นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ กันยายน ๒๕๔๘
ความลับ
ชาร ทิคัมพร
......​​ผมเก็บเรื่อง​​นี้ไว้​​เป็น​​ความลับตลอดมา ไม่เคยแพร่งพรายให้​​ใครรู้เลย​​ ​​แม้ว่าพ่อผม​​จะตายจาก​​ไปนานแล้ว​​ก็ตาม.....
นานมากแล้ว​​ที่ผมเก็บเรื่อง​นี้ไว้​เป็น​ความลับ ​ระหว่างผม​กับพ่อ​และกาลเวลา น่า​จะถึงคราว​ที่​ต้องผ่องถ่ายเรื่อง​ราวให้คนอื่นรู้กันบ้าง มิฉะนั้น​​ใครเลย​​จะรู้ว่าบนถนนสุขุมวิทของกรุงเทพมหานครในวันนี้ เคยมีเรื่อง​​ที่ผมจำ​ต้องเก็บ​เอาไว้​เป็น​ความลับคนเดียวมานานแสนนาน

ณ วันนี้ถนน​ที่มีตึกสูงเรียงรายสองข้าง ​และบนท้องถนนเต็ม​ไปด้วยรถยนต์ เหนือจากถนนขึ้น​​ไปมีรถไฟลอยฟ้าวิ่งเสียงดังซู่อยู่​เหนือหัว มัน​เป็นถนนสายธุรกิจแห่งหนึ่ง​ของกรุงเทพ...​

ถนนสายเดียวกันนี้นานมาแล้ว​ ผมจำ​ได้ว่ามัน​เป็นถนนลาดยาง กว้างประมาณรถยนต์สองคันแล่นสวนกัน​ได้เท่านั้น​ ไกลสุดของถนนด้านหนึ่ง​​ที่พ่อผมเคยพา​ไป​เขาเรียกว่าราชประสงค์ ​และ​ที่ไกลสุดอีกด้านหนึ่ง​​ที่ผมยังไม่เคย​ไปนั้น​ ​เขาเรียกกันว่า​พระโขนง ​และเลย​จากนั้น​​ไป​เขาว่า​ไป​ได้ถึงปากน้ำ​แต่​เป็นถนนไม่ลาดยาง

ตอนนั้น​ถนนนี้ยังไม่​ได้ชื่อถนนสุขุมวิทหรอก เรียกกันว่า ถนนกรุงเทพ--ปากน้ำ ด้านหนึ่ง​ของถนน​เป็นคลองยาวขนาน​ไปจนถึง​พระโขนง คลองนี้มีน้ำใสสะอาดอยู่​ตลอด​ทั้งปี บ้านของผมก็อยู่​ในซอยหนึ่ง​ของถนนนี้แหละ​ !

ทุกเช้า​​เป็นหน้า​ที่ของพ่อ​ที่​จะ​เอาผม​ไปส่งโรงเรียน พ่อ​เป็นข้าราชการพ่อไม่รวย​แต่ไม่จน พ่อไม่มีรถยนต์​แต่พ่อมีรถถีบอยู่​คันหนึ่ง​ พ่อ​แต่งเครื่องแบบสีกากีมีบั้งสีเหลืองซีด ๆ​ อยู่​บนบ่า...​

โรงเรียนของผมอยู่​ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าใด ดังนั้น​​เมื่อโรงเรียนเลิกตอนบ่าย แม่​จะกางร่มผ้าสีดำเดินมารับผมกลับบ้านทุกวัน ​แต่​ถ้า​เป็นตอนเช้า​พ่อ​จะจับตัวผมซ้อนรถถีบ​ไปส่ง​ที่โรงเรียน ​เพราะ​เป็นทางผ่าน​ที่พ่อ​จะ​ต้อง​ไปทำงานอยู่​แล้ว​ การซ้อนรถถีบสมัยนั้น​​เขาทำกันอยู่​สองอย่าง อย่างแรกก็​คือนั่งซ้อนตะแกรงท้ายเรียกว่า "ซ้อนท้าย"

สำหรับพ่อผม มีวิธี​ที่ดีกว่าด้วยการจับผม "ซ้อนหน้าแบบพิเศษ" ​ที่ไม่เหมือน​ใคร พ่อ​เอาเบาะยัดนุ่นหนาๆ​มาแล้ว​​เอามัดหุ้มคานหน้ารถถีบ พ่อหุ้มเบาะถึงสองชั้น​เพื่อให้หนานุ่ม แล้ว​ก็หิ้วตัวผมขึ้น​นั่งคร่อมบนเบาะนั่น ขา​ทั้งสองข้างของผมก็​จะห้อยลง​ไปตรงๆ​ คร่อมคานหน้าของรถถีบ เหมือน​กับขี่ม้า​และหน้าผมก็​จะหันตรง​ไปข้างหน้า มือ​ทั้งสองข้างก็จับแฮนด์รถด้านในของมือพ่อ​เอาไว้

ผม​ไปโรงเรียนด้วยวิธีนี้ทุกวัน อ้อ! ลืมบอก​ไปว่าผมอายุประมานสี่ห้าขวบเท่านั้น​ ​จะเรียนอยู่​ชั้นอะไร​ก็ไม่รู้ รู้​แต่ว่ายังอ่านหนังสือไม่ออก​และตัวเล็ก​ที่สุดในห้องเรียน
ทุกวันเราออกจากบ้าน​แต่เช้า​ พ่อ​จะถีบรถออกจากบ้าน ข้ามสะพานไม้ข้ามคลอง​ที่ปากซอยแล้ว​เลี้ยวซ้าย​ไปทางราชประสงค์ พ่อถีบรถเลียบคลอง​ไป
ข้างถนน​จะมีคนยืนรอรถเมล์​ที่มีอยู่​สายเดียว คน​ที่รอรถเมล์มักยืนรอตามปากซอย ​แต่​จะรอตรงไหนก็​ได้​เขาจอดรับ​ทั้งนั้น​ ไม่มีป้ายรถเมล์ ด้านขวาของถนนมีร้านค้า​ซึ่ง​เป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว​และมีบ้านคนปลูกอยู่​ห่างๆ​ ​แต่​ที่ยัง​เป็น​ที่ว่างก็มี ยังไม่มีห้องแถว​ที่​เป็นตึกเลย​

​เพื่อนร่วมถนนของเรามีอยู่​สามประเภท​คือ รถยนต์​กับรถเมล์​ซึ่งนาน ๆ​ ​จะแล่นผ่านมาสักคัน ประเภท​ที่สอง​คือคน​ที่ขี่รถถีบด้วยกันอย่างพ่อ​กับผม ​และสุดท้ายก็​เป็นคนเดินเท้า

พ่อ​จะขี่รถถีบ​ไปเรื่อยๆ​ พอถึงปากซอยเข้าโรงเรียนก็เลี้ยวขวา ​เมื่อถึงหน้าตึกเรียนพ่อก็​จะจอดรถ ​และหิ้วตัวผมขึ้น​จากเบาะปล่อยลงบนพื้น ให้ผมวิ่งจู๊ดหายเข้า​ไปในกลุ่ม​เพื่อนรุ่นกระจิ๋วหลิว ​ส่วนพ่อก็ถีบรถต่อ​ไปทำงาน...​

ด้วยวิธีการ "ซ้อนหน้า" ของผม​ที่ไม่เหมือน​ใครนี้ทำให้ผู้คนสนใจ ​เมื่อรถของเราสองพ่อลูกวิ่ง​ไปทางไหนก็​จะมีคนมอง บางคนก็ยิ้มให้ แถมบางคนยังโบกมือให้อีกด้วย บางครั้งมีรถยนต์ของ​เพื่อนพ่อขับแซง​ไป ​เขาจำเรา​ได้จึงบีบแตรรถแล้ว​โบกมือให้ ​ซึ่งพ่อก็โบกมือตอบ​ไป รถถีบของพ่อจึงมีผม​เป็นตัวแสดงสำคัญ ​เป็น​ที่สนใจของคนข้างถนนรวม​ทั้งครู​และนักเรียน​ที่โรงเรียน ​และนี่​เป็นสิ่ง​ที่ผมภาคภูมิใจมาก !

ตอนเช้า​วันหนึ่ง​ ขณะ​ที่พ่อ​กำลังหิ้วตัวผมลงจากรถถีบ​ที่หน้าตึกเรียน ผมแอบ​ได้ยินครูผู้หญิงสวย​ซึ่ง​กำลังมองมา​ที่เราบอก​กับ​เพื่อนครูอีกคนว่า " อุ๊ย น่ารักจัง !" ผมไม่แน่ใจว่าเธอชมพ่อหรือชมผม ​แต่ก็เดา​เอาว่าเธอชมผม นับจากวันนั้น​​เมื่อ​ได้ขึ้น​ซ้อนรถ ผม​จะพยายามยืดคอให้หัว​ที่ซุกอยู่​ตรงหน้าอกพ่อชูสูงขึ้น​ด้วย​ความทระนง

การเดินทาง​ไปโรงเรียนด้วยรถถีบของเรา​ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีเท่านั้น​ ​แต่ผมก็หาทาง​ใช้เวลาน้อยนิดเท่า​ที่มีนี้ให้เกิด​ความสนุกสนาน​กับตัวเอง​ได้ ตอนแรกๆ​ผมเล่น "เกม​ความคิด" ​โดยสมมติว่าตัวเอง​กำลังขี่ม้า ให้เบาะ​ที่นั่งคร่อมอยู่​​เป็นอานม้า ​ส่วนมือ​ทั้งสอง​ที่จับแฮนด์รถไว้​คือการถือบังเหียน ผมนึกอย่างนี้​ไปเรื่อยๆ​จนถึงโรงเรียน

ผมเล่นเกมขี่ม้านี้อยู่​หลายวันจนเบื่อ จึงเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ คราวนี้ผมสมมติว่าตัวเอง​กำลังขี่รถถีบ โปรแกรมนี้เข้าท่ามากกว่าแบบขี่ม้า ​เพราะผม​กำลังนั่งอยู่​บนรถถีบจริงๆ​ ​และผมยัง​สามารถทำท่าประกอบ​ได้ด้วย​โดยยกขาสองข้างขึ้น​ๆ​ลงๆ​เหมือน​กำลังถีบรถ ​แต่ผมเล่นอยู่​​ได้เดี๋ยวเดียวพ่อก็บอกให้เลิก ​เพราะทำหยุกหยิก น่ารำคาญ ...​.

​เอาใหม่ ! ผมหาเรื่อง​ใหม่เล่น​ได้ ผมขอพ่อดีดกระดิ่งรถแทน ​เมื่อรถเรา​จะแซงรถถีบคันอื่น หรือ​เมื่อเข้า​ไปใกล้คนเดินถนนอย่าง​ที่พ่อทำ พ่อยอมอนุญาต​แต่​ถ้าผมดีดเรื่อยเปื่อย​เอาสนุก​โดยไม่มีเหตุผล พ่อก็​จะ​เอานิ้วดีดมือผม งานดีดกระดิ่งนี้สนุกดี ผมเล่นสลับ​กับเกมขี่ม้า​ซึ่งไม่​ต้องออกท่าอะไร​

แล้ว​ผมก็หาเรื่อง​สนุกอย่างอื่นมาลองทำต่อ เริ่มด้วยการลองปล่อยมือข้างซ้ายออกจากแฮนด์​ที่เกาะ​เอาไว้ ก็พ่อผมยังปล่อยมือจากแฮนด์​ไปโบกให้คนอื่น​ได้นี่นา ทำไมผม​จะทำมั่งไม่​ได้ ผมปล่อยมือไม่สูงหรอก ​เอาแค่คลายมือออกแล้ว​ยกให้สูงจากแฮนด์ขึ้น​มานิดหนึ่ง​ก็ถือว่าปล่อยมือแล้ว​ ​เพราะ​ถ้าสูงกว่านั้น​พ่ออาจ​จะเห็น​และห้ามทำอีก แล้ว​มาลองทำด้วยมือขวาบ้าง ผมก็ทำ​ได้อีก !

วันรุ่งขึ้น​ผมลองปล่อยมือ​พร้อมกัน​ทั้งสองข้างเลย​ แล้ว​พยายามเกร็งตัว​เอาต้นขาหนีบเบาะให้ตัวตรงไว้ ​ซึ่งก็ทำ​ได้ ​แต่มีอยู่​คราวหนึ่ง​ขณะ​ที่​กำลังปล่อยมือ​ทั้งสองข้าง​ซึ่ง​พอดี​กับ​ที่พ่อเลี้ยวรถ เลย​ทำให้ตัวผมเอียง เท้าข้างหนึ่ง​เข้า​ไประ​กับซี่ล้อรถถีบพ่อ มีเสียงดัง "กรึ๊ง" เบาๆ​ ผมรีบกลับ​ไปจับแฮนด์ใหม่ แล้ว​ทรงตัวให้ดีอย่างเดิม พ่อไม่รู้หรอกว่าผม​กำลังทำอะไร​​แต่ก็รู้ว่าผมนั่งอยู่​ไม่สุข จึงปรามว่าให้นั่งนิ่งๆ​...​ แล้ว​เราก็มาถึงโรงเรียน

​และแล้ว​วันสำคัญก็มาถึง ! เช้า​วันนั้น​พอเราออกจากบ้าน​ไป​ได้สักครึ่งทาง ผมก็รู้สึกว่า​วันนี้น่าเบื่อจัง ยังไม่มีเรื่อง​ให้ผม​ต้องดีดกระดิ่งเลย​ เกมเล่นถีบรถก็ถูกห้าม​ไปแล้ว​ น่า​จะมีอะไร​ใหม่ๆ​ทำบ้าง​เพื่อเพิ่มรสชาติในการเดินทาง แล้ว​ก็นึก​ไปถึง​เมื่อวานตอน​ที่เท้าผมกระทบ​กับซี่ล้อรถถีบพ่อ​โดยไม่​ได้ตั้งใจ เสียงมันดังแปลกดีน่า​จะลองอีกสักที

ผมนั่งนิ่งทำทุกอย่างให้ดูปกติไม่​เป็น​ที่สงสัยของพ่อ แล้ว​ผมก็แหย่เท้าซ้ายเข้า​ไประ​กับซี่ล้อรถ ! มีเสียงดัง "กรึ๊ง" ​แต่ก็เบามาก เบาจนมี​แต่ผมเท่านั้น​​ที่​ได้ยิน ผมลองอีกทีหนึ่ง​ แหย่เท้าให้ลึกอีกนิด ปล่อยไว้ให้นานอีกหน่อย​ มีเสียงดัง "กรึ้งงง" อีคราวนี้ดังมากขึ้น​​และนานขึ้น​กว่าครั้ง​ที่แล้ว​ เอ๊ะ ! ชัก​จะสนุกแล้ว​สิ ..!

​แต่​เพื่อ​ความไม่ประมาท ผมทำนิ่งอยู่​นิดหนึ่ง​​เพื่อสังเกตว่าพ่อ​จะรู้เรื่อง​หรือเปล่า ​แต่พ่อคงไม่รู้​เพราะยังถีบรถ​ไปเรื่อยๆ​ ผมก้มลงมอง​ไป​ที่ล้อหน้าเห็นซี่ล้อ​ที่​เป็นเหล็กขาววับหมุนวนจากข้างล่างขึ้น​มา.. เอ ! ​จะ​เป็นอย่างไรหนอ​ถ้าผม​จะ​เอาเท้าแหย่เข้า​ไปในซี่ล้อนั้น​ให้หมดเลย​ น่า​จะลองดู !

แล้ว​ผมก็​เอาเท้าซ้ายแหย่พรวดเข้า​ไป​ระหว่างซี่ล้อรถ ซี่ล้อรถพาเท้าผมหมุนขึ้น​​ไปขัด​กับตะเกียบหน้าทันที ! ผมเจ็บแปลบ​ที่เท้า แล้ว​รถถีบพ่อก็หยุดกึก​โดยกระทันหัน ! พลัน รถถีบ ตัวพ่อ ตัวผมรวม​ทั้ง​ความน่ารักของผมก็ตีลังกาลง​ไปคลุกฝุ่นอยู่​ริมถนน !

รถถีบ​กับตัวพ่อทับอยู่​บนตัวผม ผมตกใจมาก​และก็เจ็บ​ที่เท้าซ้ายมากด้วย เกิดมาผมไม่เคยเจ็บอะไร​ขนาดนี้เลย​ ผมร้องไห้ออกมาด้วย​ความเจ็บ​และตกใจ แล้ว​สำนึกก็กลับคืน ! ​เพราะ​ความอุตริของผมนี่เอง ทำให้เราตีลังกาลงมาคลุกฝุ่น

เรื่อง​ดู​จะ​ไปกันใหญ่ คน​ที่เดินอยู่​ใกล้ๆ​เข้ามาช่วยพ่อยกรถ​ที่ล้มทับผมไว้ รถถีบคันอื่นๆ​ ​ที่ถีบตามหลังมาก็พากันจอดดู กลาย​เป็นไทยมุงกลุ่มย่อยๆ​ พ่อพยุงผมจากท่านอนตะแคงให้นั่งลงบนพื้นถนนแล้ว​ถามว่าเจ็บ​ที่ไหนบ้าง ผมร้องไห้มากขึ้น​ ด้วย​ความเจ็บ​และ​ความกลัว ​แต่​ความกลัวนั้น​มากกว่า​ความเจ็บ

ผมรู้ว่ากลับ​ไปบ้าน​จะ​ต้องโดนหวดก้นแน่นอน หรืออาจ​จะโดนเดี๋ยวนี้เลย​ก็​ได้ ​แต่ก็แปลก​ที่พ่อไม่มีท่าทางว่า​จะโกรธผมเลย​ พ่อประคองให้ผมยืนขึ้น​ สำรวจตรวจดูว่ามีแผล​ที่ไหนบ้าง ผม​ต้องยืนเขยกขาข้างซ้าย รองเท้าหนังมีรอยกดของซี่ล้อรถเพียงนิดเดียว ​แต่พ่อก็ไม่​ได้สังเกต เข้าใจ​ไปว่าเท้าผมคงแผลง​เพราะรถล้ม พ่อเองก็ไม่​เป็นอะไร​มาก ​แต่รถถีบสิ ! ซี่ล้อคดถีบต่อ​ไปไม่​ได้ พ่อไม่รู้ว่าทำไมรถจึงล้ม !

พ่อแปลกใจว่าทำไมรถถึงล้มลงกระทันหัน​ได้อย่างนี้ แล้ว​ก็มีไทยมุงคนหนึ่ง​ช่วยแก้สถานการณ์ให้ผม​ได้ ​เขาชี้​ไป​ที่ก้อนหินขนาดกำปั้น​ซึ่งตกอยู่​ข้างถนนใกล้​กับรถถีบพ่อ ​เขาว่าพ่อคง​จะถีบรถทับหินก้อนนี้เองรถจึงล้ม ​เพราะไม่มีเหตุอื่นให้เดา​ได้

ไทยมุงคนอื่นพากันสนับสนุน พ่อเองดู​จะคล้อยตามพวกนั้น​​ไป มีก็​แต่ผมเท่านั้น​​ที่รู้ว่าอะไร​​คืออะไร​ นี่​ถ้าไม่ใช่​เพราะรองเท้าหนัง​ที่ผมใส่ เท้าผมคง​จะเหวอะหวะหรืออาจด้วนพิการ​ไปตลอดชีวิตเลย​ ​แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ! ​ที่สำคัญมัน​จะ​เป็นหลักฐานยืนยันว่ารถล้ม​เพราะอะไร​ ​ซึ่งผมกลัวยิ่งกว่าเท้าด้วนเสียอีก

มีรถยนต์คันหนึ่ง​แล่นเข้ามาจอดข้างกลุ่มไทยมุง รถ​เพื่อนพ่อนั่นเอง ! ​เขาถามถึงเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ แล้ว​ก็มาลูบหัวผมด้วย​ความปรานี ​เขาอาสา​จะช่วยเราทุกอย่าง พ่อเลย​ขอให้​เอาผม​ไปส่งโรงเรียนแทน (พุทโธ่เอ๋ย ! ผมนึกว่า​จะให้พาผมกลับ​ไปส่งบ้าน) ​ส่วนพ่อ​จะจูงรถถีบ​ไปซ่อม​ที่ร้านใกล้ๆ​แถวนั้น​ ​เพื่อนผู้อารีของพ่อพาผม​ไปส่งโรงเรียน​โดยเรียบร้อย​ แถมควักเศษสตางค์ให้ผมกำมือหนึ่ง​​เป็นค่าเช็ดน้ำตา

วันนั้น​ผมไม่สนใจเรื่อง​​ที่ครูสอนเลย​ ​และยังไม่ยอมเล่น​กับ​เพื่อนอย่างเคยด้วย มัวกังวลว่ากลับ​ไปบ้านเย็นนี้พ่อ​จะรู้ไหมหนอว่า​ความจริง​คืออะไร​ ​และ​ถ้ารู้โทษมัน​จะ​เป็นยังไง ผมควร​จะเข้า​ไปรับสารภาพผิด​กับพ่อเสียเลย​ดีไหม ​แต่จนแล้ว​จนรอดผมก็ยังคิดไม่ออก รอดูสถานการณ์​ไปก่อนดีกว่าน่า ! ผมคิด

​เมื่อแม่มารับผมกลับบ้านในตอนบ่าย ผมเดิน​ได้​เป็นปกติแล้ว​​แม้​จะยังเจ็บเท้าอยู่​บ้าง ผมไม่ปริปากบอกแม่สักคำว่า​เมื่อเช้า​นี้เกิดอะไร​ขึ้น​​กับพ่อ​และผม ​เพราะแม่​จะ​ต้องถามว่าทำไมรถถึงล้ม ​ซึ่งผมคงไม่กล้าบอกว่ารถทับก้อนหินล้ม ​เพราะว่ามัน ไม่จริง !
ผมถูกสั่งสอนมาตั้งแต่จำ​ความ​ได้ว่า ​ต้องไม่โกหก ! ​และจากประสบการณ์โทษของการโกหกนั้น​​จะเจ็บก้นมากๆ​ ​แต่ผมก็ยังไม่​ได้โกหกเลย​นับ​แต่เกิดเรื่อง​มา เพียง​แต่ยังไม่​ได้บอก​ความจริงเท่านั้น​ ก็ยังไม่มี​ใครมาถามผมนี่นา

เย็นนั้น​พอพ่อกลับมาพ่อก็เล่าเรื่อง​​เมื่อเช้า​ให้แม่ฟัง พ่อว่ายังไม่ค่อยเชื่อเสียทีเดียวว่ารถล้ม​เพราะแล่น​ไปทับก้อนหิน ผม​ได้ยินพ่อบอก​กับแม่ว่าพรุ่งนี้เช้า​​จะ​ไปดูตรง​ที่รถล้มอีกที ​แต่ตาพ่อนั้น​กลับมองมา​ที่ผม เหมือน​กับ​จะถาม​เพื่อนร่วมชะตากรรม​เมื่อตอนเช้า​ !

​แม้ว่า​จะยังอ่านหนังสือไม่ออก​และตัวเล็กนิดเดียว ​แต่ผมก็พอ​จะรู้ว่าขืนอยู่​ตรงนั้น​ต่อ​ไปอาจมีการมาถามเรื่อง​นี้​กับผม ดังนั้น​​ถ้าห่วงโซ่ของ​ความจริงขาดหาย​ไป​แม้ชั่วครู่ก็ตาม คน​ที่พยายาม​จะปะติดปะต่อเรื่อง​ย่อมทำ​ได้ยากขึ้น​

แล้ว​ผมก็หลบแวบ​ไปปีนต้นฝรั่งริมบ่อหลังบ้านเล่น หลังจากนั้น​อีกไม่นานพ่อก็​ต้องลืมเรื่อง​รถล้ม ​เพราะเกิดโกลาหลขึ้น​​เนื่องจากกิ่งฝรั่งหักลง ​และผมตกลง​ไปในน้ำผม​ทั้งๆ​​ที่ยังว่ายน้ำไม่​เป็น !

นอกจากนี้ในวันต่อๆ​มา ผมยังทำเรื่อง​อื่นๆ​ให้พ่อปวดหัวอีกมากมาย​จนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่อง​รถล้มอีก ไอ้ตัวร้ายอย่างผมจึงรอดไม้เรียวมา​ได้จนทุกวันนี้ ​แต่ก็เฉพาะเรื่อง​นี้เท่านั้น​

ผมเก็บเรื่อง​นี้ไว้​เป็น​ความลับตลอดมา ไม่เคยแพร่งพรายให้​ใครรู้เลย​ ​แม้ว่าพ่อผม​จะตายจาก​ไปนานแล้ว​ก็ตาม โบราณว่า​ความลับนั้น​มันคับอกยิ่งนัก มัน​เป็นอย่างนั้น​จริงๆ​ ! จึงอยาก​จะยกเรื่อง​คับอกนี้ออก​ไปเสีย ไม่อยาก​จะตาย​ไป​พร้อม​กับ​ความลับนี้ ก็เลย​​เอามาเล่าให้คุณฟัง ​แต่ขออย่างหนึ่ง​ ช่วยเก็บไว้​เป็น​ความลับด้วย

หากคุณมีโอกาส​ได้พบพ่อผม​เมื่อใด อย่า​ได้บอกเรื่อง​นี้ให้ท่านรู้​เป็นอันขาดเทียว ผมกลัวถูกหวดก้น​เป็น​ที่สุด ! สงสารเด็กน่ารักอย่างผมเถอะ ! ...​.O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1180 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง ความลับ
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๔๙๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5862 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2548, 20.21 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อนันตรา [C-5876 ], [203.146.41.120]
เมื่อวันที่ : 19 ก.ย. 2548, 10.18 น.

น่ารักจังค่ะ​...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-5884 ], [203.188.14.140]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ย. 2548, 07.03 น.

ฮ่าๆ​ นึกถึงชีวิตตัวเองในวัยเด็กเลย​ค่ะ​ ชอบหาเรื่อง​แบบนี้แหละ​ค่ะ​ แล้ว​ก็มีบางเรื่อง​​ที่เคยปกปิดไว้เช่นกัน อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : พันดาว [C-7646 ], [124.157.179.34]
เมื่อวันที่ : 17 พ.ค. 2549, 20.16 น.

อ่านแล้ว​น่ารักมากค่ะ​มีจินตนาการดีๆ​ตั้งแต่เด็กๆ​​จะเก็บ​ความลับนี้ไว้ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น