​เขารู้สึกว่า​​ที่บริเวณขมับเต้นตุบ ๆ​ เอนหลังพิงเก้าอี้พรูลมหายใจแรง ๆ​ หลายครั้งอยู่​นาน ​เอามือนวดเบา ๆ​ บริเวณขมับ​ไปมา แล้ว​ก็ผล็อยหลับ​ไป



ดวงตะวันสาดส่องพาดขอบหน้าต่างเข้ามาเกือบถึงบริเวณกลางห้อง แล้ว​ค่อย ๆ​ คืบคลานเข้ามายัง​ที่ทำงานของ​เขา ธีระพงศ์ยังหลับอยู่​​ที่เก้าอี้ตัวนั้น​ ​โดยมีรูปผู้หญิง​ที่วาด​ได้แค่ใบหน้า​กำลังยิ้มมา​ที่​เขา เสียงเคาะประตูทำให้​เขา​ต้องสะดุ้งตื่น สะบัดศีรษะไล่​ความง่วงงุน มอง​ไป​ที่ประตูรู้สึกแปลกใจ​กับอาคันตุกะของ​เขา จำ​ได้ว่าก่อน​ที่​จะมาวาดรูป​ที่นี่​เขาไม่​ได้บอก​ใครเลย​

​เขาลุกจากเก้าอี้เดิน​ไปเปิดประตู

"โทษที​ที่มารบกวนคุณ​แต่เช้า​ คุณยังสบายดีอยู่​ไหม" คน​ที่มาเคาะพูดหน้าตาตื่น

​เขา​เป็นคนดูแลห้องเช่า​ที่นี่ ​เป็นชายร่างค่อนข้างเตี้ยอยู่​สักหน่อย​ ตัดผมสั้นเกรียนหนวดเคราขึ้น​หรอมแหรม ​แต่ธีระพงศ์จำชื่อ​เขาไม่​ได้ เคยคุยกันครั้งเดียวก็ตอน​ที่ย้ายเข้ามา​เมื่อสองอาทิตย์​ที่แล้ว​

"ผมสบายดี มีเรื่อง​อะไร​หรือ?"

​เขาค่อย ๆ​ หัน​ไป​ที่ประตูห้องตรงข้ามมองดูแวบหนึ่ง​ แล้ว​หันมา​ที่หน้าของจิตกร ​เอามือป้องปาก

"​เมื่อคืนคุณคุย​กับ​ใคร"

จิตรกรขมวดคิ้ว ​เขาไม่​ได้ตอบอะไร​ เหมือน​กับไม่ค่อยเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย

"เอ่อ..จริง ๆ​ แล้ว​มันก็​เป็นเรื่อง​​ส่วนตัวของคุณน่ะนะ ​แต่.."

"เกิดอะไร​ขึ้น​หรือ?"

"​เมื่อคืนผมเห็นคุณยืนคุย​กับ​ใครอยู่​หน้าห้องนี้"

"อ้อ" จิตรกรหัวเราะ "ไม่มีอะไร​หรอกแค่คุย​กับเจ้าของห้องนี้ ​เขาเล่นดนตรีเสียงดัง​ไปหน่อย​"

"เสียงซอนั่นใช่มั้ย" ผู้ดูแลถามหน้าตาตื่น

"ใช่..แล้ว​คุณรู้​ได้ไง ดึกดื่นขนาดนั้น​ไม่หลับไม่นอนหรือ"

"​เมื่อคืนผม​จะขึ้น​​ไปบนดาดฟ้า ผมลืมปิดสวิทย์น้ำ มันไม่ปิดอัตโนมัติ ดีมันไม่ล้นออกมาจากถัง แล้ว​ก็เห็นคุณคุยอยู่​​กับ...​"

"ก็อย่าง​ที่ผมบอกนั่นแหละ​ ผมคุยอยู่​​กับคุณผู้หญิงห้องตรงข้ามผม เอ๊ะ!..นี่คุณมีอะไร​หรือเปล่า"

ผู้ดูแลห้องส่ายหน้า "เปล่า ๆ​ เอ้อ..คุณกลัวผีมั้ย"

จิตรกรสั่นหัว

"ดี" ผู้ดูแลดีดนิ้วดังเป๊าะ "​เพราะผม​กำลัง​จะบอกอะไร​คุณน่ะซี"

"เรื่อง​ผี?"

"แน่นอน" ​เขาพยักหน้า ขยับเข้ามาใกล้ ๆ​ จิตกร แล้ว​พูดเหมือนคนกระซิบ

"​ที่คุณคุยด้วย​เมื่อคืน ไม่ใช่คนหรอก คุณโดนผีหลอก ในห้องนี้ไม่มี​ใครเช่าอยู่​ หรือ​ทั้งชั้นนี่แหละ​ไม่มี​ใครกล้าเข้ามาอยู่​เลย​ หรืออยู่​​ได้ไม่นานก็​ต้องย้ายหนี ห้องนี้เคยมีผู้หญิงผูกคอตาย"

จิตรกรหัวเราะเบา ๆ​ "คุณนี่เข้าใจ​แต่งเรื่อง​ดีนะ คุณมาอำผมอย่างนี้ เดี๋ยวผมก็เชื่อจริง ๆ​ หรอก​ถ้าผมกลัวแล้ว​ย้ายออกคุณหมดราย​ได้เลย​นะ"

"นี่ผมพูดจริง ​ที่บอกคุณ​เพราะดูท่าทางคุณไม่ค่อยกลัวผี เห็นอยู่​มา​ได้หลายคืนแล้ว​"

สีหน้าของจิตรกรเหมือน​กับไม่เชื่อในสิ่ง​ที่​เขาพูด ผู้ดูแลห้องเองก็พยายาม​จะทำให้เชื่อจน​ได้ ​เขายอมเดินกลับ​ไป​เอากุญแจห้องนั้น​มาเปิดให้ดู ​เพื่อให้จิตรกรรู้ว่า​เขาไม่​ได้โกหก

"ผม​ไป​เอากุญแจห้องนี้มาแล้ว​ เดี๋ยวผม​จะเปิดให้ดู" สีหน้าของ​เขาดูจริงจริง

​เขาค่อย ๆ​ ไขกุญแจห้องนั้น​เข้า​ไป ธีระพงศ์ยืนดูอยู่​ข้างหลัง

"นี่ไงล่ะ ห้อง​ที่คุณว่า​ได้คุย​กับผู้หญิง​เมื่อคืน มัน​เป็นห้องเปล่า" ผู้ดูแลบอก​เมื่อเปิดประตูเข้า​ไปแล้ว​

ธีระพงศ์ค่อยก้าวเท้าผ่านประตูเข้า​ไป กวาดสายตา​ไปรอบห้อง มัน​เป็นห้องว่างเหมือน​กับ​ที่​เขาบอก ฝุ่นจับเขลอะตามขอบหน้าต่างราว​กับว่ามันขาดการดูแลทำ​ความสะอาดมาหลายเดือน กลิ่นอับ ๆ​ ของห้องโชยลอยมาแตะจมูก​เขา เตียงไม้เก่า ๆ​ ตั้งอยู่​ใกล้​กับหน้าหน้าต่าง ​เป็นจุดเดียว​กับ​ที่ห้องของ​เขาวางไว้เช่นกัน ​ซึ่งนั้น​ก็​เพราะลักษณะรูปแบบของห้องเช่าแห่งนี้คล้าย ๆ​ กัน

​เขาพยายามมองหาต้นกำเนิดของเสียง​ที่​เขา​ได้ยินมาหลายคืน ​ความเคลือบแคลงสงสัยตั้งแต่ตอนแรกว่ามันน่า​จะ​เป็นเสียงจากเครื่องเล่นซีดี หรือไม่ก็ลำโพง​ที่แอบ​เอามาติดไว้จาก​ที่ไหนสักแห่ง ​เขาพยายามมองหา​ไปจนทั่วห้อง ​แต่​เขากลับไม่เห็นเครื่องเล่น หรือลำโพงอะไร​นั่นเลย​สักตัวเดียว

คน​ที่ไม่เคยเชื่อเรื่อง​จิตวิญญาณอย่าง​เขา ตอนนี้มันกลับทำให้​เขาขนลุกซู่ขึ้น​มาเสียไม่​ได้

"ทีนี้คุณเชื่อผมหรือยัง" ผู้ดูแลเอ่ยพลางเดิน​ไปแตะสวิทย์​เพื่อเปิดพัดลม

พัดลมเพดานค่อย ๆ​ หมุนช้า ๆ​ ใยแมงมุม​ที่ห้อยระโยงระยางขาดวิ่นหลุดออกจากัน ธีระพงศ์เดิน​ไป​ที่หน้าต่าง ​เขาไม่ค่อย​จะชอบกลิ่นอับ ๆ​ แบบนี้เท่าใดนัก ​แต่พัดลมก็ช่วย​เขา​ได้มาก ถึง​แม้มัน​จะพัดเอื่อยเฉื่อย เชื้องช้าตามสภาพ ​แต่ก็พอ​จะขับไล่กลิ่นนั้น​ออก​ไป​ได้บ้าง

"ห้องนี้ไม่เคย​ได้ทำ​ความสะอาดเลย​หรือ" จิตรกรหันมาถามผู้ดูแล

"ก็ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น​ก็ไม่เคยเลย​"

"งั้นก็แสดงว่า ตั้งแต่เธอตาย​ไปแล้ว​ ยังไม่มี​ใครมาเช่าห้องนี้อีกเลย​"

ผู้ดูแลพยักหน้า " ไม่เฉพาะห้องนี้หรอก ​ทั้งชั้นเลย​ล่ะ แล้ว​ชั้นล่าง ๆ​ ก็​กำลังทยอยกันย้ายออก"

ธีระพงศ์ไม่​ได้ถามอะไร​ต่อ ​เขาเองก็เข้าใจว่า​ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น​​เป็น​ใครก็​ต้องย้ายหนีแน่

"ยังดี​ที่คุณเข้ามาเช่า" ​เขายังพูดติดตลก " ​แต่อีกไม่นานมันก็คงมี​แต่ห้องว่าง ๆ​ ถึงเวลานั้น​ผมคง​ต้องขาย"

"คุณ​เป็นเจ้าของห้องเช่าแห่งนี้หรอกหรือ" ธีระพงศ์หันมาถาม

"เปล่าหรอก" ​เขาส่ายหน้าช้า ๆ​ "พ่อผมต่างหาก​เป็นเจ้าของ ​และท่านก็เสีย​ไปนานแล้ว​ ผมแค่คนดูแล"

"แล้ว​​ถ้า​เป็นแบบนี้เรื่อย ๆ​ คุณ​จะทำยังไง"

"ก็อย่าง​ที่บอก บางทีผมคง​ต้องขาย"

ธีระพงศ์พยักหน้ารับรู้ แล้ว​เดินดูรอบ ๆ​ ห้อง ​เขา​ไปหยุด​ที่รูปภาพ​ที่ห้อยอยู่​ผนังห้องรูปหนึ่ง​ ​เป็นรูปดอกทานตะวันดอกหนึ่ง​บานอยู่​เกือบเต็มรูป ​เขามองดูรายละเอียด การลงแปลง น้ำหนักสี คนวาดนี้คงมีฝีมืออยู่​ในระดับ​ที่ไม่เลวเลย​ทีเดียว

"รูปนี้ของ​ใคร" ​เขาหันมาถามผู้ดูแล

"เธอ​เป็นจิตรกรเหมือนคุณ" ผู้ดูแลเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อน​ที่​จะพูดต่อ "เธอมาเช่าห้องวาดรูปเหมือน​กับคุณ เธอให้รูปนี้​กับผมไว้ แล้ว​วัน​ต่อมาเธอก็..เอ่อ.."

จิตรกรถอนหายใจ ​เขารู้สึกไม่ค่อยดี​เอาเสียเลย​​ที่เห็น​เพื่อนร่วมอาชีพ​ต้องมาจบชะตากรรมแบบนี้ ​จะด้วยสาเหตุอันใดก็แล้ว​​แต่ มันก็ยังดูน่าเศร้าสลดใจอยู่​ดี

"เธอเขียนประโยคหนึ่ง​ไว้ก่อนตาย" ผู้ดูแลเอ่ยขึ้น​หลังจาก​ที่เงียบ​ไป​ได้ครู่หนึ่ง​

"เธอเขียนถึง​ใคร?"

"ผมเองก็ไม่รู้รายละเอียดอะไร​มากหรอก บางทีเธออาจ​จะผิดหวังเรื่อง​​ความรัก"

"ผิดหวังเรื่อง​​ความรัก?"

ผู้ดูแลห้องชี้​ไป​ที่กระจก "นั่นไง เธอเขียนไว้หน้ากระจกตัวเบ้อเร้อเลย​ ​แต่ตอนนี้เราลบทิ้ง​ไปแล้ว​"

ธีระพงศ์ค่อย ๆ​ เดิน​ไป​ที่กระจกบานนั้น​ มัน​เป็นกระจก​ที่ติดไว้​กับโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ​ ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่​บ้าง บางที​เขานึกอยากเห็นว่าเธอเขียนอะไร​ไว้ ​แต่ก็เข้าใจว่าทางห้องเช่าคง​ต้องลบออก​เพราะมีผลต่อคน​ที่เข้ามาเช่าคนถัด​ไป

"เธอเขียนไว้ว่าอย่างไรหรือ?" ​เขาถาม

ผู้ดูแลค่อย ๆ​ หันมามอง​ที่หน้า​เขาก่อน​ที่​จะพูด

"ฉันเสียใจ "





คืนนี้จิตรกรวาดรูปด้วยอาการผวา ​เขากลัวว่าเสียงซอนั้น​​จะดังขึ้น​มาอีก เหลือบมองดูนาฬิกา 23.55 น. เหลืออีกห้านาทีเท่านั้น​ เสียงซอ​ที่​เขาเคย​ได้ยินอยู่​ทุกค่ำคืน​กำลัง​จะดังขึ้น​ ​แต่คืนนี้​เขาไม่นึก​จะเคลิบเคลิ้มสุนทรีย์​กับเสียงนั้น​เสียแล้ว​ เข็มนาฬิกา​ที่กระดิกดัง ติ๊ก ๆ​ ๆ​ มันยิ่งทำให้หัวใจของ​เขาเต้นแรงขึ้น​เรื่อย ๆ​ ​เขา​เอานิ้วเคาะโต๊ะรัวเบา ๆ​ เหมือนครุ่นคิด รูปดอกทานตะวัน​ที่เห็นมา​เมื่อตอนกลางวัน ถึง​แม้มัน​จะแสดงอารม์ของภาพออกมา​ได้ไม่เต็ม​ที่ ​แต่ก็ถือว่าเธอ​เป็นจิตรกร​ที่ฝีมือ​ใช้​ได้เลย​ทีเดียว

"ดอกทานตะวัน"

​เขาเอ่ยขึ้น​มาเบา ๆ​ แล้ว​ก็นึก​ไปถึงภาพวาดของแวนโก๊ะผู้​ซึ่ง​เป็นแรงบันดาลในการเขียนรูป ภาพ​ที่ชื่อ Sunflowers แวนโก๊ะวาดปี ค.ศ.1888 ​เป็นดอกทานตะวันสีเหลืองเหี่ยวๆ​ ​ซึ่งดูเหมือน​กับมันแห้งลงตรงหน้าคนดูภาพ ​เขาดูภาพนี้ครั้งแรกถึง​กับทึ่งในรายละเอียดการ​ใช้สี หรือในการลงแปรงของ​เขา ​เขาลองนึกเล่น ๆ​ ว่า​ถ้า​เขาเขียนรูปอย่างนั้น​บ้าง ผู้คนเห็นก็คงหัวเราะกันดังลั่น พวก​เขาคงมองมันเหมือน​กับภาพวาดของเด็กอนุบาลคนหนึ่ง​ เหมือน​กับ​ที่ชายคนหนึ่ง​มองภาพ​ที่​เขาเขียน​เมื่อตอนกลางวันภาพหนึ่ง​ ​แต่​เขาก็ยังซื้อภาพเขียนนั้น​​ไป

ปัจจุบันรูปภาพของแวนโก๊ะ​แต่ละรูปมีค่ามหาศาล ราคารูปละ​เป็นล้านเหรียญดอลลาร์ขึ้น​​ไป รูป Sunflowers ก็มีผู้ประมูล​ไปหลายปีก่อนถึง 65 ล้านเหรียญสหรัฐ รูป The Starry Night ปัจจุบันก็น่า​จะมีค่ามากถึง 100 ล้านเหรียญ ​แต่สิ่งหนึ่ง​​ที่น่าขัน เหมือน​กับประชดประชันในชีวิตของ​เขา ภาพวาดของแวนโก๊ะ​เมื่อตอน​เขามีชีวิตอยู่​ ไม่มี​ใครสนใจภาพเขียนของ​เขา ​และ​เป็น​ที่น่าเสียดายว่าภาพเขียนของ​เขาแท้ ๆ​ ​แต่​เขากลับไม่​ได้​ใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้น​เลย​ ตอนมีชีวิตอยู่​​เขาขายภาพเขียนของ​เขา​ได้แค่ภาพเดียว ผู้​ที่ซื้อ​ไปนั้น​ก็ไม่​ได้ซื้อ​ไป​เพราะว่าเห็น​ความ​เป็นศิลป์ในภาพนั้น​​แต่อย่างใด ​เขาซื้อ​ไป​เพราะ​ความสงสารต่างหาก ​แต่หลังจาก​ที่​เขาเสียชีวิต​ไปด้วยวัยเพียง 37 ปี รูปของ​เขาก็มีค่ามหาศาลจนแทบไม่น่าเชื่อ



อีกครั้ง​ที่ภาพดอกทานตะวันในห้องนั้น​ลอยวนเข้ามา​ที่หัวของจิตรกร นิ้ว​ที่เคาะโต๊ะค่อย ๆ​ เบาลง​และหยุดชะงัก​ไป

'พฤติกรรมเลียนแบบ' ​เขาเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ​ อย่างไม่​ได้ตั้งใจ ครุ่นคิดถึงจิตรกรสาวคนนั้น​ ​เขาไม่คิดว่าเธอ​จะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น​ ​และคิดว่าเธอคงไม่คิดทำอะไร​โง่ ๆ​ อย่างนั้น​แน่



ธีระพงศ์เหลือมองดูนาฬิกาอีกครั้ง คราวนี้​เป็นเวลา 23.59 น. เข็มวินาทีกระดิก​ไปเหลืออีกแค่สิบวินาทีเท่านั้น​ก็​จะเ​ที่ยงคืน เสียงนาฬิกา​กับเสียงหัวใจของ​เขาเต้นรัวสลับกัน

ใจของ​เขาสั่นขึ้น​เรื่อย ๆ​ นับถอยหลังจากเก้า เหลือ แปด จากแปดเหลือเจ็ด จนกระทั่งมาถึงจากสองมาหนึ่ง​ แล้ว​ก็จากหนึ่ง​ก็มาจบ​ที่ศูนย์!

เงียบ..

ไม่มีเสียงอะไร​ดังขึ้น​ ​เขารู้สึกโล่งอก เอนหลังพิง​กับเก้าอี้ พรูลมหายใจออกมาด้วย​ความโล่งใจ หยิบบุหรี่ขึ้น​มาสูบอีกอึดใหญ่จนหมดมวน แล้ว​​เขาก็ค่อย ๆ​ ลงมือเขียนภาพของ​เขา ​และดูเหมือนว่า​เขา​จะรู้ว่าภาพของ​เขาภาพนี้​จะออกมาอย่างไร



รุ่งเช้า​จิตรกรขนอุปกรณ์ของ​เขากลับลงมาจากห้อง ​โดยมีผู้ดูแลห้องช่วยขนอีกแรง ​เขา​เอารูป​ที่วาดเสร็จห่อด้วยหนังสือพิมพ์ ​เอามาวางไว้ชั้นล่างก่อน​ที่​จะขนขึ้น​รถ

"คุณนี่ก็รีบย้ายออกเร็วเหมือนกันนะ" ผู้ดูแลถามยิ้ม ๆ​

"ก็ผมทำงานของผมเสร็จแล้ว​นี่"

"รูปวาดนั่นน่ะหรือ" ​เขาชี้​ไป​ที่ภาพวาด​ที่ห่อด้วยหนังสือพิมพ์

"ผมเพิ่งวาดเสร็จ​เมื่อกี้นี่เอง ผมวาดมัน​ทั้งคืนยังไม่​ได้นอนเลย​"

"คุณวาดรูปอะไร​หรือ ผมดู​ได้ไหม"

จิตรกรมองหน้านิดหนึ่ง​ ไม่​ได้พูดอะไร​

"เอ้อ..โทษที ผมปากไว​ไปหน่อย​" ​เขาพูดพลางยกของ​ไปไว้​ที่รถให้

"ผมขอบคุณมากนะ​ที่มาช่วยขนของพวกนี้" ธีระพงศ์เอ่ย

"ไม่​เป็นไรหรอก จริง ๆ​ แล้ว​มัน​เป็นหน้า​ที่ของผมกลาย ๆ​ อยู่​แล้ว​" ​เขายิ้ม ก่อน​ที่​จะพูดต่อ "เดี๋ยวผม​จะช่วย​เอารูปนี้​ไปเก็บ​ที่รถคุณให้"

"อ้อ..ไม่​เป็นไร ผมไม่​เอา​ไปด้วย ผม​จะ​เอาไว้​ที่นี่แหละ​"

ผู้ดูแลห้องทำหน้าตกใจ "คุณ​จะขายให้ผมหรือ ผมไม่มีตังค์นะ"

จิตรกรหัวเราะ "​ใครบอก​จะขายให้คุณเล่า ผมให้ฟรี"

"โอ้ย...​ไม่​ได้หรอก คุณทำมาแทบตาย​จะให้ผมฟรี ๆ​ ​ได้ยังไง คุณ​เอา​ไปขาย​เอาตังค์มา​ใช้ดีกว่า"

"​เอาน่า..ใช่ว่างานผม​จะราคา​เป็นหมื่น​เป็นแสน บางทีให้ฟรียังไม่มี​ใครอยาก​ได้เลย​ กรณีคุณ​เป็นต้น"

​เขายิ้ม "แหม่..ขนาดจิตรกรเอกอย่าง อะไร​นะ แวงเก๊าะ"

"วินเซนต์ แวนโก๊ะ"

"เออ...​นั่นแหละ​ กว่ารูปของ​เขา​จะขาย​ได้ ก็ตอน​ที่ตาย​ไปแล้ว​นั่นแหละ​"

"คุณก็สนใจงานจิตรกรรมเหมือนกันนี่"

​เขายิ้มแผล่ "ผมอ่านในหนังสือเจอน่ะ"

"​เอานี่ ผมให้คุณจริง ๆ​ โอกาสหน้า​ถ้าผมมาอีก ผมไม่ขออยู่​ห้องนั้น​อีกแล้ว​นะ ผม​เป็นคนเบื่อง่าย" จิตรกรพูดจบ ​เขาหยิบ​เอารูป​ที่วาดเพิ่งวาดเสร็จ​เมื่อคืนให้​เขา

"แกะดูเลย​​ได้ไหม?" ผู้ดูแลถาม

"​ได้ซี แกะเลย​"

ชายผู้ดูแลห้องเช่า ค่อย ๆ​ แกะหนังสือพิมพ์​ที่ห่อไว้ออก ​เขาหยิบมันขึ้น​มาดู ภาพ​ที่เห็น​เป็นหญิงสาวสวยคนหนึ่ง​​กำลังนั่งสีซออยู่​ เธอยิ้มละไมมายัง​เขา ​แต่แววตาของเธอหม่นเหมือน​จะมีน้ำตาคลอ ด้านหลัง​ที่เธอนั่ง​เป็นสวนดอกไม้หลากหลายสี มีผีเสื้อลายตัว​กำลังบินตอมอยู่​ ​แต่​ถ้ามองให้ดีผ่านสวนดอกไม้เข้า​ไปลึก ๆ​ ​จะเห็นป้ายเหมือน​กับสุสานเรียงรายอยู่​เต็ม​ไปหมด ​ความหมายบ่งบอกชัดเจน ​เขานึก​ไปถึงหญิงสาว​ที่ผูกคอตายในห้องนั้น​ทันที

"ผมให้คุณเก็บมัน​เอาไว้ โอกาสหน้าเจอกันใหม่" ธีระพงศ์โบกมือให้ แล้ว​เดิน​ไป​ที่รถ

รถค่อย ๆ​ เคลื่อนตัวออก​ไป ธีระพงศ์เปิดกระจกรถออกมาพูด​กับคนดูแลห้องเช่าเบา ๆ​

"ผมฝากรูปนั้น​ไว้ให้เธอ"

​เขาพูดแค่นั้น​แล้ว​ก็ปิดกระจกรถขับออก​ไป ผู้ดูแลมองตามรถคันนั้น​จนหายลับ​ไป​กับซอกตึก เหลือบมองดูรูปแล้ว​พูด​กับตัวเองเบา ๆ​

"ผม​จะ​เอารูปนี้​ไปแขวนไว้​ที่ห้องนั้น​"







***********************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1226 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง เสียงซอ / ห้องเช่า / จิตรกร
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๔๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-6063 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 ต.ค. 2548, 21.28 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-6168 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 01 พ.ย. 2548, 14.13 น.

อ่านแล้ว​ขนลุก...​ ดีนะคะ​เนี่ย​ที่อ่านตอนกลางวัน เหอเหอเหอ...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : คนๆหนึ่งที่ภาคภูมิใจผลงานของคุณค่ะ [C-6719 ], [203.149.49.66]
เมื่อวันที่ : 18 ม.ค. 2549, 14.27 น.

อ่านแล้ว​รู้สึกดีนะ ปกติก็ชอบเรื่อง​ผีๆ​อยู่​แล้ว​ ครูเล่าให้ฟังเรื่อง​แวนโก๊ะก็เลย​อยาก​จะมาค้นหาดู ก็สนุกดีค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : tavonpon375@hotmail.com [C-14429 ], [203.156.136.66]
เมื่อวันที่ : 01 ส.ค. 2551, 12.16 น.

ขนลุกซะ​ทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดตรี...​
ขอบคุรนะ​ที่เขียน งานให้อ่าน
thk alot

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น