นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๓ ตุลาคม ๒๕๔๘
Tree of Tales : The Acting
Silverfur
...ตัวของเรา​​เป็น​​ใครกันแน่ เฝ้าเปลี่ยนแปรชีวิตทุกวัน​​ไป ตาม​​แต่​​เขาปั้นให้ บทบาท​​วาดไว้ สวมใส่ให้เดิน...
ตัวของเรา​เป็น​ใครกันแน่ เฝ้าเปลี่ยนแปรชีวิตทุกวัน​ไป ตาม​แต่​เขาปั้นให้ บทบาท​วาดไว้ สวมใส่ให้เดิน

นั่นสินะ ชีวิตไม่ใช่ของเราหรอก ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกกำหนดไว้แล้ว​ ให้​เป็นลูกคนโตบ้าง ​เป็นเสาหลักของบ้านบ้าง ​ต้องเรียนดี ทำตัวดี ​เป็นคนดี

ดีหมดทุกอย่าง ผมเกิดมา​เป็นเทวดาหรืออย่างไรกัน ไม่อาจทำผิดอะไร​​ได้เลย​หรือ ตอน​ที่น้องชายของผมสอบ​ได้คะแนนไม่ดีพ่อแม่บอก​กับผมว่าน้องไม่ฉลาดเหมือนพี่ ​แต่ตอน​ที่ผมเกรดตกกลับบอกว่าไม่ขยัน ผมดูหนังสือหนักแทบตายนะ ​แต่วิชานั้น​มันยากมากจนผมเองก็ทำไม่​ได้เท่านั้น​แหละ​

ผมมองผ่านลูกกรง​ที่กั้นผมออกจากอิสรภาพข้างนอก ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่​กลางเรือนจำราว​กับ​จะไขว่คว้าหาดวงอาทิตย์ มันมีอายุกี่ร้อยกี่พันปีกันนะ ลำต้นของมันสูงใหญ่เสียจนคนนับร้อยก็โอบไม่รอบ ผู้คุมบอก​กับผมว่านั่น​คือต้นไม้แห่งตำนาน​ที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว​ ​แม้กระทั่งศิลาจารึกหลายหลักยังบันทึกเรื่อง​ของต้นไม้ต้นนี้

​แต่มันก็ไม่สำคัญ​กับผมเท่าไหร่หรอก ถึงอย่างไรต้นไม้ก็​คือต้นไม้ ​จะมาเข้าใจ​ความรู้สึกของผม​ได้อย่างไร

เหตุการณ์ในวันนั้น​ยังแจ่มชัดในสมองของผม เหมือน​กับมันเพิ่งเกิดขึ้น​​เมื่อวาน ผม​กำลังทานข้าวเย็น​กับครอบครัว มั้งนะ ผมไม่แน่ใจมากว่านั่นเรียกว่าครอบครัวหรือเปล่า ​เพราะดูเหมือนมี​แต่พ่อ แม่ ​และน้องชายผมเท่านั้น​ ผมมองจานข้าวด้วย​ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไม​ต้องเกิดมาในบ้านนี้ด้วย ทำไมไม่หายๆ​​ไปซะ​จะ​ได้ไม่​ต้องทำให้พ่อแม่รำคาญอีก พวก​เขา​จะ​ได้ไม่​ต้องมาห่วงผม ห่วงน้องผมตามสบายเลย​ ไม่รู้สินะ...​ ตั้งแต่จำ​ความ​ได้ผมก็รู้สึกแบบนั้น​แล้ว​

​ความคิดของผมหยุดชะงักด้วยเสียงพังประตูเข้ามา ตำรวจในเครื่องแบบยื่นหมายค้นแล้ว​สั่งให้ตำรวจคนอื่นค้นบ้านทันที พ่อหน้าตาซีดเผือดขณะอ่านหมายค้น ดูเหมือนแม่​และน้องก็ทำหน้าเหมือนหวาดกลัว​ความผิดเหมือนกัน เกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่ มี​ความลับกันอีกแล้ว​หรือ ทำไมผมไม่รู้เรื่อง​ด้วยเลย​ ​แต่ก็​เป็นเรื่อง​ปกติของบ้านนี้นี่นา ใช่แล้ว​แหละ​ ผม​เป็น​ใครก็ไม่รู้​ที่มาอยู่​บ้าน​ที่มีพ่อ แม่ ​และน้องของผม

พ่อเดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางแปลกๆ​ หรือว่าผมแปลกเองก็ไม่รู้​ที่มอง​เขาว่าทำตัวแบบนั้น​ พ่อทำหน้าเคร่งขรึม ฝีเท้า​แต่ละก้าว​ที่ก้าวเข้ามาหาผมก็หนักคล้าย​กับมี​ความในใจหนักอึ้งซ่อนอยู่​ ผมประหลาดใจเหลือเกิน​ที่มีตำรวจมาค้นบ้าน ผมไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ เสพยา ลักขโมย หรือฉ้อโกงอะไร​​ทั้งนั้น​ ​แต่อยู่​ๆ​ก็มีตำรวจมาค้นบ้าน ใน​ที่สุดผมก็หายสงสัย​เมื่อพ่อเข้ามากระซิบ​ที่หูผม

"น้องของลูกขโมยคอมพิวเตอร์ของสำนักนายกรัฐมนตรีมา น้องเห็นมีคนวางไว้ก็เลย​หยิบกลับบ้านมา ลูกจำ​ได้มั้ยว่าน้องชอบขอซื้อคอมพิวเตอร์บ่อยๆ​ ​แต่ก็อย่าง​ที่รู้แหละ​ลูก ว่าช่วงนี้บริษัทของพ่อกำไรไม่ค่อยดี โบนัสก็ไม่​ได้ แถมเรายัง​เป็นหนี้บ้านท่วมหัวไม่รู้​จะถูกยึดวันไหน พ่อเองก็เห็นใจน้องนะ ขอร้องล่ะลูก ให้ตำรวจจับลูกแทนน้อง​ไปนะ" ผมโกรธแทบคลั่ง ไม่น่าเชื่อว่ามีเรื่อง​บ้าๆ​แบบนี้ด้วย นี่หรือเมืองพุทธ กรรมใด​ใครก่อ กรรมนั้น​​ต้องชด​ใช้ไม่ใช่หรืออย่างไร ทำไมกรรม​ที่น้องก่อ​ต้องให้พี่ชด​ใช้ให้ด้วย คำพูดเรียบๆ​ของพ่อไม่มีแววสำนึกผิดในสิ่ง​ที่ตัวเองทำลง​ไป​แม้​แต่น้อย

ผมกวาดตา​ไปมองครอบครัวของผม แม่​เอามือซบหน้าร้องไห้อย่างน่าสงสารเหมือนอย่างเคย แม่มัก​จะ​เป็นแบบนี้เสมอ แม่​เป็นผู้หญิงอ่อนแอ ตัดสินใจเองไม่ค่อย​ได้ พอมีเรื่อง​ก็มัก​จะร่ำไห้อยู่​เสมอ ผมไม่อยากเห็นหน้าของแม่แบบนั้น​เลย​ มันทำให้ผมรู้สึกเศร้า รู้สึกเสียใจ​ที่ทำไมตัวเองถึงดีอย่าง​ที่แม่หวังไม่​ได้ ​ส่วนน้องชายต้นเหตุของผมก้มหน้านิ่งเหมือน​กับสำนึกผิด ให้ตายเถอะ นี่สินะกฎของบ้าน "The brother can do no wrong" เหมือนกษัตริย์เลย​สินะ พอทำผิดพ่อแม่ก็ปกป้อง

แล้ว​ผมล่ะ ผม​เป็นอะไร​กัน

"ขอร้องล่ะลูก น้อง​เขายังเด็กนะ ลูก​เป็นพี่คนโต ปกป้องน้องเถอะนะ" แม่เว้นคำพูดบางอย่างไว้ ​แต่ผมก็เข้าใจมันอยู่​ดี พี่​ต้องเสียสละให้น้องสินะ ครอบครัวนี้ดีจริงๆ​​ที่ให้พี่ชายรับโทษแทนน้องชายสุด​ที่รัก แถมยังบอกด้วยว่าพี่​ต้องเสียสละให้น้อง

"ลูกชายคนโต!! ลูกชายคนโต!!" ผมคิดว่าผมบ้า​ไปแล้ว​​ที่หัวเราะออก​ไปแบบนั้น​ ผมไม่แน่ใจเรื่อง​ว่าทำไมผมถึงหัวเราะ โศกเศร้า คับแค้น เสียใจ เดือดดาล ผิดหวัง ​ความรู้สึก​ทั้งหลายปนเปกันยุ่งเหยิงในใจผม ผมทรมานเสียจนอยาก​จะควักหัวใจของตัวเองทิ้ง​จะ​ได้ลืม​ความเจ็บปวดนี้​ไปเสีย

ตำรวจเดินลงมาจากบันได​พร้อม​กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค​ที่​เป็นของกลาง นี่สินะ​ที่ทำให้ผม​ต้อง​เป็นโจร ไม่สิ ​ความโลภของน้องชายผมมากกว่า พวก​เขามองผมแบบพวกเสียสติ ผมคง​จะ​เป็นแบบนั้น​แหละ​ตอนนั้น​

"คุณ​เป็นคนขโมยสิ่งนี้มาใช่มั้ยครับ​" ​เขาพยายามถามผมให้ปกติ​ที่สุด ​แต่ผมก็รู้ว่า​เขามองผม​เป็นคนบ้า ผม​จะปฏิเสธดีไหมเนี่ย ​ถ้าผมทำผมก็พ้นมลทิน ​ส่วนเจ้าน้องชายก็ชด​ใช้กรรมในคุก

ผมหันกลับมามองหน้าแม่ของผมก่อน​ที่​จะพูดอะไร​ออก​ไป แววตาของแม่เต็ม​ไปด้วย​ความหวังให้น้องชายพ้นผิด

"ครับ​ ผมขโมยเอง" ไม่รู้ว่าผม​เป็นบ้าหรืออะไร​​ที่ตอบ​ไปแบบนั้น​ เพียง​แต่ผมไม่อยากเห็นแม่ทำหน้าเศร้าแบบนั้น​ แม่ผมดีใจมาก เธอยิ้มน้อยๆ​ออกมาแล้ว​สวมกอด​กับน้องชาย เธอหลั่งน้ำตาแห่ง​ความยินดีอออกมา ​แต่รอยยิ้มของแม่ก็ถูกน้องผมบังไว้ ในสายตาของตำรวจ นั่นคง​เป็นน้ำตาแห่ง​ความเสียใจ​ที่ลูกชายตัวเอง​เป็นขโมยอย่าง​ที่ควร​จะ​เป็นสินะ

"ผมขอจับคุณข้อหาลักทรัพย์" ตำรวจใส่กุญแจมือให้ผมอย่างรวดเร็ว พวก​เขาคงไม่อยากเสียเวลา​กับคนบ้าอย่างผมนานมากนัก ผมอยาก​จะร้องไห้ให้​กับชะตาของผม ​แต่น้ำตากลับไม่ไหลออกมาซักหยด มี​แต่​ความปวดร้าวในหัวใจเท่านั้น​​ที่​เป็น​ความจริง น้ำตาเองคง​จะรู้​ความในใจของผมจึงไม่ยอมหลั่งออกมา นั่นสินะ ถึงน้ำตาไหลออก​ไปก็ไม่มี​ใครสงสารหรือเห็นใจให้ พ่อแม่ของผมสงสาร​แต่น้องชายผมเท่านั้น​แหละ​

ผมถูกพาขึ้น​รถตำรวจ ​ระหว่างทาง​ที่พวก​เขาพาผม​ไปโรงพัก ผมกลับเหม่อมองกุญแจมือ​ที่จองจำอิสรภาพตน ไม่มี​ความจำ​เป็น​ต้องแก้ตัวอะไร​​ทั้งนั้น​หรอก ผมไม่เหลืออะไร​อีกแล้ว​นี่นา ถึง​แม้ยังมีชีวิตอยู่​ ​แต่ชื่อเสียง สถานภาพของผมคงไม่อยู่​อีกแล้ว​ ​แต่นั่นคงเทียบไม่​ได้​กับการ​ที่สูญเสีย "ครอบครัว" ​ไปหรอก ​ถ้าเลือก​ได้ผมอยากให้สูญเสียครอบครัวแบบพ่อแม่เสียชีวิตยัง​จะดีกว่า "ไม่มีพ่อแม่"แบบนี้ คน​ที่ผมเคารพรักมาตลอด ​แม้ว่า​เขา​จะเลวร้าย​กับผมแค่ไหนก็ตาม ผมยังเชื่อว่า​เขา​เป็นพ่อแม่ผมอยู่​จนกระทั่งวันนี้

​ความพยายาม​ที่แล้ว​มาของผมสูญเปล่า ผมไม่ใช่ลูกรักของพ่อแม่เลย​ นั่นสินะ ผมคงแสดงไม่เก่งจริงๆ​ ไม่มีวิชาหนังหน้าเหล็กคลุมหน้าทองเรียกร้อง​ความสงสาร​ได้เหมือน​กับน้องชายผม ผมก็แค่พยายามทำตัวดี​เพื่อให้พ่อแม่รักเท่านั้น​ ​จะ​ไปสู้พ่อนักแสดงตุ๊กตาทอง​ที่ทำตัวเลวร้าย​เพราะถูกบังคับแบบน้องชายผม​ได้อย่างไรเล่า

ละครโศกย่อมมีคนดูมากกว่าละครสุขอยู่​แล้ว​ ​แม้ว่าละครสุข​จะดีกว่าก็ตาม

คดีปิดลงอย่างง่ายดาย​เพราะผู้​ต้องหารับสารภาพ ​แต่โทษ​ที่ผม​ได้รับ​คือจำคุกสิบปี ​เนื่องจากของ​ที่น้องชายตัวดีขโมย​ไป​คือฐานข้อมูลรัฐบาล​ที่บังเอิญมีคนลืมทิ้งไว้​ที่ร้านกาแฟ ข้อหา​ที่ผม​ได้รับ​คือขโมย​ความลับทางราชการเกี่ยว​กับ​ความมั่นคง ป่านนี้เจ้าน้องชายคงขายข้อมูลในเครื่องนั้น​ให้ประเทศอื่น​ไปแล้ว​ เท่านี้คงปลดหนี้พ่อแม่​ได้แล้ว​ ​แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สำคัญ​กับผมมากนัก ก็ใน​เมื่อผม​ต้องอยู่​ในคุกห้าปี ​แต่ลดหย่อนโทษให้กึ่งหนึ่ง​​เนื่องจากผู้​ต้องหารับสารภาพ ​และไม่เคยมี​ความผิดมาก่อน

แล้ว​ผมก็ถูกยัดเข้าคุกแห่งนี้ ผมคงทำตัว​เป็นลูก​ที่ดีของพ่อแม่แล้ว​สินะ

ผมอิจฉาต้นไม้​ที่อยู่​ข้างนอกเสียเหลือเกิน มันช่างดูยิ่งใหญ่จนเกินเอื้อม ยอดของมันหายเข้า​ไปในเมฆ จริงๆ​นะ มันหายเข้า​ไปในก้อนเมฆจริงๆ​ ​ถ้าทำ​ได้ผมก็อยากยิ่งใหญ่แบบต้นไม้นั้น​ มีพลัง​ที่​สามารถ​จะไขว่คว้าหาสิ่ง​ที่​ต้องการเหมือนต้นไม้​ที่ยืดตัวขึ้น​ฟ้านั้น​

ผมทำ​ได้แค่จ้องมองเท่านั้น​เอง

ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงของห้องขัง ​ความมืดของห้องมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมาก ยิ่งเห็นแสงอาทิตย์​ที่ลอดผ่านหน้าต่างคล้าย​กับ​เป็นทางสู่อิสรภาพ​ที่​เป็นทางตัน โทษของการขโมย​ความลับจากสำนักนายกรัฐมนตรี​คือการจำคุก​ที่นี่อีกห้าปีเท่านั้น​เอง น้อยเหลือเกิน ก็แค่ทำให้เด็กทารกกลาย​เป็นผู้ใหญ่​ได้ ไม่นับว่านานเท่าใดเลย​

ผมหัวเราะแห้งแล้งไร้รสชาติ ชีวิตนี้คงไม่มี​ที่อยู่​ให้ผมอีกแล้ว​ ผมอยาก​จะร้องไห้ระบาย​ความคับแค้นเสียเหลือเกิน ​แต่ผมกลับทำ​ได้เพียงสะอื้นเท่านั้น​ ​แม้อยาก​จะให้น้ำตาหลั่งไหลออกมาเท่าใดก็ไม่อาจหลั่งไหลออกมา

ผมสะอื้น​เป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่รู้ ​แต่รู้สึกคล้ายผ่าน​ไปชั่วครู่ ​แต่ก็คล้ายผ่าน​ไปชั่วนิรันดร์ จิตใจของผมสับสนล่องลอยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่​​ที่ไหน​ทั้งนั้น​ รู้สึกตัวอีกที ผมกลับนอนอยู่​ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น​แล้ว​ ผมออกจากคุกมา​ได้อย่างผมเองก็ไม่รู้ ​แต่​ที่แน่ๆ​ รอบไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ​​ทั้งนั้น​ มีเพียงต้นไม้ใหญ่​ที่ล้อมรอบด้วยป่าเท่านั้น​เอง

เสียงใบไม้ไหวเสียดสีราว​กับดนตรีกลางพงไพร ฟังแล้ว​ไพเราะยิ่งกว่าเครื่องดนตรีใดๆ​ยิ่งนัก ผมหลับตาพริ้ม ฟังลมหายใจของผืนป่าสีเขียวแห่งนี้ อา นานเท่าไหร่แล้ว​นะ​ที่ผมไม่​ได้สัมผัส​ความอบอุ่นนี้ เหมือน​ได้กลับ​ไปอยู่​ในอ้อมกอดของแม่ ผมเองจำ​ได้แค่ตอน​เป็นเด็กเท่านั้น​เอง​ที่มี​ความรู้สึกแบบนั้น​

"นี่สินะ ​ความสุข​ที่เราเฝ้าใฝ่หา ​ที่แท้ก็อยู่​​ที่นี่นี่เอง" ผมรำพึง​กับตัวเองเบาๆ​ ปล่อยให้เสียงนั้น​ล่องลอย​ไปตามสายรม ผมเงยหน้าขึ้น​มองต้นไม้​ที่ผมพิงอยู่​ กิ่งก้านสาขาของมันแผ่กว้างราว​กับ​จะปกคลุมผืนป่าไว้ ธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ใหญ่เกินกว่า​ที่มนุษย์​จะไขว่คว้า​ได้ ​แต่ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่​​ที่นี่ ผมอยู่​ในคุกไม่ใช่หรือ ถึง​แม้​จะมองเห็นต้นไม้เหมือนกัน ​แต่คุกกลับหาย​ไปไหนแล้ว​

พอผมนึกถึงคุก ​ความทรงจำในวันนี้ก็ตามมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง ใบหน้าเรียบๆ​ไร้แววสำนึกผิดของพ่อ แม่​ที่ซบหน้าร่ำไห้ น้องชาย...​นักแสดงตุ๊กตาทองต่างหาก ให้ตายเถอะ ผมอยากล้างแค้นเจ้าน้องบ้านั่นจริงๆ​ ​เพราะมันแท้ๆ​ทำให้ผม​ต้องมาอยู่​ในคุกแห่งนี้ ผมเคียดแค้น อยากทำลาย อยากระบาย กำปั้นของผมชกใส่ต้นไม้ตามสัญชาตญาณ

"เจ้าหนุ่ม ชีวิตของผู้คน เทียบ​กับฟ้าแล้ว​​เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง​" ผมหูฝาด​ไปหรือเปล่า​ที่​ได้ยินเสียงนั้น​ มันดังก้องมาจากไหนกันแน่ ผมมอง​ไปรอบๆ​ด้วย​ความสงสัย ไม่เห็นมี​ใครซักคน หรือว่ามีผี

"​ใครน่ะ" ผมถามกลับแล้ว​สอดส่องสายตามอง​ไปรอบๆ​​เพื่อหาต้นเสียง​เมื่อกี้นี้

"ข้า​คือต้นไม้แห่งตำนานตาม​ที่พวกเจ้าเรียก ข้ามีชีวิตอยู่​มานานก่อน​ที่​จะมีพวกสัตว์ใดๆ​เกิดขึ้น​เสียอีก" เสียงนั้น​ก้องกังวาน​ไปทั่วผืนป่า มีเรื่อง​บ้าๆ​แบบนี้ด้วยหรือนี่ ต้นไม้พูด​ได้ ผมไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย​ ผมเงยหน้ามองขึ้น​​ไปเผื่อ​จะเห็นลำโพงหรือโทรโข่งบ้าง ​แต่ผมเห็น​แต่เพียงใบไม้สีเขียว​ที่ถักทอ​เป็นร่างแหบดบังแสงอาทิตย์ไว้เท่านั้น​

"ไม่​ต้องเสียใจหรอก​ที่ครอบครัวของเจ้าทิ้งเจ้า ตัวเจ้ายังมีชีวิตอยู่​ไม่ใช่หรืออย่างไร" ต้นไม้นั่นพูดอีกแล้ว​

"แล้ว​อย่างไรล่ะ ถึง​แม้​จะยังมีชีวิตอยู่​ ​แต่สิ่ง​ที่ผมเคยเชื่อถือ​ทั้งหมดไม่มีอีกแล้ว​ ​ทั้งพ่อแม่ ก็คิด​แต่ให้ผม​เป็นตัวตายตัวแทนของน้อง ​ส่วน​เพื่อน​ที่โรงเรียนก็​เอา​แต่เห็นผม​เป็นต้นฉบับ​ลอกการบ้าน คน​ที่รักผมจริงๆ​น่ะ ไม่มีซักคนเดียว แล้ว​อย่างนั้น​ผม​จะอยู่​​ไป​เพื่ออะไร​ล่ะ" ผมระบาย​ความในใจออกมา ผมทนไม่ไหวแล้ว​​ที่​จะเก็บมัน​เอาไว้ ใช่แล้ว​ หากผมเก็บมันไว้อีกผมคง​ต้องบ้าตายแน่ๆ​ ​ใคร​จะคิดบ้างเล่าว่า​จะมีเรื่อง​บ้าๆ​แบบนี้เกิดขึ้น​

"กาลครั้งหนึ่ง​นานมาแล้ว​" ต้นไม้เริ่มเล่านิทาน ​แต่ขอโทษนะ ผมไม่อยากฟังนิทานตอนนี้หรอก คนทรมาน​จะ​เป็น​จะตาย​ที่ไหน​จะ​ต้องการฟังนิทานอีกเล่า

"นิทานมันเกี่ยวอะไร​​กับผมล่ะ ผมไม่อยากฟัง" ผมปฏิเสธต้นไม้นั่น ผมคง​จะบ้ามากขึ้น​อีก​ที่คุย​กับต้นไม้​ได้ ​แต่คงไม่สำคัญอะไร​มากแล้ว​

ถึงอย่างไรผมก็บ้าอยู่​แล้ว​ ​จะบ้าให้มากขึ้น​อีกก็คงไม่​เป็นไร

"ครอบครัวชนบทแห่งหนึ่ง​มีพ่อแม่​และลูกสาวทำนาอย่างสงบสุข ​แต่มีปีหนึ่ง​เกิดฝนแล้ง ครอบครัว​ที่แทบ​จะอดตายอยู่​แล้ว​ยามปกติกลับ​ต้องเผชิญการกลั่นแกล้งจากฟ้า ผู้​เป็นพ่อถึง​กับซบหน้าร่ำไห้​กับ​พระแม่ธรณี ขอให้​พระนางปรานีให้ฝนตกลงมาด้วยเถิด" นิทานอะไร​ก็ไม่รู้น่าเบื่อ เคยเรียนเรื่อง​แบบนี้ตอนมัธยมปลายแล้ว​นี่นา เรา​คือลูกของ​พระแม่ธรณีน่ะ เรื่อง​ของชาวนา​ที่เผชิญ​กับภัยแล้ง ​แต่สุดท้ายฝนก็ตกลงมา ก็แค่นิยายน้ำเน่าธรรมดา เรื่อง​แบบนี้มี​แต่ในนิยายเท่านั้น​แหละ​

ผมหาวด้วย​ความเบื่อหน่าย ตั้งใจ​จะหลับเสียที นิทานน่าเบื่อแบบนี้ผมไม่เห็นอยากฟังเลย​

"น่าเบื่อ​จะตาย" ผมส่งสัญญาณว่าผมเองก็เบื่อเหมือนกัน ผมเองก็มีเรื่อง​ทุกข์มากพออยู่​แล้ว​ ​จะหาเหาใส่หัวทำไมอีก

รู้สึกต้นไม้​จะไม่ฟังผมเลย​ มันเริ่มเล่านิทานของมันต่อ​ไป

"หลังจากหลายเดือน​ที่ฝนไม่ตกลงมาสักหยด ผืนดิน​ที่เคย​เป็นไร่นาเขียวขจีกลับกลาย​เป็นทุ่งร้าง แผ่นดินแตกระแหง​เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการไม่เคารพธรรมชาติ ใน​ที่สุดข้าวกระสอบสุดท้ายของครอบครัวก็หมดลง​พร้อม​กับเงินเก็บ ชาวนาผู้พ่อจึงตัดสินใจขายลูกให้​กับสถานบริการ" แล้ว​อย่างไรล่ะ พ่อแม่​คือ​พระเจ้าอยู่​แล้ว​นี่ ​ถ้าบอกให้ตายก็คง​ต้องตายน่ะแหละ​

ก็ '​ความกตัญญู​เป็นเครื่องหมายของคนดี' นี่ ​จะให้ปฏิเสธอย่างไรล่ะ

"พอแล้ว​ๆ​ แบบแผนนิยายน้ำเน่าชัดๆ​" ผมตัดบท​เพราะรำคาญสุดๆ​ ให้ตายเถอะ ผมชักอยาก​ไปให้พ้นๆ​แล้ว​นะ

"สมาธิสั้นจังนะ" รู้สึกเหมือนต้นไม้​จะตำหนิผมนะ ช่างเถอะ ผมไม่สนใจหรอก ผมอยากหลับสงบๆ​มากกว่า ไอ้เรื่อง​ราว​ทั้งหลายในโลกน่ะ ปล่อยให้ผ่าน​ไปเหมือนสายลมเถอะ ผมเหนื่อยมามากพอแล้ว​ ทดแทนบุญคุณก็คงมากพอแล้ว​ด้วย ก็ใน​เมื่อน้องชายผมรอดพ้นข้อกล่าวหาแล้ว​ พ่อแม่คงปิดบ้านฉลองกันเลย​ล่ะมั้ง ​ความสุขของน้องชายผมก็​คือ​ความสุขของพ่อแม่อยู่​แล้ว​นี่ ​จะมีผมหรือไม่ก็ไม่สำคัญอะไร​นักหรอก

"แม่ของผู้หญิงคนนั้น​คัดค้าน" ต้นไม้เล่าต่อ ผมรู้สึกว่า​ต้นไม้ต้นนี้หน้าด้านดีพิลึก "นางอยากให้ลูกสาวทำงานสุจริตมากกว่า ​แต่ตัวลูกกลับคิดว่า​เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่​ที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ แค่​ที่นาผืนน้อยของตนก็ไม่มีค่าอย่างไรเลย​ ลูกสาวจึง​ไป​เป็นโสเภณีในเมือง อาศัย​ความงดงาม​และ​ที่นาผืนน้อยของเธอ​เป็นเงินทองส่งให้พ่อแม่สุขสบาย ​ส่วนเธอกลับอยู่​ในห้องเช่าเล็กๆ​ เพียงคนเดียวเท่านั้น​ สาวบ้านนาอย่างเธอโดดเดี่ยวเดียวดายไม่มี​แม้​แต่คนรู้จักสักคน วันๆ​ก็เจอ​แต่สัตว์ป่าหื่นกระหาย​ที่เห็นเธอ​เป็นเครื่องระบาย​ความ​ใคร่เท่านั้น​ เธอ​แม้​จะทุกข์ใจเพียงไหน ​แต่​เมื่อเธอนึกตอนน้ำตาของแม่ยามสั่งลาเธอ​เมื่อใด เธอกลับกัดฟันทำงานนี้ต่อ​ไป ​เพื่อ​ความสบายใจของพ่อแม่ เธอทำ​ได้ทุกอย่าง" ผมว่าต้นไม้นี่น่า​จะ​ไป​เป็นนักเทศน์มาก ช่างยกตัวอย่าง​ได้ตรง​กับผมดีเหลือเกิน ผมนึกถึงน้ำตาของแม่​ที่หลั่งไหลในวันนั้น​ ผมกลับรู้สึกเหมือนลูกสาวในเรื่อง​​ที่ต้นไม้เล่า ภาพพ่อแม่ผมอยู่​​กับน้องชายอย่างมี​ความสุขมันมากพอ​ที่​จะทำให้ผมยอมติดอยู่​ในคุกทีเหมือนนรกนี่​ได้ตลอด​ไป

"​แต่​ความจริงนั้น​ไม่เหมือน​กับ​ที่เธอฝันไว้ พ่อแม่ของเธอ​ได้เงินทองสุขสบายก็จริง ​แต่พ่อของเธอกลับเปลี่ยน​ไป พ่อผู้ซื่อสัตย์สุจริตกลับติดเหล้าเมาการพนัน ​แต่ละวันเล่นไพ่ไม่มีเว้น เงิน​ที่พ่อ​ใช้วางพนันอย่างสนุกสนานนั้น​กลับ​เป็นหยาดเหงื่อ หยดเลือด​และน้ำตาของลูกสาว ลูกสาว​ที่ยอมมอบร่างกายให้ผู้อื่น​เพื่อให้พ่อสุขสบายคนนั้น​ พ่อของเธอรอคอยต้นเดือนอย่างจดจ่อ ​เมื่อ​เขา​ได้เงินมาแล้ว​ก็​ใช้​เป็นเบี้ยหมดภายในไม่กี่วัน แม่ของเธอกลับมีชีวิตยากแค้นยิ่งกว่าเก่า ทุกวันเธอเก็บผักขาย​ทั้งน้ำตา ลูกสาวเธอส่งเงินมามากมาย​แท้ๆ​ กลับไม่​ได้ทำให้พวกเราสุขสบายขึ้น​เลย​ เธอกลับคิดว่า​ถ้าลูกสาวเธอมีอาชีพ​ที่​ได้เงินน้อยกว่านี้ ส่งเงินมาให้น้อยกว่านี้ พ่อของเธออาจ​จะ​ใช้เงินน้อยกว่านี้ก็​ได้ ​แต่ตอนนี้ทุกอย่างสายเกิน​ไปแล้ว​" นี่มันเรื่อง​การ​ใช้เงินไม่ใช่หรือไงกันนะ เงินทองไม่​ได้ทำให้เรารวยขึ้น​มา​ได้หรอกน่า ตัวเราเองต่างหาก​ที่ทำให้เรารวยหรือจน​ได้

"โสเภณี​แม้​จะทำเงิน​ได้มากมาย​ ​แต่ก็มีเวลาทำเงินเพียงช่วงสั้นๆ​เท่านั้น​ ​เมื่อเวลาผ่าน​ไป สังขารของเธอก็เสื่อมลง​พร้อมๆ​​กับค่าตัวเธอ​ที่ลดลงเรื่อยๆ​ เธอล้มป่วยด้วยกามโรค​ที่ติดมาจากผู้​ใช้บริการเธอ สุดท้ายก็เสียชีวิต ก่อนตายเธอยังกำซองจดหมายใส่เงิน​ที่เตรียมมอบให้พ่อแม่ของเธอไว้แน่น ​ส่วนพ่อของเธอ​กำลังหงุดหงิด​ที่เงิน​ที่ลูกสาวส่งมาน้อยลงเรื่อยๆ​ ก็​ไปทะเลาะ​กับเจ้ามือ สุดท้าย​เขาก็ถูกเจ้าหนี้ฆ่าทิ้ง​เนื่องจากบุญ​ที่ลูกสาวส่งมาให้หมดลง​พร้อม​กับชีวิตของเธอ" ใน​ที่สุดต้นไม้บ้านั่นก็เล่าจบลงเสียที

"หมดเรื่อง​​ที่​จะสอนแค่นี้ใช่มั้ย" ผมล้มตัวลงนอน​กับพื้น ใน​ที่สุดผมก็คง​จะ​ได้หลับสบายเสียที

"เจ้า​ได้อะไร​จากเรื่อง​นี้บ้างล่ะ" พูดจาอวดดี​เป็นบ้า คิดว่าตัวเอง​เป็นอาจารย์หรืออย่างไร ตอนนี้ผมไม่ฟัง​ใคร​ทั้งนั้น​แล้ว​

"​ได้ฟังนิทานน่าหลับหนึ่ง​เรื่อง​ แค่นี้แหละ​" ผมกวนโมโหมันเล่น ​ความจริงผมเองก็​ได้คิดเหมือนกันว่าผมมันบ้าหรือเปล่า​ที่ยอมพ่อแม่ถึงขนาดนั้น​ ​ทั้ง​ที่ชีวิตมันก็​เป็นของผมแท้ๆ​ หรือว่าผมเกิดเห็นแก่ตัวขึ้น​มากันแน่

"หัวแข็งจังนะ เจ้านี่" ไม่เห็นมันอนาทรร้อนใจสักนิด แค่เล่านิทานเรื่อง​สองเรื่อง​ให้ฟังมันไม่ทำให้ผมดีขึ้น​มาหรอกนะ

"ในสมัยอยุธยามีกษัตริย์องค์หนึ่ง​ ​พระองค์ทรงมี​พระมเหสีสิริโฉมงดงามอย่างยิ่ง" ยังไม่จบอีกเรอะ ​จะให้ฟัง​เป็นพันหนึ่ง​ราตรี​ไปเลย​ใช่มั้ย ผมไม่คิด​จะพูด​กับต้นไม้นี่อีกแล้ว​ พูด​ไปก็ป่วยการเปล่า เผด็จการอำนาจนิยมชัดๆ​ หรือว่ามันเหงาปาก​เพราะไม่รู้​จะพูดให้​ใครฟังก็ไม่ทราบ "​พระมเหสีองค์นั้น​โปรดปรานการชมสระบัวอย่างมาก ​พระนางจึงเสด็จประพาสทางชลมารค​พร้อมขบวนเสด็จ​ไปยังบึงดอกบัว ​ระหว่างทางเกิดวังน้ำวนกลางแม่น้ำ เรือต้นนั้น​ถูกดูดเข้า​ไปในวังน้ำวน" เรื่อง​​พระนางเรือล่มมันเกิดในสมัยรัชกาล​ที่ห้าไม่ใช่หรือ ทำไมต้นไม้นี่มันมั่ว​ได้ดีอย่างนี้

"ผู้คนในเรือต้นต่างสละเรือกันอย่างรีบร้อน ​แต่เสียดาย​ที่ผู้คนบางคนรู้สึกตัวช้าเกิน​ไปจึงว่ายออก​ไปไม่​ได้ ​พระมเหสีเองก็ทรงสละเรือไม่ทันเหมือนกัน ​พระนางทรงถูกวังน้ำวนดูดเข้า​ไป ผู้คน​ที่อยู่​ริมฝั่งแม่น้ำคิด​จะ​ไปช่วย​พระนาง ​แต่กระแสน้ำแรงมาก นอกจากนี้ยังมีกฏมณเฑียรบาล​ที่ห้ามไม่ให้ผู้อื่นนอกจาก​พระมหากษัตริย์เท่านั้น​​ที่​สามารถแตะ​ต้อง​พระมเหสี หากฝ่าฝืนมีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร" เข้าล็อกเป๊ะ ​พระนางเรือล่มชัดๆ​ อีกเดี๋ยว​พระมเหสีนั่นคง​ไป​ที่ชอบๆ​ แล้ว​กษัตริย์ก็อนุญาตให้​ต้องตัว​พระมเหสีในยามคับขันน่ะแหละ​ ผมเบื่อ​ที่​จะฟังแล้ว​สิ

"ทหารองครักษ์คนหนึ่ง​หลังจาก​ได้ยินเสียงขอ​ความช่วยเหลือของ​พระมเหสี ก็รีบว่ายน้ำเข้า​ไปช่วย​พระนางทันที หลังจาก​ที่ตัว​เขาเพิ่งขึ้น​มาจากน้ำ" ไอ้ทหารนี่มันบ้า​ไปแล้ว​หรืออย่างไร ทำไมถึงทำเรื่อง​แบบนั้น​​ได้ ไม่กลัวพ่อแม่ตัวเองตาย​ไปด้วย​เพราะการกระทำชั่ววูบของตัวเองหรืออย่างไรกัน ประหารเจ็ดชั่วโคตรนะ หมดสิ้น​ทั้งตระกูลแน่ๆ​

"ใน​ที่สุด​เขาก็ลาก​พระวรกายของ​พระมเหสีขึ้น​จากน้ำ ก่อน​จะกด​พระอุระของนางให้​พระนางหายใจ​ได้อีกครั้ง ​พระนาง​เมื่อทรงทราบเรื่อง​​ทั้งหมดหลังจากฟื้นก็ตรัสขอบใจนายทหารคนนั้น​ก่อน​จะตรัสถามว่าทำไมถึงช่วย​พระนาง

'เจ้าไม่หวาดกลัวกฎมณเฑียรบาลหรืออย่างไร ทำไมถึงช่วยตัวเราไว้' ​พระนางสงสัยอย่างยิ่ง สมัยนั้น​กฎมณเฑียรบาลมีอำนาจเหนือองค์​พระมหากษัตริย์เสียอีก

'หน้า​ที่ของกระหม่อม​คือปกป้อง​พระมเหสี ​แม้ชีวิตนี้​จะ​ต้องตายก็หา​เป็นไรไม่' คำตอบของนายทหารทำให้คนอื่นเบือนหน้าหนีด้วย​ความละอายใจ

'แล้ว​ชีวิตของครอบครัวท่านเล่า ท่านไม่เสียดายชีวิตของพวก​เขาหรืออย่างไร' ​พระมเหสีทรงซักต่อ​ไป ​พระนางเพิ่งพบคนอย่างนายทหารผู้นี้​เป็นครั้งแรก

'นี่​เป็นเรื่อง​​ที่กระหม่อมคิด​จะขอร้อง ขอให้​พระนางช่วยทัดทานไม่ให้ประหารครอบครัวของกระหม่อมด้วย ถึงอย่างไรกระหม่อมคง​ต้องถูกประหาร​เพื่อให้กฎมณเฑียรบาลศักดิ์สิทธิ์ต่อ​ไป' ​พระมเหสีรับฟัง​ทั้งน้ำตา ​พระนางไม่เคยคิดเลย​ว่าตนเอง​จะทำให้ทหารผู้จงรักภักดี​ต้องตายเช่นนี้

ใน​ที่สุดคนนำสารของ​พระมหากษัตริย์ก็มาถึง​พร้อม​กับราชโองการให้ประหารเพียงนายทหารผู้นั้น​ตามกฎมณเฑียรบาลเท่านั้น​ นามของนายทหารผู้นั้น​ก็ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์อีกหลังจาก​ที่กรุงศรีอยุธยาโดนเผาตอนเสียเมือง เอกสารของเรื่อง​นี้ก็สาปสูญ​ไป" ใน​ที่สุดเรื่อง​ก็จบเสียที ​แต่ทำไมต้นไม้นี่ถึงรู้เรื่อง​มากนักนะ

"ทำไมถึงรู้เรื่อง​ราวมากมาย​อย่างนี้" ผมถาม ตอนนี้ผมคิดว่าผมบ้า​ใช้​ได้เลย​ พูด​กับต้นไม้แถมยังซาบซึ้ง​ไป​กับเรื่อง​​ที่เล่าอีก

"ข้าอยู่​มาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว​เล่า" ต้นไม้ย้อนคำถามผม รู้สึกผู้คุมคุก​จะบอกผมว่าต้นไม้นี่อยู่​มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว​นี่นา

"คนในยุทธจักร ไม่​เป็นตัวของตัวเอง คิดถอนตัวเร้นกายกลับไม่ง่ายดาย" ผมไม่ใช่เหล็งฮู้ชงนะถึง​ต้องยกคำพูดในกระบี่เย้ยยุทธจักรมาอ้าง "​ความกตัญญู​เป็นเรื่อง​​ที่ดีก็จริง ​แต่เจ้าควร​จะนึกถึงตัวเองบ้าง อย่าปล่อยให้​ความกตัญญูทำลายชีวิตของตัวเอง หนทางทดแทน​พระคุณพ่อแม่มีหลายวิธี ​ใช้สมองตรึกตรองหาหนทาง​ที่เข้ากัน​ได้​ทั้งพ่อแม่​และเรา นั่นแหละ​ ​คือ​ความกตัญญู​ที่แท้จริง" จริงสินะ ผมคงตี​ความหมายของคำว่า "กตัญญู" ​เป็น "เชื่อฟังเหมือนทาส" ​ไปเสีย​ได้

"ทำตามใจของเจ้า ทำในสิ่ง​ที่เจ้าไม่เสียใจภายหลัง นั่นแหละ​​คือหนทาง​ที่ควร​จะ​เป็น" ​ที่ต้นไม้​ต้องการ​จะสอน​คือสิ่งนี้เอง ผู้​ที่วาดบทบาท​ของชีวิตก็​คือตัวผมเอง ผมเห็นกงจักร​เป็นดอกบัวตั้งนาน น้ำตาของผมไหลออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ นี่แหละ​สิ่ง​ที่ผมค้นหา ​ความอบอุ่น​ที่แท้จริง

"ขอบคุณ ต้นไม้แห่งตำนาน" ผมกล่าวเสียงสั่นครือ

"หลับให้สบายเสียเถิด" เสียงใบไม้เสียดสีคล้ายเสียงเพลงขับกล่อมให้ผมหลับฝันดี

ผมลืมตาตื่นขึ้น​ในห้องขังมืดๆ​ห้องนั้น​ ​แต่ตอนนี้ผมกลับมองเห็นทุกอย่างสว่างไสวราว​กับ​เป็นโลกใบใหม่ ใจของผมกระจ่างแล้ว​ ผมไม่ลังเล​กับทาง​ที่ตัวเองเดินอีกต่อ​ไป ถึง​แม้ผม​จะอยู่​​ที่นี่อีกนานแค่ไหนผมก็​จะไม่ผิดหวัง ​จะไม่ท้อถอยอีก ผมลุกขึ้น​​ไปมองต้นไม้แห่งตำนาน มันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจของมัน

ผู้คุมเปิดประตูคุกของผม ผมประหลาดใจว่าเกิดอะไร​ขึ้น​

"ออก​ไป แกพ้นผิดแล้ว​" ​เขาพูดอย่างรำคาญ ผมตะโกนด้วย​ความดีใจ​ที่ใน​ที่สุดผมก็​ได้ออก​ไปจาก​ที่นี่ ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตใหม่ของผม​จะเริ่มต้นเร็วขนาดนี้ ​แต่ผมก็นึกขึ้น​​ได้ว่าทำไม​ต้องปล่อยตัวผมด้วย

"ทำไม​ต้องปล่อยผมด้วยครับ​" ผมถาม​เขาด้วยคำถาม​ที่แปลกสุดๆ​ คงไม่มีนักโทษคนไหน​ต้องมาสงสัยหรอกว่าตัวเองถูกปล่อย​ได้อย่างไร แค่​ได้​เป็นอิสระภาพก็น่า​จะพอแล้ว​นี่นา

ผู้คุมเองก็คง​จะสงสัยเหมือนกัน ​แต่​เขาก็ตอบคำถามผม

"เราเจอคนร้ายตัวจริงแล้ว​ แกออก​ไป​ได้" ​เขานำทางผมออก​ไปนอกคุก นักโทษคงอื่นๆ​คงคิดว่าผมบ้า​เมื่อเห็นสีหน้ายินดีของผม ​แต่ผมก็ดีใจจนข่มอารมณ์ตัวเองไม่อยู่​จริงๆ​

ผู้คุมอีกคนคุมตัวนักโทษคนหนึ่ง​สวนทางผม นักโทษคนนั้น​ก้มหน้าก้มตาเหมือน​กับ​จะปลงตก​กับชะตากรรมของตัวเอง ผมยิ้มเยาะนิดๆ​​เมื่อเห็นว่านั่น​เป็นน้องชายของผมเอง

สายฝน ​แม้​จะตกหนักราวฟ้ารั่วอย่างไร สุดท้ายแสงตะวันก็ยังสาดส่องลงมา

ต่อจากนี้​ไป บทบาท​ของผม ผม​จะเล่นเองแล้ว​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1207 Article's Rate 16 votes
ชื่อเรื่อง Tree of Tales : The Acting
ผู้แต่ง Silverfur
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๓ ตุลาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๕๓๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๖๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Poceille [C-5992 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 04 ต.ค. 2548, 18.32 น.

มานั่งฟังนิทานของต้นไม้ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เหมียว [C-6072 ], [221.128.108.55]
เมื่อวันที่ : 19 ต.ค. 2548, 08.38 น.

อืม มาอ่านแล้ว​นะ เขียนดีมากเลย​อ่ะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น