นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๘ กันยายน ๒๕๔๘
คนที่น่าสงสาร
pilgrim
...วันนี้ ฉัน​​ได้พบ​​กับคน​​ที่น่าสงสารคนหนึ่ง​​ ​​เขา​​เป็นคนขับรถประจำทางสาย 7 ​​ที่วิ่งจากสถานีรถไฟ ผ่านเมือง เข้ามาสุดสาย ในมหาวิทยาลัย​​ที่ฉันเรียนอยู่​​ ลักษณะเด่น...
วันนี้ ฉัน​ได้พบ​กับคน​ที่น่าสงสารคนหนึ่ง​ ​เขา​เป็นคนขับรถประจำทางสาย 7 ​ที่วิ่งจากสถานีรถไฟ ผ่านเมือง เข้ามาสุดสาย ในมหาวิทยาลัย​ที่ฉันเรียนอยู่​ ลักษณะเด่นของ​เขา ​คือ ​เป็นคนขาว ร่างอ้วนใหญ่ โกนศีรษะโล้น มีลายสักเขียวพร้อย สวมตุ้มหูข้างเดียว เรียกว่ามีลักษณะ เฮ้ว เต็ม​ที่ เพียง​ได้เห็นหน้า ก็รู้สึกแล้ว​ว่าน่ากลัว เหมือนนักเลงอย่างไรอย่างนั้น​

ยิ่ง​ถ้า​ได้ฟัง​เขาพูด ​จะรู้สึกว่า​ เจ้าหมอนี่ มันยียวนกวนอวัยวะเบื้องต่ำ​เป็นอย่างยิ่ง ​แม้ฉัน​จะยังไม่เคย​ได้ยิน​เขาตะคอก​ใคร ​แต่ลักษณะการพูดจาของ​เขา น้ำเสียงเหมือน​จะหาเรื่อง​ บางครั้งเยาะหยัน บางครั้งก็ส่งเสียงดัง​โดยใช่เหตุ บางครั้งก็ส่งน้ำเสียงแบบกวนประสาททุก​ส่วน ประเภ​ทว่า ข้าอยากพูดอย่างนี้ มีไรเปล่า...​ ​เอา​เป็นว่า เรา​จะตั้งฉายาให้​เขาว่า "คุณโล้นซ่า" แล้ว​กัน

ตอนแรก ฉันก็ไม่​ได้ใส่ใจ​เขานัก ​เพราะไม่ค่อย​ได้นั่งรถเมล์มากนัก ​เนื่องจากบ้านใกล้มหาวิทยาลัย ​จะนั่งทีก็ต่อ​เมื่อ​ต้องการเข้าเมือง ​แต่​เพื่อนชาวเอเชียหลายคน รวม​ทั้งคนไทย ​ที่​เป็นลูกค้าประจำของรถเมล์สาย 7 ต่างพากันบ่นเรื่อง​นี้ขึ้น​มา ทุกครั้ง​ที่เราคุยกัน

​เพื่อนของฉันคนหนึ่ง​ ชื่อ วาสเมีย มาจากประเทศย่านตะวันออกกลาง ​ซึ่งคนไทยมักเรียกเหมารวมๆ​ กันว่า แขกอาหรับ เธอบอกว่า มีคนขับรถเมล์คนหนึ่ง​ ทำให้เธอโมโห
ธรรมเนียมการขึ้น​รถเมล์​ที่เมืองเล็กๆ​ อย่าง​ที่ฉันอยู่​นั้น​ เรายัง​สามารถซื้อตั๋วบนรถเมล์​ได้ ดังนั้น​ ก่อนขึ้น​รถเรา​ต้องเข้าคิวอย่างเรียบร้อย​ คนอังกฤษมีข้อดีอยู่​อย่างหนึ่ง​​ที่​เป็นเอกลักษณ์ของ​เขา​คือ ​เขา​จะพูดจามีมารยาท สุภาพเรียบร้อย​ ​และไม่ค่อยด่ากัน ดังนั้น​ ในการ​จะถามหรือ​ต้องการให้​ใครทำอะไร​ให้ คำว่า "Please" หรือ "​ได้โปรด" ​จะติดอยู่​​ที่ริมฝีปากเสมอ เช่นอย่างเวลา​จะขึ้น​รถเมล์ เราก็​จะบอกว่า

"To town centre, return, please" หมายถึง​ต้องการซื้อตั๋ว​ไปกลับ​ระหว่างบ้านเรา​กับเมือง ​ซึ่ง​จะถูกกว่าซื้อเ​ที่ยวเดียวนิดหน่อย​

​แต่​เมื่อวาสเมียขึ้น​รถ​และบอก​กับ คุณโล้นซ่าอย่างประโยคข้างบน คุณโล้นซ่ากลับทำท่าป้องหู เหมือนไม่​ได้ยิน​ที่วาสเมียพูด วาสเมียยังพาซื่อ พูดซ้ำอีกครั้ง "To town centre, return, please"

คุณโล้นซ่าก็ทำท่าป้องหู ​แต่คราวนี้ วาสเมียเห็นแล้ว​ว่าหน้าตาท่าทางของหมอนี่มันกวน วาสเมียจึงยืนจ้องหน้าเฉยๆ​ คุณโล้นซ่าก็ทำ​เป็นฟัง​ได้ยินขึ้น​มาในทันใด แล้ว​หมอก็พูดว่า "Oh, town centre, return, please" คุณโล้นซ่าเน้นคำว่า "please" ดังๆ​ เหมือน​จะบอกว่า วาสเมียลืมพูดคำนี้ ​แต่วาสเมียบอกว่า เธอไม่ลืมแน่ๆ​ ​เพราะเธอจบปริญญาโทมาจากลอนดอน ​และมาอยู่​​ที่อังกฤษนานกว่าห้าปีแล้ว​ พูดจารู้เรื่อง​​และรู้จักภาษา มารยาท​เป็นอย่างดี ...​แล้ว​คุณโล้นซ่าก็ขายตั๋วให้วาสเมียด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยียวน
วาสเมียก็​ได้​แต่เก็บ​ความขุ่นเ​คืองไว้ในใจ

​ต่อมาอีกวันหนึ่ง​ วาสเมียก็มาเล่าเรื่อง​ราวของคุณโล้นซ่าให้ฟังอีก
ซูฮา ​เพื่อนแขกอาหรับ หญิงชาวตะวันออกกลางอีกคนหนึ่ง​ เข้าเมือง​ไปซื้อของแล้ว​ขากลับก็​ได้เจอ​กับคุณโล้นซ่าคนนี้ ​เนื่องจากบ้านพวกเรา​ส่วนใหญ่อยู่​ใกล้มหาวิทยาลัย ดังนั้น​ เรา จึงนั่งรถสาย 7 นี้ เข้ามาในมหาวิทยาลัยแล้ว​ลงตรงห้องสมุด จากนั้น​ ก็เดินออกจากประตูรั้วด้าน​ที่อยู่​ใกล้ห้องสมุด​เพื่อกลับบ้าน​ได้

ซูฮาเข้าเมือง​ไปซื้อของถุงใหญ่ หอบหิ้วขึ้น​รถเมล์กลับบ้าน ​เมื่อใกล้ถึงป้ายหน้าห้องสมุด ซูฮาก็กดกริ่ง ​เพื่อเตรียมลง ​เป็นการเตือนคนขับด้วยว่า ฉัน​ต้องการลงป้ายหน้านะ
​แต่คุณโล้นซ่ากลับเบรกรถพรืด ​ทั้งยังไม่ถึงป้าย แล้ว​หันมาบอกให้ซูฮาลง เดี๋ยวนี้เลย​
ซูฮา ตอนนั้น​ เพิ่งมาเริ่มเรียน​ได้ไม่นาน เธอก็เลย​ก้าวลงจากรถด้วย​ความงุนงง ไม่​ได้ต่อปากต่อคำ ​ทั้งๆ​​ที่หอบหิ้วถุงใบใหญ่ใส่ของ​ที่​ไปซื้อมา
ดู​ความกวนประสาท​และไร้น้ำใจของคุณโล้นซ่าสิ

นั่น​เป็นประสบการณ์​ที่วาสเมีย​และ​เพื่อนๆ​ชาวอาหรับของฉันเจอะเจอฤทธิ์เดชของคุณโล้นซ่ากัน ​แต่​กับฉันยังไม่เคยประจัน​กับคุณโล้นซ่า จึง​ได้​แต่รับฟังอย่างพลอยเ​คืองๆ​​ไปด้วย


ครั้งหนึ่ง​ ฉันก็มีประสบการณ์​โดยตรง​กับคุณโล้นซ่า ร่วม​กับวาสเมีย ​แต่ยังจัดว่าไม่หนักหนาสาหัสนัก

ตอนนั้น​ เรานั่งรถไฟ​ไปเ​ที่ยวเมืองอื่นกัน ขากลับก็​ต้องนั่งรถสาย 7 นี้แหละ​กลับบ้านกัน ตอนนั้น​ เริ่มเย็นแล้ว​ รถ​โดยสารก็ไม่ค่อย​จะมีวิ่ง นี่แหละ​ค่ะ​หน้าตาของรถสาย 7 จอดรอผู้​โดยสารอยู่​​ที่สถานีรถไฟประจำเมือง

คลิกดูภาพขยาย


​เมื่อพวกเราลงจากรถไฟกัน เห็นรถสาย 7 สีเหลืองอ๋อย จอดอยู่​​ที่ป้ายหน้าสถานี ก็รีบเดินปรี่เข้า​ไปด้วย​ความดีใจ พอเจอคุณโล้นซ่า ก็ทำใจดีสู้เสือ ทำท่า​จะก้าวขึ้น​รถ ​แต่แกหันมาตะโกนถามว่า "​จะ​ไปไหน" พวกเราก็บอกว่า "​ไปมหาวิทยาลัย(ฟ่ะ)" คุณโล้นซ่าก็บอก "คันนี้ไม่​ไป(เว้ย) ให้​ไปโน่น สาย 4" แฮ่ๆ​ๆ​ ​ความจริง เราไม่​ได้พูดกันอย่างนั้น​หรอก อันนี้เรียกว่าใส่ไข่​เพื่อ​ความมัน

วาสเมียก็หันมาถามฉัน "สาย 4 ผ่านมหาวิทยาลัยด้วยหรือ เดินไกลจากบ้านเราหรือเปล่า" ฉันก็บอกว่า "สาย 4 ผ่านประตูด้านคณะวิศวะฯ ก็เดินไกลกว่าเดิมนิดนึง ​แต่ก็ไม่ไกลมากหรอก"

ทันใดนั้น​ ก็มีรถสาย 7 อีกคันเข้ามาจอดเทียบป้าย พวกเราก็ทำท่า​จะเข้า​ไปถาม คนขับ ว่า​เขา​จะเข้า​ไปในมหาวิทยาลัยไหม อีตาคุณโล้นซ่า ก็รีบตะโกนบอก​เพื่อนตัว​ที่ขับสาย 7 ว่า "ออกรถ​ไป​ได้เลย​ ตรงนี้ไม่มี​ใคร​ไปหรอก ​เขา​จะ​ไปสาย 4 กัน"

ดู​ความร้ายกาจของโล้นซ่าสิ พวกเรายังไม่ทันทำอะไร​ รถสาย 7 คันนั้น​ ก็วิ่งออก​ไป ฉัน​กับวาสเมียมองหน้ากัน ฉันนึกพูดอยู่​ในใจว่า...​ มันแกล้งเรา...​ ดูซิ อยู่​ดีๆ​ก็ไล่รถสาย 7 ​ที่เรา​ต้องการขึ้น​​ไป

พวกเรายังงงๆ​ ทำอะไร​ไม่ถูก รถสาย 4 ก็ทำท่า​จะออก พวกเราเลย​​ต้องวิ่ง​ไปขึ้น​สาย 4 กัน

นี่แหละ​ ​คือประสบการณ์ร้ายๆ​ ครั้งแรก ​ที่มี​กับตาโล้นซ่า (ไม่อยาก​จะเรียกคุณแล้ว​)
จากนั้น​ ก็ฟาดฟันกันมาอีกหลายยก ​ส่วนใหญ่ มี​แต่ฉันน่ะแหละ​​ที่ถูก​เขาฟาดใส่ก่อน ​เพราะน้ำหน้ากะเหรี่ยงอย่างเรา มีหรือ​จะอาจหาญ​ไปแผลงฤทธิ์เดชใส่ฝรั่ง กลัว​เขาด่ากลับมาแล้ว​ฟังไม่รู้เรื่อง​

มีอยู่​ครั้งหนึ่ง​ ฉันเดินออกจากตึกด้วยอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว ท่าทาง​จะไม่ค่อยสบายเหมือน​จะ​เป็นไข้ ข้างนอกหรือก็ลมแรง หนาวสะท้าน ปกติ ก็เดินกลับบ้าน​เพื่อ​เป็นการออก​กำลัง ​แต่วันนี้ อยากนั่งรถเมล์ ​จะ​ได้ถึงบ้านเร็วๆ​ ​เพราะอยากพักนอน ก็เจอรถสาย 7 ​กับตาโล้นซ่าเข้าเหมือนแจ็คพ็อต ฉันเดินมา​ที่รถ หนอยแน่ะ ประตูรถปิด ฉันก็ทำภาษาใบ้ ถามว่า "​ไปหรือเปล่า" ตาโล้นซ่าก็ส่ายมือ​ไปมา​เป็นภาษาใบ้เหมือนกันว่า "ไม่​ไป" ฉันก็นึกอยู่​ในใจ " ไม่​ไป แล้ว​มาจอดรอทำซากอะไร​ตรงนี้ฟะ" แล้ว​ก็ออกเดินต่อ ปรากฏว่า ตาโล้นซ่า เปิดประตูรถผลัวะออกมา แล้ว​บอกว่า "ขึ้น​มาสิ ตะกี้ล้อเล่นน่ะ" ​เอา​กับพ่อเจ้าประคุณสิ

​แต่ก็มีหลายที​ที่ ตาโล้นซ่า ไม่มีอารมณ์​จะตอแย​กับฉัน ​เขาก็ทำหน้าตาย ขับรถ​ไป ​แต่ยังไงก็ยังไม่ทิ้งลายซ่าสุดฤทธิ์ เห็นแล้ว​ก็นึกถึงคนขับรถเมล์เล็กร่วมบริการสีเขียวของ กทม. ​ที่หลายคนเรียกว่า รถร่วม(กตัญญู) ​เพราะอีตาโล้นซ่าแกชอบแกล้ง​เพื่อนร่วมถนนให้ตกใจเล่น เช่น รถจอดรอเลี้ยวอยู่​ ​เพราะยังไม่​ได้จังหวะเลี้ยว แกก็ตามมาจ่อแล้ว​บีบแตรใส่​เขา ประมาณว่า ​จะให้​เขาเลี้ยวตัดหน้ารถคันอื่นๆ​ออก​ไปเร็วๆ​ ทำแบบนี้ ถือ​เป็นการเสียมารยาทสุดๆ​ของการขับรถในอังกฤษ ​เพราะคนอังกฤษ​เขา​จะสุภาพ ใจเย็น ไม่ค่อยบีบแตรใส่กัน

อีกคราวหนึ่ง​ ตาโล้นซ่าเห็นนักศึกษาจีนขี่จักรยานอยู่​ แกก็ทำ​เป็นแถเข้าหา​เขา แล้ว​บีบแตรใส่ ประมาณว่า​จะให้​เขาหลบ ​ทั้ง​ที่ ​เขาก็ขี่จักรยานชิดขอบถนน​ที่สุดแล้ว​ ไม่​ได้ออกมาเกะกะกีดขวางทางเดินรถของตาโล้นซ่า​แต่อย่างใด วันนั้น​ ​เป็นวัน​ที่ฉันนึกชังน้ำหน้าตาโล้นซ่าขึ้น​มาสุดชีวิต ​เพราะนักศึกษาจีนคนนั้น​เธอ​เป็นผู้หญิง
ฉันก็​ได้​แต่นั่งนึกด่าอยู่​ในใจ...​คนอะไร​ฟะ ​เป็นผู้ชายประสาอะไร​ แกล้ง​ได้กระทั่งผู้หญิง...​ท่าทางแก​จะจิตบกพร่อง

เวลามีเหตุ​ต้องขึ้น​รถสาย 7 พวกเราจึงกลัวกันสุดประมาณว่า​จะเจอคุณโล้นซ่า ยิ่งวาสเมียนั้น​ เธอเกลียดกลัวเสียจนครั้งหนึ่ง​ ​ที่รอรถสาย 7 อยู่​ ​เมื่อเห็นว่าอีตาโล้นซ่า​เป็นคนขับ เธอไม่ยอมขึ้น​ บอกรอคันต่อ​ไปดีกว่า ยอมเสียเวลาดีกว่าเสียอารมณ์

​แต่ก็มีบางคราวเหมือนกัน​ที่ตาโล้นซ่า ก็พูดจาพอฟังเข้าหู​ได้ ​ถ้าแกอารมณ์ดี
เวลาลงจากรถ ​โดยปกติแล้ว​ เรา​จะ​ต้องกล่าวขอบคุณคนขับ​เป็นธรรมเนียม ​เพื่อ​เป็นการให้เกียรติ​เขา​ที่ขับพาเรา​ไปใน​ที่​ที่อยาก​ไป อันนี้ ฉันคิดว่า​เป็นสิ่ง​ที่ดีมาก ​แต่คนไทยเราไม่ทำกันหรอก ขืน​ใครลงรถแล้ว​​ไปบอกคนขับหรือกระเป๋ารถว่าขอบคุณ ทุกคนคงมองว่า ยายนี่หรือหมอนี่ ท่า​จะเพี้ยนแฮะ

ฉันก็กล่าวขอบคุณคนขับรถเมล์ทุกคน รวม​ทั้งตาโล้นซ่านี่ด้วย เวลาแกอารมณ์ดีๆ​ แกก็​จะตอบกลับอย่างน่ารักว่า "Bye, love." นี่​คืออย่างสุภาพ​และน่ารักสุดๆ​ ของตาโล้นซ่า​เขาแหละ​ อันคำว่า "love" นี้ก็ไม่​ได้มี​ความหมายลึกล้ำอะไร​หรอก เพียง​แต่​เป็นคำ​ที่คนแก่​ใช้เรียกเด็กๆ​แสดง​ความเอ็นดู หรือ​ใครก็​ได้ ​ใช้เรียกต่อท้ายการพูด ​เพื่อแสดง​ความ​เป็นกันเอง​และ​เป็นมิตร

คราวหนึ่ง​ ตาโล้นซ่าก็ทำเรื่อง​​กับฉัน หวัง​จะให้ฉันหน้าแตก
วันหนึ่ง​ ฉัน​ต้องเข้า​ไปซื้อของในเมือง ก็เลย​ขึ้น​รถเมล์ แล้ว​ก็จ๊ะ​เอ๋​กับตาโล้นซ่า ตอนเจอหน้าแก ก็นึกอยู่​เหมือนกัน วันนี้ เรา​จะเจอแจ็คพ็อตอะไร​จากตานี่ แล้ว​ก็เจอจริงๆ​
ฉันจ่ายตังค์ค่ารถให้ตาโล้นซ่า แล้ว​ก็​ได้ตั๋วมาแล้ว​ ​กำลัง​จะนั่ง ตาโล้นซ่าก็ตะโกนอย่างดัง บอกว่า ฉันให้เหรียญปอนด์เก๊​กับแก แกตะโกนต่อหน้าผู้​โดยสารหลายคน หวังให้ฉัน​ได้อายหรือตกประหม่า

​แต่เสียใจ...​ฉันเคยเจอ​กับเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนแล้ว​ จากแคชเชียร์​ที่ร้านค้าคนหนึ่ง​ เธอเคยกล่าวหาฉันด้วยข้อหาเดียวกันนี้ อย่าคิดว่าฉัน​เป็นนักปลอมแปลงเหรียญปอนด์นะ ถึง​ได้ถูกกล่าวหาแบบนี้ถึงสองครั้ง ​แต่ฉันสรุป​กับตัวเองว่า คน​ที่กล่าวหาฉันแบบนี้ ดูจากท่าทีแล้ว​ พวก​เขาไม่ชอบคนเอเชีย ไม่ชอบคน​ที่ไม่ใช่ฝรั่ง ผิวขาว จมูกโด่งเหมือน​เขา

ขอออกนอกเรื่อง​เล่าถึงยายแคชเชียร์คนนั้น​หน่อย​ ​เพราะมัน​เป็นเรื่อง​ตลกร้ายเหลือเชื่อ เดี๋ยวเราค่อยกลับมาเข้าเรื่อง​ตาโล้นซ่ากันต่อแล้ว​กัน

ตอนนั้น​ ฉันก็ซื้อของราคาหนึ่ง​ปอนด์ พอถึงคิวฉัน แม่สาวแคชเชียร์ก็ทำอ้อยอิ่ง ไม่อยาก​จะบริการ ทำ​เป็นเปิดลิ้นชัก จัดนั่น จัดนี่ หยิบค้นข้าวของของตัวเองให้วุ่นวาย​ไปหมด ไม่ยึดหลักว่า​ต้องบริการลูกค้าก่อนเลย​ คนในแถวต่อจากฉันก็ยังเรียงรายยาว​เป็นหาง

ฉันก็นึกปลงอยู่​ในใจแล้ว​ ว่า...​ โอ้เราหนอ เคย​ไปเหยียบหัวแม่เท้าเธอไว้​แต่ครั้งไหนก็นึกไม่ออก ทำไมเธอถึงไม่ชอบหน้าเรานะ เท่า​ที่จำ​ได้ก็ไม่เคย​ไปทำอะไร​ให้เธอเดือดร้อนนี่หว่า...​ หรือใบหน้าเรามันสร้าง​ความยียวนกวนประสาทให้เธอ​โดยธรรมชาติ ​แต่เราว่าไม่นา เรามี​เพื่อนกี่คนๆ​ มันยังหาว่าเราใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่​ตลอดเวลาเลย​ บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็ยังกล้าเข้ามาทักผูกมิตร​กับเรา ก็​เพราะรอยยิ้ม​ที่เราแจกจ่าย​ไปนี่แหละ​ สรุปว่า แม่สาวแคชเชียร์คนนั้น​ เหม็นขี้หน้าเราแล้ว​กัน ​เพราะอาจศรศิลป์ไม่กินกัน

ใน​ที่สุด พอเธอค้นลิ้นชักจนไม่มีอะไร​ให้ค้นแล้ว​ เธอก็เงยหน้าขึ้น​มาบริการฉัน พอฉันยื่นเหรียญปอนด์ให้ เธอก็บอกว่า "นี่เหรียญปลอม" ตอนนั้น​​เป็นครั้งแรก​ที่ฉันโดนโจมตีแบบนี้ ก็เลย​งุนงง​และเริ่มอายคนอื่นๆ​ ​แต่ก็ยังอุตส่าห์ถามเธอกลับ​ไปว่า "คุณรู้​ได้ไงว่าปลอม" เธอก็​เอาเหรียญของฉัน​ไปขูดๆ​ๆ​ๆ​ ด้วยเข็มกลัด แล้ว​มันก็​เป็นรอย

เธอบอก "นี่ไง ของปลอม"

ตอนนั้น​ อะไร​ดลใจฉันไม่รู้ ทำให้อยากตอแย​กับแม่สาวนี่ ฉันก็เลย​บอกเธอว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เพิ่ง​ได้เหรียญนี่มาจากร้านขายผักใกล้ๆ​กันนี่เอง แล้ว​เหรียญปลอม​กับเหรียญจริงนี่มันแตกต่างกันยังไง เวลาโดนขูด"

แม่สาวก็หยิบเหรียญจากลิ้นชักของเธอออกมา แล้ว​ก็ขูดๆ​ๆ​ๆ​ แล้ว​เธอก็วางเหรียญ​ทั้งสองอันเทียบให้ดู ฉันอาจ​จะตาถั่ว มองไม่เห็นว่ามันแตกต่างกันยังไง มันก็​เป็นรอยเหมือนกัน​ทั้งสองเหรียญนี่นา

​ที่ว่าตลกร้าย​คือ พอวางเหรียญลงให้ดูปุ๊บ แม่สาวคนนั้น​ ก็หันมาถามฉันอย่างงุนงงว่า "แล้ว​เหรียญอันไหนของยูน่ะ"

นั่นไง ฉันว่าแล้ว​ เจ้าหล่อนเองก็งง ดูไม่ออก แยกไม่​ได้เหมือนกัน หนอยแน่ แล้ว​มาว่าเหรียญฉันปลอม ​แต่ยังไงฉันก็จำเหรียญฉัน​ได้ ​เพราะรูป​ที่เหรียญนั้น​มันต่างกัน ​คือ​เป็นเหรียญ​ที่ผลิตคนละรุ่น รูปบนเหรียญเลย​ไม่เหมือนกัน

​ความจริงฉัน​จะแกล้งมั่ว ​เอาเหรียญ​ที่เธอหาว่าปลอมให้เธอ​ไปก็​ได้ ​แต่ตอนนั้น​ ฉันมี​ความรู้สึกเหมือน​ต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ใน​เมื่อเธอไม่อยาก​ได้เหรียญอันนี้ ฉัน​เอากลับ​ไปเองก็​ได้ อีกอย่าง ฉันก็อยากพิสูจน์ด้วยว่าเหรียญของฉันปลอมจริงหรือไม่
ฉันก็หยิบเหรียญของฉันกลับมา แล้ว​หยิบเหรียญอันใหม่ให้เธอ​ไป คราวนี้ เธอรับ​ไปอย่างไม่โต้แย้ง

นับจากเหตุการณ์วันนั้น​ ทำให้ใบหน้าฉันหนาขึ้น​ ไม่อับอาย​แม้​จะถูกหักหน้า ต่อหน้า​ที่สารธารณะอีกต่อ​ไปแล้ว​ ​เพราะอาย​ไปก็ไม่มีประโยชน์ ใน​เมื่ออีกฝ่ายจ้อง​จะหาเรื่อง​ให้เรา​ได้อายหรือเสียหน้า อยู่​แล้ว​

การพิสูจน์ว่าเหรียญฉันไม่ปลอม ​คือ ​เอา​ไป​ใช้ซื้อของร้านอื่น ก็ปรากฏ​เขาก็รับกันเบิกบาน ไม่เห็นมี​ใครว่าเหรียญฉันปลอมเหมือนเจ๊คนนั้น​ นี่แหละ​ค่ะ​ เรื่อง​ของ Pride and prejudice ของจริง

ดังนั้น​ ​เมื่อตาโล้นซ่า ตั้งข้อกล่าวหานี้​กับฉัน​เป็นคน​ที่สอง ฉันจึงไม่อาย ​ได้​แต่ถามกลับ​ไปว่า "เหรอ" แล้ว​ก็​เอาเหรียญนั้น​กลับมา เปลี่ยนเหรียญใหม่ให้​เขา​ไป
ฉันแยกเหรียญนั้น​ไว้ต่างหาก แล้ว​​เอา​ไป​ใช้ซื้อแสตมป์​ที่ทำการ​ไปรษณีย์ เจ้าหน้า​ที่ก็รับเหรียญ (​ที่คุณโล้นซ่าหาว่าปลอม) นั้น​ ​โดยไม่พูดให้ฉันสะเทือนใจสักคำ

นี่แหละ​ค่ะ​ เรื่อง​ของคุณโล้นซ่า ฉันก็เลย​มาคิด​ได้ว่า ดูๆ​​ไปแล้ว​ ก็น่าสงสารคุณโล้นซ่าแก

แกคงคิดว่าอาชีพอย่างแกนั้น​ต้อยต่ำ จึงอยากให้​ใครให้เกียรติ เห็น​ความสำคัญของแก ​แต่การเรียกร้อง​ความสนใจของแกนั้น​ ยิ่งทำให้แกน่าสงสาร

ฉันก็นั่งคิด​ไปในรถแกนั่นแหละ​ค่ะว่า​ อันว่า คนเรานี่หนอ ไม่มี​ใครมาดูถูกเราให้เจ็บใจ​ได้เท่า​ที่เราดูถูกตัวเองหรอก ​เพราะมัน​จะคิดแบบย้ำคิด ย้ำทำอยู่​นั่นแหละ​ ว่าเรามันจน เรามันต้อยต่ำ เรามันสู้คนอื่น​เขาไม่​ได้ เรามันน่าสงสาร เรามันล้มเหลว เรามันน่าอนาถ แล้ว​ก็เลย​พลอยทำให้เราเกลียด โกรธแค้นคน​ทั้งโลก ด้วยคิดว่า คนอื่น​เขาดีกว่าเรา ​เขารวยกว่าเรา ​เขาเรียนสูงกว่าเรา ​เขาเลอเลิศประเสริฐกว่าเรา​ไปเสียหมด ​ที่ร้าย​คือ พลอยเกลียดตัวเอง​ไปด้วย เหมือนเจ็บแค้นตัวเองอยู่​ลึกๆ​ รู้สึกเหมือนตัวเราเองนี่ มันไร้ค่าสิ้นดี เหมือน​ที่ฝรั่ง​เขาว่า low self-esteem นั่นแหละ​

คุณโล้นซ่าจึงน่าสงสาร ​เพราะแกไม่ให้เกียรติตัวแกเอง แกพยายามสร้างปมเขื่องต่างๆ​ขึ้น​มา ​เพื่อกลบ​ความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง แทน​ที่แก​จะทำให้คนอื่นยอมรับนับถือ สรรเสริญ ชื่นชมแก แกกลับพยายามวางท่าว่าข้าแน่ พวกแกทุกคนตอนนี้ อยู่​ในกำมือของข้า ​เพราะข้า​เป็นคนขับ ทำให้แกขาดคุณธรรม เมตตาธรรมประจำใจ

น่าสงสารแกค่ะ​ ​ที่แกไม่รู้จักตัวเอง ก็คง​จะ​ได้​แต่สงสาร​และแผ่เมตตาให้แก​ไป ​เพราะไม่รู้​จะช่วยแก​ได้อย่างไร ถึงอย่างไร ทุกครั้ง​ที่ลงจากรถ ฉันก็ไม่ลืมกล่าวคำขอบคุณคุณโล้นซ่า อย่างน้อยก็อยากให้แก​ได้รับสิ่งดีๆ​ ​แม้เพียงเล็กๆ​น้อยๆ​ ในชีวิตประจำวันบ้าง บางครั้ง คำบางคำ ก็มี​ความหมายต่อชีวิตคนเราอย่างลึกซึ้งค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1197 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง คนที่น่าสงสาร
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๕๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5939 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 ก.ย. 2548, 18.36 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เภา [C-5940 ], [70.17.115.42]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2548, 09.36 น.

อยู่​เมืองนอกเหมือนกันค่ะ​ ​และก็เจอคน​ที่ประหลาดๆ​ อย่างนี้เหมือนกันด้วย แรกๆ​ก็คิดว่า เออ คนแบบนี้น่าสงสาร แผ่เมตตาให้มัน​ไปก็แล้ว​​ไป ​แต่ใน​ความจริง มันไม่แล้ว​น่ะซิ ​เพราะเรา​ต้องเจอเรื่อง​อย่างนี้อยู่​ทุกวัน แผ่เมตตาไม่พอ เรา​ต้องหาวิธี deal ​กับคนแบบนี้ค่ะ​

วิธี​ที่​จะ​เอาคนพวกนี้อยู่​​คือเรา​ต้อง make territory ค่ะ​ (คล้ายๆ​​กับสัตว์น่ะแหละ​ค่ะ​) จิตเรา​ต้องเข้มแข็งไว้ จ้องตาเข้าไว้ หายใจให้ลึกเข้าไว้ เตรียมคำพูด​ที่​จะโต้ตอบไว่เนิ่นๆ​ ต่อ​ไปก็​จะชิน พอเจออีกมันก็​จะออกมา​โดยอัตโนมัติ การโต้ตอบนี่ก็ทำ​ได้แบบ​ทั้ง "ยวน" ​และแบบ "มีเหตุผล"

เรื่อง​เหรียญปลอม​ถ้าวันหลังเจออีก ​ถ้าแบบยวน ก็ลองย้อนถามกลับ​ไปค่ะว่า​ "So what?" ​พร้อมกลับให้จ้องตาเขม็งด้วยนะ บอก​ไปว่า​ถ้าเหรียญนี้ปลอม เหรียญในกะบะของยู​ทั้งหมดนั่นก็ปลอมเหมือนกัน ตกลง​จะ​เอาไหม?
อย่างนี้รับรองว่า​ได้เรื่อง​แน่
เรื่อง​โดนตะคอก ลองแบบ"มีเหตุผล" ก็บอก​เขา​ไปตรงๆ​ว่า "Sorry man, you don't have to yell at people like that."
ย้อนกลับ​ไปแบบธรรมดา ซื่อๆ​ แบบนี้ ดูซิว่า​จะเก็ทไหม

​ที่สำคัญ​คือ​ต้องอย่าเลี่ยง เผชิญไว้หน้าค่ะ​ แล้ว​ก็​จะ​ได้รู้ว่า​ใครหมู่หรือจ่า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-5941 ], [203.188.58.198]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2548, 10.30 น.

แผ่เมตตาน่ะดีแล้ว​ค่ะ​น้องพิลกริม ทำให้จิตใจเราสบาย​เพราะเราให้อภัยแก่คนอื่นๆ​ ไม่งั้นเราก็​จะ​ต้องหาวิธีตอกกลับแกอยู่​ทุกวัน ก็​จะทำให้จิตใจเราหม่นหมองจ้ะ​

​แต่เรื่อง​อย่างนี้ก็ขึ้น​อยู่​​กับวัยด้วยนะ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : รจนา จากกาฐมัณฑุ [C-5974 ], [202.79.62.16]
เมื่อวันที่ : 03 ต.ค. 2548, 23.10 น.

เรื่อง​ของพิลให้แง่คิดดีจริง ๆ​ เลย​จ้า

คน​ที่ไม่รู้​แม้​แต่ว่าสิ่ง​ที่ตัวเองทำนั้น​ไม่​เป็น​ที่ชื่นชอบของคนอื่น ​ต้องถือ​เป็นคน​ที่น่าสงสารจริง ๆ​

"​ความไม่รู้" นี้แหละ​​คือบทลงโทษของ​เขาแล้ว​ รู้อย่างนี้ก็​ต้อง​ได้​แต่สงสาร​เขา ​และภาวนาให้​เขามองเห็น​ความบกพร่องนี้ ​และเปลี่ยน​ไปดำเนินชีวิตในหนทาง​ที่ตัว​เขา​จะ​ได้รับ​ความรักจากคนรอบข้าง​และมี​ความสุขมากขึ้น​

ขณะเดียวกัน การให้ feedback ​กับพฤติกรรม​ที่ไม่ดีไม่งามก็ยัง​เป็นสิ่งจำ​เป็นเหมือนกัน ​เพราะ "​ความไม่รู้" นี้ก็ควร​ได้รับการแก้ไขให้กลาย​เป็น "​ความตระหนักรู้" ด้วย ​แต่​จะทำอย่างไรให้คำตักเตือนนั้น​ประกอบ​ไปด้วยเมตตา ​ความไม่ถือโทษโกรธเ​คือง ​และมุ่ง​ไปสู่การสร้างพฤติกรรม​ที่พึงประสงค์ มิใช่เพียง​เพื่อ​เอาชนะคะ​คานอย่างเดียว

ขอบคุณ​ที่นำแง่คิดดี ๆ​ จากชีวิตประจำวันมาเล่าสู่กันฟังจ้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Poceille [C-5982 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 04 ต.ค. 2548, 17.32 น.

อืม...​ น่าสงสารจริง ๆ​ ค่ะ​

...​​ที่ว่าน่าสงสารนี่ ไอ้โพหมายถึง "ผู้ถูกกระทำ" ​ทั้งหลายมากกว่านะคะ​ ​เพราะ "ผู้กระทำ" คงไม่ค่อยน่าสงสารเท่าไหร่ ​แต่ "น่าสมเพส" มากกว่าค่ะ​


​เขาหาเรื่อง​​แต่เฉพาะคนต่างถิ่นหรือเปล่าหนอ? ประมาณว่ารู้แน่ว่าหากหาเรื่อง​ไอ้นี่รับรองไม่โดนด่ากลับ (ยกเว้นเรื่อง​บีบแตรไล่รถคนอื่น อันนั้น​ไม่​ได้เจอกันต่อหน้า ถือว่าไม่นับค่ะ​) ​ได้​ความสะใจเล็ก ๆ​ กลับบ้าน​ไปนอนฝัน อันนี้น่า​จะระบุ​ได้ว่า​เป็นจิตเภทประเภทหนึ่ง​นะคะ​


แผ่​ส่วนกุศลให้​เขาแล้ว​กันนะคะ​พี่พิลฯ ถือเสียว่าชาติก่อนเราคงทำบุญด้วยกันไว้ ชาตินี้เลย​​ได้มาพบกัน (ระวัง! ชาติหน้าอาจ​จะหนีกันไม่พ้นอีกต่างหาก เหอเหอเหอ) แผ่กุศลไว้เยอะ ๆ​ ชาติหน้า​เขา​จะ​ได้ Bye Love กะเราบ่อยขึ้น​ไงคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : พันนที [C-8197 ], [202.28.169.165]
เมื่อวันที่ : 25 มิ.ย. 2549, 13.59 น.

อ่านเรื่อง​เหยียดสีผิว 2 เรื่อง​ของพี่พิลต่อกัน พันชักหวาดๆ​​กับการอยู่​ไกลบ้าน
แล้ว​ก็นับถือคนไทยทุกคน​ที่​ต้องอยู่​ไกลบ้านด้วยค่ะ​ ประสบการณ์ต่างกันจริงๆ​ ​และคง​ต้องอดทนอย่างมาก ​แต่​ถ้าผ่านมา​ได้เราก็​จะเข้มแข็งขึ้น​ใช่ไหมคะ​พี่พิล

​ที่นี่..บางทีพันก็ขอบคุณพนักงานก่อนลงรถเหมือนกันค่ะ​ ​ถ้าเค้า​เป็นมิตร​และสุภาพ คนขับบางคนน่ารักค่ะ​ เค้าถามพันด้วยว่าลงป้ายนี้หรือเปล่าครับ​ แล้ว​ค่อยๆ​ จอด แค่นี้ก็ทำให้วันนี้รู้สึกดีแล้ว​ค่ะ​...​​แต่ว่า​จะหายากหน่อย​​ที่​จะเจอแบบนี้

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น