นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๐ กันยายน ๒๕๔๘
เรื่องคนเรา: กว่าจะถึงจุดเริ่มต้น
โดโรที
...​​ความเอื้ออารีในครั้งนี้จากหลายๆ​​ท่านเราจำ​​ได้ไม่รู้ลืม...
เรื่อง​คนเรา: กว่า​จะถึงจุดเริ่มต้น

เรา​เป็นคนชอบวางแผนชีวิตตัวเองสำหรับอนาคตข้างหน้า ทำ​ได้หรือไม่​ได้


เราไม่รู้​แต่เรามัก​จะวางแผนเรื่อง​ราวต่างๆ​ในอนาคตข้างหน้าสำหรับตัวเราเสมอ สมัย

เรียนปริญญาโทก็ตั้งเป้าสะสมเกรด​เอาไว้ให้มันดูสวยงามตามเกณฑ์ต่างๆ​​ที่มีคนกำหนด

ไว้ตามมาตรฐาน​เพื่อเรียนต่อ ​เพื่อขอทุน ตอนเรียนจบเราก็เข้าสู่ชีวิตโรงงานตาม​ที่ตั้งใจ

​เอาไว้เช่นเคย เรามีระยะกำหนดเวลาชีวิตในโรงงานเช่นเดียวกัน ​ซึ่ง​เมื่อถึงกำหนด

เราก็​ต้องเดินตามหมาก​ที่เราวางไว้ ​ซึ่งถือว่า​เป็นช่วง​ที่คิดหนักพอสมควรทีเดียว

เราเหนื่อย​แต่ก็มี​ความสุข​กับชีวิตในโรงงาน มีนาย​ที่ดี มีลูกน้อง​ที่น่ารักถึง​แม้ว่า​จะ​เอา

เรื่อง​ปวดหัวมาให้ขบคิด​เป็นประจำ ​เมื่อถึงเวลา​ที่​ต้องบอกนายว่าอยากเรียนต่อต่าง

ประเทศ นายถึง​กับเงียบ เรา​และนายสนิทกันมากคุยกัน​ได้ทุกเรื่อง​ เราเคารพแก

เหมือน​เป็นผู้ใหญ่​ที่เราเคารพคนหนึ่ง​ นายเริ่มให้เราเตรียมภาษาอังกฤษ​โดยนายเจียด

เวลามาช่วยติว TOEFL ให้ ก่อน​จะตัดสินใจมาออสเตรเลีย นายให้พักร้อนหนึ่ง​อาทิตย์

แล้ว​ก็ลองบินมาดูก่อน​ที่​จะตัดสินใจออกจากงาน ​จะหาเจ้านายดีดีแบบนี้​ได้​ที่ไหน

** การเดินทางครั้งนั้น​มีคนบินมา​เป็น​เพื่อนด้วยก็เลย​ยังไม่ประสาท

เสียมาก​กับการเดินทางเหมือนตอน​ที่บินมาเรียนแน่นอน ​เมื่อมาดูเรียบร้อย​แล้ว​ก็กลับ​ไป

บอกนายว่าตกลงเรา​เอาจริง
เราอยากเรียนปริญญาเอกมาก​แต่เราไม่มีเงินพอเพียง​ที่​จะเรียน​ได้ เงินเก็บ

จากการทำงาน​ทั้งหมดคำนวณเรียบร้อย​แล้ว​เพียงพอแค่ปริญญาโทเท่านั้น​ก็​ต้อง​เอาตาม

​ที่ว่า​คือเรียนปริญญาโทอีกสักใบ เรา​ได้รับใบตอบรับเข้าเรียนสาขายอดฮิต MEM/MBA

ของคนไทยเรียบร้อย​หลังจาก​ที่ผลภาษาอังกฤษผ่านแล้ว​ พี่คนไทยใน Sydney ​ซึ่งเรียน

เอกอยู่​​ที่นี่แกพาเรา​ไปรู้จัก​กับ Professor Tony Professor ท่านนี้ก็ถามเราว่าเรา​จะมา

เรียนอะไร​ เราก็บอก​ไปว่าเรามาเรียนปริญญาโท แกก็เลย​ถามเรื่อง​การสมัครเราก็

อธิบายแก​ไปว่าเรียบร้อย​หมดแล้ว​ ​คือดำเนินการเรียบร้อย​แล้ว​ แกก็พูดคุยตามปกติจน

กระทั่งมาถามว่าเราเรียนจบอะไร​มา พอแกรู้ว่าเราจบโทแล้ว​ แกขอดู CV ทันที โชคดี​ที่

วันนั้น​เรา​เอาติดกระเป๋าไว้ แกเงยหน้ามาบอกว่า
"You already got a master degree with a good grade from good university in Thailand why you don’t study PhD"

เราคิดในใจเราน่ะอยากเรียน​จะตาย​แต่ไม่มีเงินน่ะสิ ...​...​...​ใน​ที่สุดเราก็

บอกแก​ไปว่าเราไม่มีทุนเรียน แกบอกเราว่าขอทุนนายกมาสิ อาฮ้า!!!!!แกรู้ด้วย

ว่านายกเรารวย มันไม่ใช่​ไปขอกันง่ายๆ​นะท่าน Professor แกก็แนะนำทุนจากเมือง

ไทยให้เรามากมาย​​ส่วนทุน​ที่นี่มันยาก​ที่​จะ​ได้​และมีค่อนข้างน้อยสำหรับ International

student เราก็คิด​และปรึกษา​กับคน​ที่ดูแลเราว่า​เอาไงดี ใน​ที่สุดเราติดสินใจสมัคร

ปริญญาเอก​ไปด้วย​เพราะเรา​สามารถขอ offer letter จากมหาวิทยาลัย​ได้ 2 ใบ หลัง

จากนั้น​เราเหมือนมีโลกของตัวเอง​กับ internet ​เพื่อนยาก เราเริ่มจากการเข้าสู่ internet ​ไปดูมหาวิทยาลัย​ที่เราสนใจว่ามีอะไร​​ที่เราสนใจบ้าง ​และแล้ว​เราก็

พบจน​ได้หลังจากนั้น​ก็ส่ง email ​และ CV ติดต่อ​ไปยัง Professor ​ที่เราสนใจ ใน​ที่สุด

โชคชะตาก็พาเรา​ไปพบ​กับ Professor ท่านหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็น Engineering ​ซึ่งมีชื่อว่า Prof.

Mike แกนัดเราเข้า​ไปคุยรายละเอียดเรื่อง​งานวิจัย เราก็หอบ​เอาวิทยานิพนธ์ปริญญาโท

​ไปให้แกดูด้วยเช่นกัน ​เป็นอันว่าแกรับเราเรียน​แต่เรื่อง​ทุนเรา​ต้องขวนขวาย​เอาเอง ​เอา

ล่ะไม่​เป็น มีคนรับเราเรียนแล้ว​ลองเสี่ยงดวงหาทุนดู เรากลับมาท่องโลก website ตาม

เดิม เท่านั้น​ยังไม่พอ สิ่ง​ที่เราทำต่อ​คือส่งจดหมาย​พร้อมใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย​ไป

ยังหน่วยงานราชการ​ที่เราคัดแล้ว​ว่ามันเกี่ยวข้อง​กับสาขา​ที่เราเรียน เรา​ใช้เวลา 1 เดือน

หรือ 30 วันในเดือนนั้น​มุ่งอยู่​​กับการหาทุน ​แต่แล้ว​ผล​ที่ออกมา​คือ ไม่มีหน่วย

งานราชการไทย​ที่เราส่ง​ไปติดต่อกลับมาเลย​ เราปลอบใจตัวเองว่าไม่​เป็นไร พยายามหา

ทางออกใหม่
ดูเหมือนว่าหญ้า​ที่​กำลัง​จะแห้งตาย ​ได้​ความชุ่มชื้นจากน้ำฝนอีก

ที ​เมื่ออาจารย์ทางเมืองไทยส่งอีเมลแจ้งเรื่อง​การสอบชิงทุนมาให้ ​และ

อาจารย์ท่านนี้ก็พยายามช่วยเราในการหาทุน ​เนื่องจากแกอยาก​ได้เรา​ไป​เป็นอาจารย์

ทุนอันนี้ผู้สมัคร​ต้องมีมหาวิทยาลัยต้นสังกัดในเมืองไทยรับรองเรื่อง​​จะกลับมาทำงาน​ที่

สังกัดนั้น​ๆ​ อาจารย์เรานำเรื่อง​เราเข้า​ที่ประชุม เรื่อง​ทุกอย่างผ่านระดับภาควิชาเรียบร้อย​

​แต่ติดปัญหา​ที่ระดับคณะ ด้วยเหตุผล​ที่ว่าเกรดปริญญาตรีต่ำ ถึง​แม้ว่าเกรดปริญญาโท​จะ

ดีเพียงใด ผู้นำของคณะท่านก็ไม่ยอมรับ​เนื่องท่าน​ต้องการคน​ที่เกรดสูงๆ​​ทั้งปริญญาตรี

​และปริญญาโท แกก็เลย​ไม่เซ็นต์เอกสารให้ อาจารย์เราแกก็เลย​นำ​ไปให้ผู้นำอีกท่าน

หนึ่ง​เซ็นต์ให้ แล้ว​เราก็บินกลับไทย​ไปสอบ เราเองไม่รู้มาก่อนว่าอาจารย์ท่าน​ต้อง

ลำบากแบบนี้ มารู้เรื่อง​ก็ตอน​ที่บินกลับไทย ฟังเรื่อง​ราวแล้ว​ไม่สบายใจ​เอามากๆ​

อาจารย์บอกว่า
"ครูไม่​ต้องการคนเก่งมาก​แต่ครู​ต้องการคนเก่งปานกลาง​แต่มี​ความเสียสละมาช่วยกันทำงาน" เราฟังแล้ว​ถึงกลับน้ำตาคลอตามประสาคนขี้แย เราบอกอาจารย์ว่าเรา​จะสอบ

ให้เต็ม​ที่​แต่เปอร์เซ็นต์​ได้คงน้อย​เพราะฉุกละหุกมากเราเตรียมตัวไม่ทัน ​เพราะข้อ

สอบออกแบบข้อสอบ entrance แล้ว​เราก็ทิ้งบางวิชามานานพอสมควร อาจารย์บอกว่า

ไม่​เป็นไร ทำให้เต็ม​ที่พลาดทุนนี้ทุนหน้ายังมี การสอบเสร็จสิน้​ไปเรื่อง​ผลสอบภาษา

อังกฤษเราผ่านฉลุย ​แต่ เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อันนี้ไม่​ต้องพูดถึงเรารู้ชะตาชีวิตตัวเอง

เต็มที ​และก็​เป็น​ไปตามคาดหมาย​คือสอบไม่ผ่าน

หลังรู้ผลสอบเราแจ้งผลสอบให้ Prof.Mike แกทราบ ​และเข้า​ไปคุย​กับแกบอกแก​ไป

ตรงๆ​ว่าเราอยากเรียน​แต่เราไม่มีเงินเรียน ​พร้อม​ทั้งนำ paper บาง​ส่วนเกี่ยว​กับงานวิจัย​ที่

เรา​จะทำ​ไปให้แกดู แกบอกเราว่าขอเวลาแก 1 อาทิตย์แก​จะนำเรื่อง​เข้า​ที่ประชุม แก

อาจ​จะช่วยเรื่อง​ tuition fee ให้ ​แต่ก็ไม่รับปากร้อยเปอร์เซ็นต์ ​ความรู้สึกตอนนั้น​​เอาอีก

แล้ว​รู้สึกตื้นตันใจมาก นั่งถามตัวเองเรา​เป็น​ใคร​เขา​เป็น​ใครรู้จักกันมาก่อนก็ไม่ใช่ ​แต่

ทำไมแกช่วยเราขนาดนี้ ​ได้หรือไม่​ได้เราไม่รู้​แต่เรารู้สึกดีมากๆ​ ​ที่คนต่างชาติคนหนึ่ง​มี

น้ำใจต่อเราขนาดนี้ Prof.Tony ก็​เป็นอีกคนหนึ่ง​ ​ที่พยายามหาทางออกให้​กับเรา หนึ่ง​

อาทิตย์ผ่าน​ไป Prof.Mike ส่ง e-mail แจ้งมาว่าตกลงทางสถาบัน​จะจ่ายค่าเล่าเรียน ค่า

ประกันสุขภาพ ให้​กับเรา ​แต่ไม่มีค่ากินอยู่​ให้ ​พร้อม​ทั้งถามในตอนท้ายว่า...​...​..

"Do you still interest to study? We would like to have you"
Oh gosh !!...​...​...​...​หลังจากอ่าน e-mail เสร็จ เราก็ตะโกนออกมาด้วยภาษาไทยอย่าง

ไม่สนใจฝรั่งข้างบ้านว่าเรา​ได้เรียนแล้ว​ แป้น keyboard ของ computer เปียกแฉะ​ไป

ด้วยน้ำตาแห่ง​ความดีใจ ​และแล้ว​เสียงใสๆ​ของเราก็เดินทางผ่านโทรศัพท์​ไปหาพ่อ​กับ

แม่​ที่เมืองไทยทันที Prof.Mike นัดเรา​ไปคุยในวันรุ่งขึ้น​​พร้อม​ทั้งให้รีบดำเนินการเรื่อง​

การสมัครเรียน​เพราะอาทิตย์ของการสมัครเรียนมันเลย​​ไปแล้ว​ เราก็​ไปรีบดำเนินการ

เรื่อง​ต่างๆ​ อาจารย์ก็ช่วยดูเรื่อง​ office ให้ ​และมีหนึ่ง​ประโยคจาก Prof. Mike ก่อนทีเรา

​จะเริ่มชีวิตนักศึกษาปริญญาเอก​คือ "I am sorry that I cannot pay a living cost for

you right now" เราด้วย​ความ​ที่ยังพูดไม่เก่งก็​ได้​แต่ตอบอึกอัก​ไปว่า "No,...​now. .It’s

over for me" เราหมายถึงไม่​เป็นไรค่ะ​แค่นี้ก็มากเกินพอสำหรับเราแล้ว​ หลังจากดำเนิน

เรื่อง​ต่างๆ​เสร็จ​และ​ได้บัตรนักศึกษามาครอบครอง เราก็เหมือนคนบ้า​ไปหลายวัน​เนื่อง

จากยิ้ม​ทั้งวันไม่มีเศร้า​เพราะมัน​ทั้งดีใจ ตื้นตันใจ ​และอีกหลาย​ความรู้สึก​ที่มันยินดีอยู่​ใน

ใจจนไม่​สามารถบรรยายออกมา​ได้...​...​...​...​..​และแล้ว​ชีวิตก็มาถึงจุดเริ่มต้นของการ

เรียนปริญญาเอกจน​ได้...​...​...​...​

*** สุดท้ายนี้อยากบอกทุกคน​ที่อยากเรียน​แต่ขาดทุนทรัพย์ว่า ขอให้​เป็นฝ่าย​ที่​จะสร้างโอกาสให้​กับตัวเองบ้าง อย่าปล่อยให้โอกาสมันเข้ามาหาเราฝ่ายเดียว ​ถ้าเราตั้งใจจริงๆ​ ​และพยายามให้เต็ม​ที่ ขอให้เชื่อว่าสิ่ง​ที่เราตั้งใจไว้มันคงไม่หนีเรา​ไปไหนค่ะ​ *****

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1174 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องคนเรา: กว่าจะถึงจุดเริ่มต้น
ผู้แต่ง โดโรที
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๐๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5794 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 10 ก.ย. 2548, 18.35 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-5813 ], [158.125.1.111]
เมื่อวันที่ : 13 ก.ย. 2548, 20.34 น.

ขอแสดง​ความยินดีด้วยนะคะ​ คุณโดโรที นับว่าคุณ​เป็นคน​ที่มีแรงใจใฝ่ฝัน​และมุ่งมั่นอย่างเต็ม​ที่เลย​ค่ะ​ ผิด​กับพิลกริม ​ที่รอให้เวลาผ่าน​ไป จนกว่า​จะ​ได้ทุนมาเรียนก็แก่​พอดี
คนเราน่ะค่ะ​ มันขึ้น​อยู่​​กับโชคชะตา ​ถ้า​จะ​ได้เรียน มันก็​ได้ ​แต่​ถ้า​จะไม่​ได้เรียน ทำยังไงก็ไม่​ได้ค่ะ​ นับว่าคุณโดโรทีมี​ทั้งโชค​และ​ความ​สามารถอยู่​ในตัวเลย​นะคะ​ ขอ​เอาใจช่วยนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : โดโรที [C-5814 ], [202.59.108.68]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ย. 2548, 04.26 น.

สวัสดีค่ะ​คุณพิลกริม ไม่มี​ใครแก่เกินเรียนไม่​ต้องกังวลค่ะ​ ตอนนี้เรียนอยู่​หรือเปล่าคะ​ แล้ว​ยัง​ไปทำงาน​ที่โบสถ์อยู่​หรือเปล่าคะ​ ​ส่วนโดโรทีพึ่งเริ่มเรียน​ได้ 6 เดือนค่ะ​ งานเยอะพอสมควร เหนื่อย เครียด ​แต่ก็สนุก​ไปด้วย​เพราะ​ต้องลุ้นผลแลปทุกที ​ที่นี่​จะมีเทศกาลดอกไม้แล้ว​ค่ะ​ ​ถ้ามีโอกาส​ได้​ไป​จะ​เอารูปมาฝากค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-5835 ], [158.125.1.112]
เมื่อวันที่ : 16 ก.ย. 2548, 17.40 น.

ตอนนี้ พิลกริมก็ยัง​ไปช่วยงาน​ที่โบสถ์ทุกอาทิตย์ค่ะ​ ​เขาให้เข้า​ไปช่วยดูแลเด็กระดับประถม​ที่มาโบสถ์​กับพ่อแม่ค่ะ​ พิลกริมก็ช่วย​เขาด้านเอกสาร​และอื่นๆ​แล้ว​ก็เรียนศาสนา​ไปด้วยค่ะ​
แล้ว​คุณโดโรทีล่ะคะ​ ยังมีเวลา​ไปทำงาน​เป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกหรือเปล่าคะ​ยังไง ก็​จะรอดูรูปนะคะ​ ​ถ้าไม่มีเวลาเขียนมาก ​เอารูปมาโชว์​พร้อมเล่าเรื่อง​เล็กๆ​น้อยๆ​ก็​ได้ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Poceille [C-5857 ], [202.57.140.117]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2548, 17.34 น.

ขอแสดง​ความยินดี​กับคุณโดโรทีด้วยนะคะ​ จากนี้​ไปก็​ต้อง สู้เว้ย! กันล่ะค่ะ​


อีกไม่ช้าประเทศไทยของเรา​จะ​ได้ Doctor คนเก่งกลับมาช่วยพัฒนาประเทศอีกคนแล้ว​จ้า ​เป็น​กำลังใจให้นะคะ​ สู้สู้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : โดโรที [C-5903 ], [203.206.241.30]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ย. 2548, 04.36 น.

สวัสดีค่ะ​คุณ Po ขอบคุณค่ะ​​ที่ให้​กำลังใจ คุณ Po สบายดีนะคะ​ ช่วงนี้​ที่บ้านเราดูวุ่นวายนะคะ​ เห็นข่าวทางใต้แล้ว​ไม่สบายใจเลย​ดูเหมือนรุนรงขึ้น​ทุกวันคุณ Po จบมาจาก Queen's land หรือเปล่าคะ​ อาจ​จะ​ต้อง​ไป​ที่นั่นปลายปีนี้ รอลุ้นผลอยู่​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น