นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๘
เตะผ่าหมาก
ชาร ทิคัมพร
......​​แล้ว​​มันก็จับผม​​ได้คาหนังคา​​เขา มันไม่ฟังเสียงเตะผมหนึ่ง​​ทีทันที ผมวิ่งหนี​​ไปรอบๆ​​ห้องคิดว่าวันนี้คงเจ็บหนักแน่...
​เมื่อตอนผม​เป็นนักเรียนสมัยชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมนั้น​ โรงเรียน​ที่ผมเรียน​เป็นโรงเรียนชาย ตอนนั้น​ไม่มีการเรียนแบบสหศึกษา ​เมื่อนักเรียน​ทั้งโรงเรียน​เป็นเพศชายหมด พฤติกรรมของนักเรียน​และวัฒนธรรมโรงเรียนก็​เป็นแบบผู้ชาย​และพฤติกรรมอย่างหนึ่ง​ในสมัยนั้น​ก็​คือการชกต่อยกัน​เมื่อเกิดการทะเลาะ​และหาข้อยุติไม่​ได้ เรื่อง​อย่างนี้ไม่มีในโรงเรียนหญิง

เรื่อง​​ที่ทำให้เกิดการชกต่อยกัน​ได้นั้น​มีมากมาย​ ​และเกิด​ได้สองแบบ แบบแรกเกิดขึ้น​ทันทีทันใด​ที่มีเรื่อง​ อีกแบบนั้น​​จะนัด​ไปชกกันหลังโรงเรียนเลิกหรือตอนพักเ​ที่ยงในห้องเรียนหรือ​ที่ลับตาครู

การชกต่อยกันมีทุกวัยตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยม ​ซึ่งทางโรงเรียนถือว่า​เป็น​ความผิด ​ถ้าครูจับ​ได้​จะ​ต้องถูกตี​ทั้งคู่ ดังนั้น​จึง​ต้องแอบ​ไปชกกันไม่ให้ครูรู้ การชก​ส่วนใหญ่​จะมีกรรมการ มีคนดู​และมีกองเชียร์ พวกนี้​จะโดนหวดด้วย​ถ้าครูจับ​ได้ จึง​ต้องมีคนดูต้นทาง ​ถ้าเจ้าต้นทางเห็นครูก็​จะตะโกนบอกว่า

"ครูมาโว้ย !" ​และ​ทั้งนักมวย กรรมการ​และคนดูรวม​ทั้งต้นทางก็​จะเผ่น​ไปคนละทิศคนละทาง

​ที่โรงเรียนผมสมัยนั้น​มีอาคารเรียนไม้หลังหนึ่ง​ อยู่​มุมหลังสุดของโรงเรียน ​และห้อง​ที่อยู่​สุดท้ายของอาคารนี้เอง ​ที่มัก​จะกลาย​เป็นเวทีมวยประจำโรงเรียน ​เพราะไกลหูไกลตาครู พอโรงเรียนเลิกรอให้ครูกลับบ้านให้หมด ​ใคร​ที่ท้าทายกันไว้ก็มา​ที่นี่ ​ใคร​ที่อยากดูมวยฟรีก็มา​ที่นี่

​โดยมากมัก​จะรู้กันว่าวันไหน​จะมีมวย ​เพราะวันนั้น​​จะมีคน​ไปจับกลุ่มกัน​ที่ห้องนี้ตั้งแต่โรงเรียนเลิก ก็แปลว่าวันนี้มีมวยแน่ ​แต่บางทีก็มีข่าวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว​ว่าวันนี้ ไอ้นั่น​จะชก​กับไอ้นี่ บางวันก็มีมวยหลายคู่ ตอนอยู่​มัธยมผม​ได้ดูมวยฟรีบ่อย ​ทั้งยังเคยขึ้น​เวทีมาแล้ว​ด้วย เดี๋ยวผม​จะเล่าให้ฟัง..

นักเรียนชั้นประถมชกกันไม่เจ็บสักเท่าไร​เพราะยังตัวเล็ก ตอนชกก็หลับหูหลับตาเล่นมวยวัดเข้าใส่กัน โดนกันคนละสองสามตุ๊บแล้ว​ก็มีคนแยก ไม่ถึงแพ้ชนะกันชัดเจน ​ส่วนใหญ่​เพื่อ​จะพิสูจน์ว่า "กูไม่กลัวมึง" เท่านั้น​ ​แต่​ถ้า​เป็นนักเรียนชั้นมัธยมตัวโตๆ​ การชก​จะดุเดือด บางทีถึงขนาดปากแตกหน้าตาแตกเลือดไหลโกรกก็มี

​เมื่อชกกันจนกรรมการเห็นว่าอีกข้างสู้ไม่​ได้ก็​จะเข้าห้ามปราม ​และการชกก็จบลงเท่านี้ บางทีข้าง​ที่สู้ไม่​ได้​จะร้องบอกมาเองว่า

"เฮ้ย ! วันนี้พอแล้ว​" ก็​เป็น​ที่รู้กันว่านี่​คือการขอยอมแพ้ นักมวยก็จับมือกันแล้ว​แยกกันกลับบ้าน​เอาแผล​ไปฝากพ่อแม่

การชกกันนี้ คู่ชกไม่จำ​เป็น​ต้อง​เป็นคน​ที่ทะเลาะกัน​โดยตรง อาจ​เป็น นักเรียนคนอื่น​ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยก็​ได้ เช่น​ใคร​ที่ถูกคนตัวโตกว่าแกล้งก็อาจ​จะ​ไปตามพี่ชาย​ที่ตัวเท่ากันมาชกแทน​ได้ หรือ​จะ​ไปหา​เพื่อนอีกคนมาร่วมชกแบบ "สองต่อหนึ่ง​" ก็​ได้เหมือนกัน

สาเหตุของการทะเลาะถึงขั้นชกต่อยของนักเรียนอย่างหนึ่ง​​คือ การหยามเกียรติกัน "เกียรติ" ​ที่ว่านี้​คือการ​เอาชื่อพ่อหรือชื่อแม่ของ​เพื่อนมาเรียกหรือ​เอามาล้อ นักเรียน​ส่วนมาก​จะไม่รู้ชื่อพ่อชื่อแม่คนอื่น ​และต่างก็​ต้องพยายามปกปิดชื่อพ่อแม่ของตัวไว้​เป็น​ความลับสุดชีวิต

บางคน​ที่ชื่อพ่อถูกเปิดเผยมาแล้ว​ พอถูกเรียกชื่อพ่อ ​ถ้ารู้ชื่อพ่อ​เขาก็เรียกกลับ​ไปอย่างนี้ถือว่าหายกัน เหมือนอย่างพม่ายิงปืนใหญ่เข้ามาฝั่งไทย ไทยก็ยิงโต้ตอบ​ไปก็จบ

เรื่อง​​เอาชื่อพ่อแม่มาล้อกันนี้ถือว่า​เป็นการหยามเกียรติลูกผู้ชายกันอย่างร้ายแรง ​แม้ว่า​โดย​ความจริงคุณ​จะไม่รักพ่อแม่ตัวเองเลย​สักนิดก็ตาม ดังนั้น​การ​ได้รู้ชื่อพ่อแม่ของคนอื่นไว้จึง​เป็นเหมือน​กับ "มีอาวุธ" อยู่​ในมือ ​ใคร​ที่คิด​จะแกล้งก็​ต้องเกรงใจ ​เพราะ​จะถูกโต้ตอบ​ได้ทันที ทุกคนจึง​ต้องเสาะแสวงหาชื่อพ่อแม่คนอื่นมาจดจำไว้ให้มาก​เพื่อ​เป็นอาวุธป้องกันตัว ประเทศ​ที่มีอาวุธดีย่อมไม่มี​ใครกล้ารุกราน !

ชื่อพ่อแม่คนอื่นนี้ยัง​เอามา​ใช้ "แบล็คเมล" ​เพื่อน​ได้อีกด้วย ​คือ​ถ้ารู้ว่าพ่อหรือแม่​เขาชื่ออะไร​ก็แอบเข้า​ไปกระซิบว่า

"เฮ้ย อั๊วรู้แล้ว​ว่าพ่อลื้อชื่ออะไร​ ​แต่อั๊วไม่บอก​ใครหรอก" ​และ​เพื่อยืนยันว่ารู้จริงก็บอกชื่อพ่อ​เขา​ไป

เท่านี้แหละ​ไอ้หมอนี่​จะอยู่​ภายในกำมือคุณ มัน​จะ​เอาอก​เอาใจคุณทุกอย่างเหมือนทาสผู้ภักดี ​จะขอยืมข้าวของ ปากกา ดินสออะไร​​ซึ่ง​แต่ก่อนมันเคยงก​เป็น​ได้หมด

บางคนก็​จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทำตัวเหมือนสายลับสองหน้า ​เอาชื่อพ่อคนหนึ่ง​​ที่เรารู้​ไปแลก​กับชื่อพ่อคน​ที่เรายังไม่รู้ ​เพื่อสะสม​กำลังอาวุธให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น​

​เมื่อผมอยู่​ชั้นมัธยมสี่อายุประมาณสิบสี่ ​เป็นนักเรียน​ที่อยู่​ในกลุ่มตัวเล็ก​ที่สุดในห้อง ​และมัก​จะถูก​เพื่อน​ที่ตัวโตกว่าบางคนแกล้งหรือแหย่เสมอ วันหนึ่ง​ผมแอบ​ไปรู้ชื่อพ่อ​เพื่อนคนหนึ่ง​มา ​ซึ่งถือว่า​เป็นอาวุธชั้นเยี่ยมทีเดียว ​เพราะ​ทั้งห้องมีคนรู้ชื่อพ่อเจ้านี่เพียงคนเดียวเท่านั้น​ ผม​เป็นคน​ที่สอง​ที่มีระเบิดลูกนี้อยู่​ในครอบครอง

เจ้าหมอนี่ตัวโตกว่าผม​และมันรู้ชื่อพ่อของผม มันเคย​เอาชื่อพ่อผมมาล้อบ่อยๆ​ ยิ่งกว่านั้น​ยังเคย​เอาชื่อพ่อคน​ที่มันรู้​ไปเขียนไว้บนกระดานดำ บางทีก็​เอา​ไปเขียนไว้บนฝาโต๊ะของนักเรียนคนนั้น​รวม​ทั้งโต๊ะ​ที่ผมนั่งด้วย

แน่นอนทุกคน​ที่ถูกมันแกล้งตัวเล็กกว่ามัน จึงไม่อาจตอบโต้หรือป้องกัน ตัวเอง​ได้ เหมือนประเทศเล็ก​ที่​ต้องอยู่​ใต้อำนาจของประเทศใหญ่ มี​ความเจ็บใจลึกๆ​ติดตัวผมมาตลอด​ที่​ต้องเรียนร่วมห้อง​กับไอ้หมอนี่

​เมื่อรู้ชื่อ​ได้ไอ้หมอนี่แล้ว​ ผมก็เริ่มต้นเปิดศึกด้วยการทำสงครามจิตวิทยา​กับมันทันที ​ที่โรงเรียนตอนพักเ​ที่ยงนักเรียน​จะออก​ไปจากห้องเรียน​เพื่อกินข้าวกันหมด ต่อจากนั้น​บางคนก็​ไปเล่นฟุตบอล บางคน​ไปจับกลุ่มคุยกันตาม​ที่ต่างๆ​ ​ที่​ไปห้องสมุดก็มี บางคนกลับเข้า​ไปในห้องเรียนนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นรอเวลาเรียนตอนบ่ายโมง

วันนั้น​ผมรีบกินข้าวกลางวันอย่างเร็วแล้ว​กลับมา​ที่ห้องเรียน ไม่มีคนอยู่​ในห้องเลย​ ! ผมรีบ​เอาชอล์ค​ไปเขียนชื่อพ่อเจ้านั้น​ไว้​ที่กระดานดำหน้าห้อง ผมเขียนเพียงตัวเล็กๆ​ แล้ว​ก็รีบออก​ไปจากห้อง​ไป

ผมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง​พร้อมๆ​​เพื่อนคนอื่น​เมื่อใกล้เวลาเข้าเรียน ​พร้อม​กับเจ้านั่นด้วย ตอนแรกมันไม่ทันเห็นชื่อพ่อของมันบนกระดานดำ ​แต่พอเห็นเข้ามันก็หยุดชะงักนิดหนึ่ง​ ไม่มี​ใครสังเกตนอกจากผม ...​

ผมดูด้วย​ความสะใจว่ามัน​จะทำอย่างไรต่อ​ไป ​แต่มันทำ​เป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดินเข้า​ไปนั่ง​ที่โต๊ะของมันเหมือนคนอื่น

ครูเข้าห้องมา​พอดี แล้ว​ก็ลบกระดานดำ​เพื่อ​จะเขียนเรื่อง​​ที่​จะสอน ไม่มี​ใครสนใจชื่อตัวเล็กๆ​​ที่ครูลบออก​ไป ไอ้นั่นนั่งหน้าเครียด มันรู้แล้ว​ว่ามีคนรู้​ความลับของมันอีกคนหนึ่ง​ ​แต่ไม่รู้ว่า​เป็น​ใคร !

วันรุ่งขึ้น​ผมก็ทำอย่างเดิมอีก ​แต่เขียนให้ตัวโตขึ้น​กว่า​เมื่อวาน คราวนี้​เพื่อนคนอื่นในห้องชัก​จะรู้แล้ว​ว่าน่า​จะ​เป็นชื่อพ่อ​ใครสักคน ​แต่ไม่รู้ว่า​เป็นพ่อ​ใคร​เพราะ​เป็นชื่อใหม่ ​และไม่รู้ว่า​ใคร​เป็นคนเขียน ไอ้หมอนั่นก็ยังทำ​เป็น"ไก๋" ไม่สนใจ​กับชื่อพ่อมันบนกระดานเหมือน​เมื่อวาน ​แต่ผมคิดว่าหัวใจของมันแทบ​จะระเบิดออกมา​เป็นเสี่ยงๆ​ ​และนั่งดูมันด้วย​ความสุข


ผมเดา​ได้ว่าต่อ​ไปนี้มัน​จะ​ต้องมาคอยเฝ้าดู ว่า​ใคร​เป็นคนเขียนชื่อพ่อมันบนกระดานดำ ดังนั้น​วัน​ต่อมาผมจึงไม่เขียนกระดาน ผม​ไปเล่น​กับ​เพื่อนอีกห้องหนึ่ง​​ที่อยู่​ติดๆ​กัน เห็นไอ้หมอนั่นนั่ง​ที่ม้ายาวริมระเบียงใกล้บันได ทำ​เป็นอ่านหนังสืออยู่​ ​แต่ตามันคอยชำเลือง​ไป​ที่ห้องเรียนของเราว่ามี​ใครเข้า​ไปบ้าง มันไม่รู้หรอกว่าผมก็​กำลังแอบดูมันอยู่​อีกทีหนึ่ง​เหมือนกัน เหมือนสายลับ​ที่​กำลังลอบมองสายลับด้วยกัน

เจ้านั่นทนอดข้าวกลางวันอยู่​อีกหลายวัน มาแอบเฝ้าดูคน​ที่เขียนชื่อพ่อมันบนกระดานดำ ​แต่ก็ล้มเหลว​เพราะผมไม่เขียนกระดานดำอีก

อีกหลายวัน​ต่อมาก็ไม่ปรากฏชื่อพ่อไอ้หมอนี่บนกระดานดำ จน​ใครๆ​ในห้องก็พาลืมกัน​ไปแล้ว​ ​แต่แล้ว​เช้า​วันหนึ่ง​ก็มีชื่อพ่อมันถูกเขียนไว้บนกระดานดำอีก มัน​เป็นฝีมือของผมเอง ! วันนั้น​ผมรีบมาโรงเรียน​แต่เช้า​ เกือบ​จะ​เป็นคนแรกด้วยซ้ำ​ไป

​เมื่อนักเรียนคนอื่นทยอยกันเข้ามาในห้องก็​ได้เห็นชื่อพ่อไอ้นี่อีก ​ส่วนไอ้ลูกชายเจ้าของชื่อนั้น​ พอเข้ามาในห้อง​และเห็นชื่อพ่อมันเข้าก็หน้าเครียด ​แต่พยายามเก็บ​ความรู้สึก มัน​จะทำร้อนตัวไม่​ได้ !

ตลอดวันนั้น​มีผมเท่านั้น​​ที่รู้ว่ามัน​กำลังงุ่นง่านเหมือนหมาบ้า ​เพื่อนๆ​ในห้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอีกว่า​เป็นชื่อพ่อ​ใคร มันแอบ​ไปคุยอย่างเคร่งเครียด​กับเจ้า​เพื่อนคนเดียว​ที่รู้ชื่อพ่อมัน ​เพราะ​เป็นญาติห่างๆ​กัน คง​จะปรึกษากันว่าชื่อพ่อมันหลุด​ไปถึงคนอื่น​ได้อย่างไร… ผมแสน​จะสะใจ !

อีกหลายวัน​ที่ไม่มีชื่อพ่อไอ้หมอนี่บนกระดานดำ ​เพราะผมก็​ต้องระวังตัวไม่ทำให้ถี่​ไป

​และเช้า​วันหนึ่ง​ขณะ​ที่ผม​กำลังเขียนชื่อพ่อไอ้นี่บนกระดานดำ ก็มีคนมากระชากคอเสื้อผมให้หันกลับ​ไป มันนั่นเอง !

มันคงแอบมาเฝ้า​ที่โรงเรียนตั้งแต่เช้า​ก่อนผมมา แล้ว​มันก็จับผม​ได้คาหนังคา​เขา มันไม่ฟังเสียงเตะผมหนึ่ง​ทีทันที ผมวิ่งหนี​ไปรอบๆ​ห้องคิดว่าวันนี้คงเจ็บหนักแน่ ​เพราะเวลาเข้าแถวตามลำดับไหล่มัน​จะยืนอยู่​ต้นๆ​แถว ในขณะ​ที่ผมยืนอยู่​เกือบปลายแถว แล้ว​ผมก็คิดอะไร​​ได้อย่างหนึ่ง​ !

มี​เพื่อนคู่หูผมคนหนึ่ง​ตัวเราเท่าๆ​กัน​และสนิทกันมาก ​เขาก็เคยถูกไอ้หมอนี่แกล้งด้วยคนหนึ่ง​เหมือนกัน ผมรีบร้องท้ามัน​ไป​ระหว่าง​ที่วิ่งหนีว่าขอสู้​กับมันแบบสองต่อหนึ่ง​​กับ​เพื่อนคนนั้น​ มันก็ใจนักเลงพอตกลงรับคำท้า ​แต่เฝ้าผมไว้ไม่ให้หนีออกนอกห้องเรียน​ไป

อีกไม่นานนักเรียนคนอื่นก็ทยอยมาถึงห้องเรียน รวม​ทั้ง​เพื่อนผมคน นั้น​ด้วย ไม่มีปัญหาสำหรับ​เขา เรา​จะอยู่​ข้างเดียวกัน !

ยังอีกนานกว่า​จะถึงเวลาเคารพธงชาติ ครูก็ยังไม่มา เราสามคนถอดรองเท้าออก ​เอาชายเสื้อออกมานอกกางเกง​เพื่อ​ความคล่องตัว การต่อสู้​จะ​เป็นแบบมวยไทย "สองต่อหนึ่ง​" มี​เพื่อนหลายคนร่วม​เป็นพยานด้วย มีคนอาสา​เป็นกรรมการให้คนหนึ่ง​ ​และอีกคนหนึ่ง​คอยดูต้นทาง

พอกรรมการบอกว่าชก​ได้ เราก็รำหมัดเข้าหากัน เพียงแค่วินาทีแรกไอ้หมอนั่นก็เสียท่า​เมื่อมันถลันเข้ามาหาเรา มันถูก​เพื่อนคู่ชกข้างผมเตะผ่าหมากเข้า​ที่สำคัญเสียงดังผับ ! มันหยุดกึก ! ​เอามือ​ทั้งสองข้างกุมตรง "หมาก" ของมัน แล้ว​ค่อยๆ​ก้มตัวลงโก้งโค้งอยู่​​กับพื้นหน้าเขียวทีเดียว

การชก​เป็นอันยุติ​โดยอัตโนมัติ เราสองคน​เป็นผู้ชนะการต่อสู้ ​แต่ดูเหมือน​จะแพ้ฟาว์ล ! เราเข้า​ไปช่วยประคองมันให้ลุกขึ้น​​ไปนั่ง​ที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง​ แล้ว​เราก็ใส่รองเท้า​กับ​เอาชายเสื้อใส่กางเกงตามเดิม

ไม่มีการจับมือกันตามธรรมเนียม​เพราะมือของไอ้หมอนั่นไม่ว่าง ยังคงนั่งหน้าเขียวกุมหมากของมันอยู่​ นักเรียนเข้ามาในห้องมากขึ้น​​และ​ได้รู้เรื่อง​ผลมวย ​ทั้ง​ที่มาของมวยรวม​ทั้งชื่อพ่อไอ้หมอนั่นกันถ้วนทั่ว

เสียงออดสัญญาณให้นักเรียน​ไปเข้าแถวเคารพธงชาติดังขึ้น​ ​เพื่อน ผู้ชนะฟาว์ลแข็งใจเดินโขยกเขยก​ไป​ที่กระดานดำ มือหนึ่ง​ยังกุมหมากไว้ อีกมือหนึ่ง​​เอาแปรงลบกระดานลบชื่อพ่อของมันออก แล้ว​ก็เดินระทดระทวยกลับมานั่งฟุบหน้า​ที่โต๊ะของมันต่อ วันนี้มันไม่​ได้​ไปยืนเคารพธงชาติเหมือนคนอื่น

อีกหลายวันต่อจากนั้น​ เราสองคนไม่ว่า​จะเรียกว่าผู้ชนะหรือผู้แพ้ก็แล้ว​​แต่​จะแยกกันไม่​ได้เลย​ ​ไปไหน​จะ​ต้องเดินติดกันแจเหมือนปาท่องโก๋ ตอนนั้น​เรายึดมั่น​กับสุภาษิต​ที่ว่า "รวมกันเราอยู่​ - แยกกันเราตาย" ด้วย​ความจำ​เป็น...​o

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1156 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง เตะผ่าหมาก
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๖๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-5681 ], [203.151.217.61]
เมื่อวันที่ : 27 ส.ค. 2548, 13.20 น.

ฮาๆ​ ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : add [C-5689 ], [203.188.16.218]
เมื่อวันที่ : 27 ส.ค. 2548, 21.00 น.

แฮ่ๆ​ หนู(ในอดีต)ก็เคยมีปัญหา​ไปล้อชื่อพ่อของ​เพื่อนผู้ชายเหมือนกันค่ะ​ แล้ว​เลย​นัด​ไปต่อยกันในคูน้ำ หนูไม่อยากนัดหรอก ​แต่พอ​เขาเอ่ยปากมา เลย​​ต้องทำ​เป็นนักเลงรับคำ​ไปว่า "​เอาก็​เอาสิวะ"

พอ​ไปต่อยกัน โห..พี่พาพวกมาเชียร์เพียบเลย​ หนูต่อยมวยไม่​เป็น เลย​ถูกต่อยเจ็บชะมัด ไม่รู้​จะทำยังไง เลย​หลับหูหลับตาแหวกหมัด​จะเข้า​ไปจับ...​ของ​เขา
การชกจึง​เป็นอันยุติ ฮี่ หนูเนื้อตัวมอมแมมพอถึงบ้านก็แอบๆ​เดินตัวลีบเข้าบ้าน​ไป ไม่กล้าบอกแม่ หลังจากนั้น​เลย​ไม่กล้าปากพล่อยอีกเลย​ ฮี่ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กัมพล [C-16857 ], [202.44.7.59]
เมื่อวันที่ : 22 มี.ค. 2553, 11.22 น.

อ้อ ตอนนี้ป๋าเปลี่ยนมาแนวเล่า​ความหลังแล้ว​หรือครับ​ อ่านแล้ว​คล้อยตาม ​คือตามลุ้นว่าป่าเรา​จะรอดมั้ยเนี่ย สนุกครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น