นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘
มรดกทางใจ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
รจนา ณ เจนีวา
...พอเราปฏิบัติแล้ว​​ มัน​​จะแยกสิ่ง​​ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากสิ่ง​​ที่เกิดขึ้น​​ในใจ ​​ถ้าเรายังไม่ปฏิบัติก็มี​​แต่ reaction ปฏิกิริยาโต้ตอบ ​​แต่​​ถ้าเรามีสติ มันมี response ​​คือ ตอบสนองในทาง​​ที่เหมาะสม ในทาง​​ที่​​ได้ผล...
ตอนอาตมาบวชใหม่ ๆ​ เคยเดินตามหลวงพ่อชา​ไปสำรวจวัด ท่านพูดถึงศาสตร์ ท่านพูดว่า ศาสตร์​ทั้งหลายนี้พุทธศาสตร์สำคัญ​ที่สุด ​ถ้า​ได้พุทธศาสตร์แล้ว​ ศาสตร์​ทั้งหลายอย่างอื่น​จะ​เป็น​ไปในแนวทาง​ที่ดี ​ถ้าขาดพุทธศาสตร์แล้ว​ ​จะเรียนศาสตร์อื่นถึงระดับไหนก็ตาม ไม่แน่นอนว่า​จะเกิดผลดี​กับมนุษย์

อาตมาว่า เรื่อง​นี้เราคงเห็น​ได้ไม่ยาก อย่างเช่น ดูคน​ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ​ทั้งฮาร์เวิร์ด เอ็มไอที พวก​ที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์ ​จะเข้า​ไปทำงานของรัฐบาล ทำด้านพัฒนาอาวุธเกือบครึ่งหนึ่ง​ ผู้จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ​จะ​ไปทำงานเกี่ยว​กับอาวุธเกือบครึ่งหนึ่ง​ นี่เรียกว่า ขาดพุทธศาสตร์​เป็นหลัก

พุทธศาสตร์​เป็นวิทยาศาสตร์ไหม? ก่อนนี้คนก็ชอบบอกว่า พุทธศาสนามัน​เป็นวิทยาศาสตร์ อาตมาว่า มันเหนือวิทยาศาสตร์ ​เพราะวิทยาศาสตร์ยังมีข้อบกพร่อง จุดอ่อนหลายอย่าง อย่างบอกว่า เข้าใจธรรมชาติ​ส่วนวัตถุอย่างเดียว ไม่เข้าใจธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์ รู้จักศาสตร์นั้น​ ศาสตร์นี้ ​แต่ไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ ถือว่านักวิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยว ​แต่ทางพุทธศาสตร์บอกว่า ​ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีวิทยาศาสตร์

แล้ว​วิทยาศาสตร์​เพื่อ​ใคร ​ถ้าไม่​เป็น​ไป​เพื่อนักวิทยาศาสตร์ ในวิทยาศาสตร์​จะถือว่า สิ่ง​ที่​เขารับ​ได้ว่า วิทยาศาสตร์​คือสิ่ง​ที่เราทำ​ที่ไหนก็​ได้ ​เมื่อไหร่ก็​ได้ ฟังเผิน ๆ​ เหมือน​กับอะกาลิโก เหมือน​กับว่าเรามีทฤษฎี มีอะไร​ มีข้อตกลง มีสมมุติฐานแล้ว​เขียน นักวิทยาศาสตร์​ที่อังกฤษทำตามแล้ว​ก็​ได้ผลเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์​ที่อาฟริกา ​ที่ไหน ​เมื่อปี​ที่แล้ว​ ปีหน้า ทำตาม มันก็​ต้องตามนี้ จึง​เป็นวิทยาศาสตร์

​แต่มันมีธรรมชาติอย่างหนึ่ง​​ที่นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง ​คือสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ อย่างเช่น การบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของ​พระพุทธเจ้า นักวิทยาศาสตร์เงียบเลย​ ​และ​แม้​แต่ชีวิตประจำวันในชีวิตธรรมดา ๆ​ เราก็​จะเห็นว่าหลักนี้ เรา​ใช้ไม่ค่อย​ได้

ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเรามีนักกีฬา ​เอา​เป็นนักกอล์ฟไทเก้อร์ วู้ดส์ แล้ว​กัน ​เป็นไทยครึ่งหนึ่ง​ ​เอา​เป็นตัวอย่าง ​เมื่อไทเก้อร์ วู้ดส์​ไปถึงหลุมสาม ​ได้โฮลอินวันเลย​ จริงไหม จริง อ้าว ​ถ้าจริงแล้ว​ทำอีกที ไทเก้อร์ วู้ดส์​จะทำซ้ำ​ได้ไหม เท่า​ที่ทราบ ยังไม่เคยมีนักกอล์ฟในประวัติศาสตร์ทำซ้ำ​ได้ ทำไมไม่​ได้ อากาศสิ่งแวดล้อมก็เหมือนเดิม หลุมสามเหมือนเดิม ตัวผู้ตีกอล์ฟเหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม ทำไมครั้งหนึ่ง​​ได้ ครั้ง​ที่สองไม่​ได้ ฝากไว้​เป็นข้อคิด

​ที่​เขาบอกว่าปรากฏการณ์ทางจิต เรื่อง​การรู้วาระจิต งมงาย ​ถ้างมงายก็ทำเดี๋ยวนี้ให้ดู ธรรมชาติ​ที่​จะตั้งใจทำเดี๋ยวนี้ตามใจก็มี ​ที่มัน​จะ​ต้องมีโอกาสสิ่งแวดล้อม​ที่เอื้ออำนวยก็มี ​ที่​เป็นเอง เหมือนนักกอล์ฟก็มี ​ถ้านักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่เชื่อว่าไทเก้อร์ วู้ดส์เคย​ได้โฮลอินวัน ไทเก้อร์ วู้ดส์ก็คง​จะโกรธนะ บอกว่า อ้าว ก็ดูในทีวีเลย​ ไม่เชื่อทีวีหรอก ​เขาก็หลอก​ได้ เดี๋ยวนี้มีคอมพิวเตอร์ ทำอะไร​ต่ออะไร​ก็​ได้ เชื่อไม่​ได้ ​ถ้าไทเก้อร์ วู้ดส์ทำ​ได้จริง ทำเดี๋ยวนี้ให้ดู ​เขาก็ทำไม่​ได้

งั้นธรรมชาติมันลึกกว่าวิทยาศาสตร์​ส่วนมาก​จะยอมรับ ​โดยเฉพาะไม่รู้ธรรมชาติของด้านนามธรรม ธรรมะ​ที่​พระพุทธองค์ทรงค้นพบเรียกว่า ปัจจัตตัง ​ต้องรู้เอง สันทิษฐิโก รู้​ได้ ​และรู้​ได้ในชาตินี้ด้วย ​แต่ปัจจัตตังก็เสริมว่า ​ต้องรู้เอง ไม่มี​ใคร​จะรู้ให้เรา​ได้ ​แต่ไม่ใช่ธรรมะเท่านั้น​​ที่​ต้องรู้เอง ทุกอย่างก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ เช่น รสหวาน อ้าว ลองอธิบายให้คน​ที่ไม่เคยกินของหวานว่ารสหวานมัน​เป็นอย่างไร ​เขา​จะเข้าใจ​ได้ไหม ​ถ้า​เขาไม่เคยกินของหวาน ก็ไม่มีทาง​ที่​จะรู้​ได้ ก็รู้คร่าว ๆ​ รู้พอ​เป็นทฤษฎี ​แต่ไม่รู้หรอกจนกว่า​เขา​จะมีโอกาสกินของหวาน ​เขาจึงรู้

ธรรมะก็เหมือนกัน ​ความสงบ​เป็นสุขอย่างยิ่ง นี่เข้าใจหรือยัง ​ถ้าไม่เคยสงบก็ไม่เข้าใจ เหมือนคนไม่เคยกินของหวานก็ไม่เข้าใจว่า หวานมัน​เป็นอย่างไร ฟังแล้ว​น่าสนใจ ฟังแล้ว​ เล่าเรื่อง​ขนมอย่างนั้น​อย่างนี้ ฟังแล้ว​น่าสนใจ ​แต่มันไม่รู้หรอกว่า​เป็นอย่างไร ธรรมะมันก็​เป็นอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง​ต้องรู้เอง

​จะเล่านิทานให้ฟัง ตอนนี้รีทรีทจบ เล่าสบาย ๆ​

นิทานจากอาฟริกา เคยฟังนิทานอาฟริกามาก่อนไหม คง​จะไม่เคยนะ ​พระเอกเรื่อง​นี้ ​เป็นคนจน ทำงานในบ้านเศรษฐี เศรษฐีอาฟริกามีโรคประจำตัวเหมือนเศรษฐีทั่วโลก ​เป็นคนขี้เบื่อ ​เพราะมีทุกสิ่งทุกอย่าง​ต้องหาอะไร​ไม่ให้เบื่อ ห่างจากเมืองมีเทือก​เขาสูง สูง​เป็นพันเมตร วันหนึ่ง​​เขาปรารภ​กับคน​ใช้คนนี้ว่า ผมสงสัยว่ามนุษย์เรา​สามารถ​ที่​จะยืนบนยอด​เขานั้น​ตลอดคืน เปลือยกาย ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่มีไฟ ไม่จุดไฟ ​เป็น​ไป​ได้ไหม ​เขา​จะคิดอะไร​แปลก ๆ​ อย่างนี้ ​เขาไม่รู้​จะคิดอะไร​ ​เขารวยมาก ​เขาไม่เคยเข้าวัด ​เพราะ​เขายังไม่แก่...​อันนี้เสริมเอง ไม่​ได้อยู่​ในต้นฉบับ​

คน​ใช้ก็ตามประสาคน​ใช้ ครับ​ ครับ​ ไม่ค่อย​ได้ตั้งใจฟังเท่าไร เศรษฐีก็บอกว่า ​เอายังงี้ดีไหม ​จะพนันกัน ฉัน​จะพนันว่า เธอทำไม่​ได้ คน​ใช้ก็บอกว่า ผมไม่มีอะไร​​จะพนัน​กับเจ้านายครับ​ ไม่​ต้องมีอะไร​ก็​ได้ ​เอาอย่างนี้แล้ว​กัน ​ถ้าเธอ​สามารถยืนเปลือยกายบนยอด​เขาตลอดคืน ไม่กินอะไร​ ไม่ดื่มอะไร​ ไม่มีไฟให้ผิง ไม่มีอะไร​ ​จะยก​ที่ดินให้สักสิบไร่ วัวสามสิบตัว ​เอาไหม ​เอาครับ​ ตกลง

พอตกลง​กับเจ้านายแล้ว​กลับ​ไปคิด กลัว กลัวตาย ​พอดีรู้จัก​กับหลวงพ่อรูปหนึ่ง​อยู่​บน​เขาอีกลูกหนึ่ง​ ก็​ไปเยี่ยมหลวงพ่อ ​ไปเล่าให้ฟังว่า ​ได้ตกลง​กับเจ้านายอย่างไร ​เพราะรู้ว่ายอด​เขานั้น​สูงสามสี่พันเมตร ตอนกลางคืนลมแรงมาก คงอันตราย หลวงพ่อก็บอกอย่างนี้ว่า ไม่​ต้องกลัวหรอก ทำ​ได้ ​คือหลวงพ่อ​จะขึ้น​​ไปอยู่​บนยอด​เขาลูกนี้ ​แต่​จะจุดไฟ แล้ว​จากยอด​เขา​ที่เธออยู่​​จะมองเห็น ​จะมองเห็นไฟ ให้ยืนเพ่ง​ที่ไฟของหลวงพ่อ แล้ว​ให้ระลึกอยู่​ตลอดเวลาว่า หลวงพ่อผู้มีเมตตาต่อเรา​กำลังนั่งดูแลไฟอยู่​ ครับ​ เลย​ตกลง

ตอนกลางคืนก็ขึ้น​​เขา ก็มีลูกน้องของเศรษฐีอีกสามสี่คน​ไป​เพื่อ​เป็นพยาน ​ไปถึงยอด​เขา ถอดเสื้อผ้า ยืน ลมพัด วู้ วู้ วู้ หนาวววว สั่นนนน ก็เพ่ง​ไป​ที่ยอด​เขาลูกนั้น​ ก็เห็นไฟ ก็อบอุ่นใจ สบายใจ โอ หลวงพ่อท่านเมตตาเรามาก หลวงพ่อก็ยังอุตส่าห์นั่งบนยอด​เขา ดูแลไฟตลอดเวลา ​เป็น​เพื่อน ก็​ได้สองอย่าง ​ได้เพ่ง​ที่ไฟแล้ว​พยายามนึกถึง​ความร้อนของไฟ ก็​เป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง​ ​เอาธาตุไฟ ​ที่ตาเห็น มาพิจารณา แล้ว​ก็นึกถึงเมตตาของหลวงพ่อผู้จุดไฟด้วย อบอุ่นใจ ทรมานมากเกือบทนไม่ไหว ​แต่อยู่​​ได้ตลอดคืน

ชนะแล้ว​ รวยแล้ว​ ใส่เสื้อผ้า เดินลง​ไป ​ไปหาเศรษฐี เศรษฐีก็ไม่เชื่อว่า​จะทำ​ได้ ทำ​ได้ครับ​ ลูกน้องคนอื่นก็​เป็นพยาน ทำ​ได้อย่างไร เศรษฐีก็งง ​เขาก็อดพูดไม่​ได้ อธิบายด้วย​ความภาคภูมิใจว่า หลวงพ่อของผม​ไปอยู่​บนภูเขาอีกลูกหนึ่ง​ ​ไปจุดไฟ นั่งอยู่​ตลอดคืน ผมก็เพ่ง​ที่ไฟก็เลย​อุ่น​เอาตัวรอด​ได้ตลอดคืน เศรษฐีบอกว่า ผิดสัญญา ฉันบอกว่าไม่มีไฟ คุณมีไฟ ผิดสัญญา ไม่ให้ ​ที่ดินก็ไม่ให้ วัวก็ไม่ให้ เศรษฐีอย่างนี้ก็มีนะ นี่อาฟริกานะ ไม่ใช่เมืองไทย

​เขาเสียใจมาก อดทนถึงขนาดนี้ไม่​ได้อะไร​เลย​ โกรธมาก ฟ้อง ขึ้น​ศาล ปรากฏว่า ผู้พิพากษา​เป็น​เพื่อนของเศรษฐี ตัดสินว่า ไม่​ได้หรอก ไม่​ได้ มีไฟ พนันกันว่าไม่มีไฟ มองดู​ที่ไฟ เพ่งอยู่​​ที่ไฟ แสดงว่ามีไฟ ตามกฎหมาย พยัญชนะของกฎหมาย หมดหวัง ​ไปปรับทุกข์​กับหลวงพ่อ หลวงพ่อว่า ไม่​เป็นไร มีลูกศิษย์คนหนึ่ง​​เป็นเศรษฐีเหมือนกัน กลุ่มเดียว​กับพวกนี้ เดี๋ยว​จะเรียกมาปรึกษากัน

หลวงพ่อก็เลย​เล่าให้ลูกศิษย์คนนี้ฟัง ​เขาลง​ไปถึงเมือง ​เขาประกาศว่าพรุ่งนี้​จะมีปาร์ตี้ ทุกคนก็ตื่นเต้น​เพราะรู้ว่าปาร์ตี้ของคนนี้สนุกมาก แล้ว​อาหารอร่อยมาก ทุกคนก็อยาก​ไป เศรษฐีเจ้านายของ​พระเอก​ได้บัตรเชิญ ผู้พิพากษาก็​ได้ ทุกคน​ไป​แต่หัวค่ำ แล้ว​ก็นั่งอยู่​ในห้องรับแขก ก็มีกลิ่นโชยมา สงสัย​จะมีอันนั้น​ อันนี้ มี​ความสุข​กับกลิ่นนาน ​แต่นานเข้า เอ๊ะ ไม่เห็น​เขา​เอาอาหารมาสักที เอ๊ะ ทำไม ทำไม มีอะไร​หรือเปล่า เจ้าของบ้านอยู่​​ที่ไหน ไม่ทราบ ไม่รู้อยู่​​ที่ไหน นั่งทนอยู่​ ทุกข์มาก ท้องก็จ๊อก ๆ​ ​เพราะกลางวันไม่กล้าทานอะไร​มาก​เพราะกลัวว่าตอนกลางคืน​จะทานไม่​ได้ อดตอนกลางวัน โอ๊ย ทุกข์

สุดท้ายเจ้าของบ้านเดินเข้ามา เอ้า อาหารอยู่​​ที่ไหน พวกเรามานั่งคอยกันแย่ อ้าว พวกเธอก็​ได้กลิ่นแล้ว​ไม่ใช่หรือ กลิ่นก็ไม่มี​ความหมายอะไร​ ยังหิวอยู่​ อาหารไม่ใช่กลิ่นหรอก อ้าว ก็เหมือน​กับลูกน้องของเศรษฐีคนนี้ไม่ใช่หรือ อยู่​บนยอด​เขา หน้าวหนาว ไม่มี​ความอบอุ่น​แม้​แต่นิดเดียว ถูกตัดสินว่ามีไฟ เศรษฐีก็อายหน้าแดง ผู้พิพากษาก็อายหน้าแดง จากนั้น​ก็​เอาอาหารมา จากนั้น​ เศรษฐีก็เรียก​พระเอกมา ยก​ที่ดินให้ วัวให้

เรื่อง​นี้สอนเรื่อง​ปัจจัตตัง เห็นเอง หิวเอง รู้เอง จึง​จะรู้ว่า​เป็นอย่างไร

การ​ที่เรารู้​ความจริงเรื่อง​ปัจจัตตังนี่สำคัญ ก็ควร​จะทำให้เราไม่ประมาท พุทธองค์บอกว่า อย่ามัว​แต่นับโคของคนอื่น ​ต้องมีโค​ต้องมีวัวของตัวเอง อย่ามัว​แต่​ไปนับของดีของคนอื่น ​ต้องมีของตัวเองบ้าง ​พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่อง​อริยทรัพย์ อริยทรัพย์เราก็ทราบ ​แต่ไม่ค่อยกระตือรือร้นเหมือนทรัพย์​ที่​เป็นวัตถุ

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อย​ที่สุดก็ควร​จะถามตัวเองว่า เรามีมรดกอะไร​บ้าง​ที่​จะให้ลูกหลาน​ที่ไม่ใช่วัตถุ มีไหม ไม่​ได้พูดถึง​ที่ดิน ไม่​ต้องพูดถึงเงินทอง แล้ว​มีอะไร​ไหม​ที่​เป็นมรดก​ที่เราภูมิใจ​ที่​จะฝากไว้​กับลูก​กับหลาน มรดก​ที่​เป็นนามธรรม มีอะไร​ มีอยู่​ในใจของเรา​ที่เราบอก นี่แหละ​ ​ที่เราอยากให้ลูก​ได้จากเรา มีคุณธรรมอะไร​ไหม ​ถ้าลูก​ได้สิ่งนี้ ​เขา​จะไม่จน ลูก​เขา​จะมี​ความสุข นี่ก็เรียกว่า มรดกทางใจ อาตมาว่า มรดกอย่างนี้มีคุณค่ามาก

งั้นธรรมะ​ที่​เป็นมรดก​ที่เรา​จะฝากให้ลูกหลาน เราทุกคนก็สะสม​ได้ ทุกคนเสมอภาคในเรื่อง​การแสวงหาคุณธรรมทางใจ เพียง​แต่ว่าเรา​ต้องตั้งใจ ธรรมะ การหลุดพ้น ท่านเรียกว่า อมตะธรรม ​เมื่อวานมี​ใครถามเรื่อง​นี้ ไม่​ได้ตอบ วันนี้มาตอบ อมตะธรรม ไม่เกิดไม่ตาย

อมตะธรรมในประสบการณ์ของนักปฏิบัติ เราก็สัมผัส​ได้ใน​เมื่อจิตใจเราไม่หลงใหล ไม่เกิดไม่ดับ​กับสิ่งเกิดดับ หมายถึงว่า มีสิ่งชวนให้โลภ ​แต่จิตใจของเราหนักแน่น ไม่โลภ มีสิ่งไรชวนให้โกรธ เราก็ไม่โกรธในสิ่ง​ที่ชวนให้โกรธ เราก็ไม่หลงในสิ่ง​ที่ชวนให้หลง ​เพราะฉะนั้น​ เราไม่เกิด​เป็นผู้โลภ ไม่ตายจากการ​เป็นผู้โลภ เราไม่เกิด​เป็นผู้โกรธ ไม่ตายจากการ​เป็นโกรธ ไม่เกิด​เป็นผู้หลง ไม่ตายจากการ​เป็นผู้หลง

นี่ก็​ความหมายหนึ่ง​ของการเกิดดับในชีวิตประจำวัน เกิด​เป็นคนนั้น​ เกิด​เป็นคนนี้ เกิด​เป็นคนใจดี เกิด​เป็นคนใจร้าย เกิด​เป็นคนอิจฉา เกิด​เป็นคนเมตตา มันก็มีเกิดดี เกิดชั่ว เกิดมาก ตายมาก ​ถ้าจิตใจเรารู้เท่าทัน รู้สิ่ง​ทั้งหลาย​ที่เกิดขึ้น​ตาม​ความ​เป็นจริงของมัน ไม่หลงใหล ไม่ใช่ว่า​จะไม่รู้สึกอะไร​เลย​ ​แต่เรา​สามารถหยิบอารมณ์​ที่สร้างสรรค์มาปฏิบัติ​ได้ ไม่เกิด​เป็นผู้เมตตา ​แต่ว่ามีเมตตาอยู่​ประจำใจ ​เป็นอย่างไร

​ถ้าเกิด​เป็นผู้เมตตา หมายถึงว่า มี​ความรู้สึกว่า​ตัวเองเมตตา ​ถ้ามีคนมาหาว่า เราคนใจร้ายใจดำ ทุกข์ ​ถ้าถูกกล่าวหาว่า เรา​เป็นคนนั้น​คนนี้ คนอย่างนั้น​คนอย่างนี้ ทุกข์ แสดงว่าเรา​ไปเกิดแล้ว​ ​ถ้าเราถือว่าเรา​เป็นผู้ซื่อสัตย์ แล้ว​ก็มี​ใครมาหาว่าเราโกง ก็​เป็นเรื่อง​ธรรมดาว่า คนซื่อสัตย์​ที่ถูกหาว่าโกง​จะ​ต้องไม่สบายใจ ​แต่บางทีปฏิกิริยา​ที่เกิดขึ้น​มันเกินเหตุ มันมากใช่ไหม ​ถ้าเรารู้สึกตัวว่ามีปฏิกิริยาเกิดเอง ไม่รู้มันมาจากไหน ทำไมอารมณ์เรารุนแรงอย่างนั้น​ มันมีแรงเกิดจากการยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา​เป็นคนซื่อสัตย์ เรา​เป็นคนอย่างนั้น​อย่างนี้ ​ความซื่อสัตย์​เป็นสิ่ง​ที่ดี ​แต่เราอย่าให้​ไปเกิด​เป็นคนซื่อสัตย์ ​เพราะพอเกิด​เป็นคนซื่อสัตย์แล้ว​​จะ​ต้องมี​ความทุกข์ของคนซื่อสัตย์

หากเราปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์สุจริต ด้วยเห็น​ความดี​ความงาม ​โดยเห็นว่า​เป็นมรดก ​เป็นมรดกธรรม​ที่เรา​กำลังสะสมอยู่​ในใจ ​เป็นประโยชน์แก่ตัวเองในปัจจุบัน ​เป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วย ​เป็นประโยชน์ต่อสังคม​ส่วนรวม ​และ​เป็นสิ่ง​ที่ดี​ที่เรา​จะฝากให้​กับลูก​กับหลาน

คนเราก็ไม่รู้ว่า​จะอยู่​ในโลกอีกกี่ปี อีกกี่วัน อีกกี่ลมหายใจ เรา​ต้องการมีสิ่งดีงามปรากฏในใจเรา ​เพื่อ​เป็น​ที่ประทับใจของลูกของหลาน ของคนรอบตัวบ้าง สังเกตไหมว่า ผู้หลักผู้ใหญ่พลัดพรากจากเรา​ไป สิ่ง​ที่เรา​จะจำ​ได้ ​ถ้า​เป็นคน เราก็​จะจำ​ได้ คุณธรรมของ​เขา มากกว่าว่า​เขามีบ้านกี่หลัง มีรถกี่คัน เรา​จะจำว่า ระลึกถึงคน ๆ​ นั้น​​เมื่อไร ก็​จะระลึกถึงว่า คนนั้น​​เขาใจดีนะ เมตตานะ ​คือเรา​จะไม่คิดถึงวัตถุหรือ​ความสำเร็จทางโลกเท่าไร เรา​จะคิดถึงบุคลิก คิดถึง​ความดี​ความงาม งั้นเราสร้าง​ความดี​ความงามอยู่​ในใจ ก็ทำให้เรางาม แล้ว​ก็​เป็นวิธีการ​ที่ตรง​ที่สุด​ที่แน่นอน​ที่สุด​ที่​จะสร้างเสริมสังคม​ที่งาม ​เพราะเรา​จะเริ่ม​ที่ไหน ​ถ้าเราไม่เริ่มต้น​กับเรา​กับครอบครัวของเรา

ธรรมะเรียกว่า สันทิษฐิโก ​เป็นสิ่ง​ที่ทุกคนศึกษา​และปฏิบัติ​ได้ ​ได้ผล​ได้ ​ถ้ามีเสียงกระซิบอยู่​ในหูว่า ทำไม่​ได้หรอก มันยากเกิน​ไป ลำบากเกิน​ไป ทรมานเกิน​ไป ก็ขอให้ทราบว่า นั่น​เป็นตัวมาร มารไม่​ได้อยู่​ไหนหรอก มันอยู่​​ที่กำหนด​ไป อย่างว่า เช้า​เกิน​ไป ดึกเกิน​ไป ร้อนเกิน​ไป หนาวเกิน​ไป หิวเกิน​ไป อิ่มเกิน​ไป มันอยู่​ในโลก​ที่มันเกิน​ไปตลอดเวลา มันมี​แต่ขาดมี​แต่เกิน เรื่อง​​การปฏิบัติสำหรับคนทั่ว​ไป ขาดก็​คือยังไม่​พร้อม

สมัยก่อนนะมีราชประเพณีในประเทศอินเดียว่า พอ​พระราชาเห็นผมหงอกเส้นแรก ลาออกจากตำแหน่ง เข้าป่าปฏิบัติ ​แต่ตอนหลังก็มีการย้อมผม ประเพณีนี่เลย​หาย​ไป นี้น่ะธรรมทูตนะ ​ถ้าเรามองหน้าในกระจกเห็นผมหงอก นี่ควร​จะสอนว่า ​ได้เวลาเร่ง​ความเพียร ไม่ใช่ว่า เดี๋ยว​ต้อง​ไปทำผมอีกแล้ว​ ​ความรู้สึก​ความคิดมันไม่เหมือนกันนะ คนเรา นี่​การปฏิบัติมันอยู่​​ที่เรา มันไม่​ได้อยู่​​ที่อื่น

อย่างว่า มีสำนวน​ที่ชอบว่า Count your blessing ก็​คือระลึกถึงเสมอ​ซึ่งสิ่ง​ที่ดี เราก็อยู่​ในฐานะ​ที่ไม่​ต้องกังวลเรื่อง​ปัจจัยสี่ ฐานะของเราพออยู่​​ได้ สุขภาพร่างกาย อาจมีโรคประจำตัวอยู่​​ได้ ก็ยังพอนั่ง​ได้ พอเดิน​ได้ พอฟัง​ได้ พอพิจารณา​ได้ เรียกว่ามีบุญ มีบุญมาก ​เอาแค่นั่ง​กับพื้น​ได้ นี่ก็ยังมีบางคนอยู่​ข้างหลัง​เขานั่ง​กับพื้นไม่​ได้ แหม เราก็ยังดีนะ เรานั่ง​กับพื้น​ได้ โรคประจำตัวเราอาจมีน้อย โอกาส​จะปฏิบัติ​จะมีมาก

​ถ้าวันไหน เราอยู่​​ที่ไหน เรา​กำลังซึมเศร้า เบื่อหน่าย ก็มีข้อวัตรปฏิบัติ ให้​ใช้คำว่า ดีนะ คำบริกรรม ดีนะ พยายามคิดถึงสิ่ง​ที่ดีในเหตุการณ์นี้สักสามข้อ ว่าร้อน อ้าว ก็ยังดีว่าเรามีหลังคา ​ถ้าไม่มีหลังคาก็แย่ นั่งรถติด ดีนะ เรามีรถ​ที่​จะติด เอ้า คนหลายล้านคนไม่มีรถเลย​ใช่ไหม ​เขาเห็นคนนั่งในรถ รถติด ​เขาก็อิจฉาก็​ได้นะว่า โอ้ คนนั้น​​เขาก็ไม่​ต้องเดินเหมือนเรา รถไม่​ไป ​เขาก็มีแอร์ เราเดิน มันก็ดีกว่า ดีกว่า​ต้อง​ใช้ไม้ค้ำ ดีกว่านั่งรถเข็น รู้จักคิด รู้จักพิจารณา

ในทางตรงข้าม เรื่อง​ไหน​ที่เรา​กำลังเหลิง มัน​กำลังฟู ตัวเองเก่ง ตัวเองดี ระวังนะ ดูโทษสามข้อ ​เพื่อ​จะดึงจิตกลับมาสู่ทางสายกลาง ไม่แน่นอนนะ ไม่แน่นอนอย่างไร มีหลายอย่าง ทุกวันนี้เรา​เอาแน่ไม่​ได้ใช่ไหม ยิ่งในโลกปัจจุบัน โลกาภิวัติ บางทีเกิดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ​ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ​แต่ปัญหาในบ้านนั้น​ก็ส่งถึงเรา​ได้ มันถึงกันหมด

เรียนรู้เรื่อง​​ที่สิ่ง​ทั้งหลาย​เป็น​ไปตามเหตุตามปัจจัย นี่ก็เคล็ดลับของการมีปัญญาในชีวิตประจำวัน ​เมื่อ​เป็น​ไปตามเหตุตามปัจจัย มันจึง​เป็นอย่างนี้ แล้ว​​จะ​ไปโกรธทำไม ​จะ​ไปอะไร​มันทำไม ​เมื่อเหตุปัจจัย​เป็นอย่างนี้ ​จะให้มัน​เป็นอย่างอื่น​ได้อย่างไร ​เมื่อมีเหตุมีปัจจัยอย่างนี้ มัน​เป็นอย่างอื่นไม่​ได้หรอก สมมุติว่า เรา​จะทานกาแฟ แล้ว​ก็ใส่น้ำตาลสามช้อน ใส่ลง​ไปแล้ว​มันหวาน ทำไมมันหวานอย่างนี้ อ้าว ก็ใส่น้ำตาลตั้งสามช้อน อ้าว ​เมื่อเราประมาท เราก็​เป็นคนใจร้อน ทำอะไร​แบบหุนหันพลันแล่น ไม่ค่อย​ได้คิด ทำก่อนคิด พูดก่อนคิด ตอนหลังก็ผิดพลาด ตอนหลังมีคนไม่พอใจเรา เรา​จะ​ไปน้อยใจทำไม ​จะ​ไปโกรธทำไม อ้าว เหมือนเราใส่น้ำตาลมากเกิน​ไป เหมือนเราทำอะไร​ มันมีเหตุปัจจัยอย่างนี้ มัน​จะ​ต้อง​เป็นอย่างนี้

อาตมาเคยพูดว่า คนในโลกนี้ตั้งหกพันล้าน หกพันล้านหนึ่ง​ หกพันล้านสอง มันขึ้น​ตลอดเวลา หกพันล้านสาม ​ถ้าเราดูพฤติกรรม​ความ​เป็นอยู่​ของคน อาตมาว่า วิถีชีวิตของคนเกือบ​ทั้งหมดในโลก​เป็นวิถีพุทธ​โดย​เขาไม่รู้ตัว ​เพราะอะไร​ ​เพราะคนทำอะไร​ก็ทำตามเหตุตามปัจจัย คน​ที่นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม มี​ที่ไหนไหมในโลกนี้​ที่ว่า นั่งเพ่ง​ที่หม้อข้าว ขอให้ข้าวของฉันมันสุกเถอะ ขอให้​พระผู้​เป็นเจ้าจงดลบันดาลข้าวของลูกสุกเถอะ มีไหม ​คือในชีวิตประจำวัน ​เขาก็รู้ว่า ​เขา​ต้องการอะไร​ ​เขาก็​ต้องทำถูก​ต้องตามเหตุปัจจัย ​เขา​ต้องการกินข้าว ก็​ต้องมีข้าว มีหม้อ มีน้ำ มีไฟ เรียกว่า ​เขาทำตามแนวตามพุทธศาสนาแท้ ๆ​

คนอยากมีงานทำก็​ต้องฝึกงาน ไม่ใช่มาขอ​พระเจ้าให้มี​ความ​สามารถต่าง ๆ​ อยากฉลาดก็​ต้อง​ไปเรียนหนังสือ ไม่มีอะไร​มาด้วยการดลบันดาล นอกจาก​ความเพียรพยายามของเรานั่นแหละ​​เป็นตัวดลบันดาล เรา​เป็นผู้ทำ เรา​เป็นผู้​ได้ผล ไม่มี​ที่ไหน​ที่ชีวิตของคน​ที่​เป็น​ไปตามดวงหรอก คิด​เอาเอง ​ถ้า​เป็น​ไปตามริดสีดวงอาจ​จะมีสิทธิมากกว่า ​เพราะ​เป็นอุปสรรคมากกว่าดวง​ที่อยู่​บนท้องฟ้า ผู้มีริดสีดวง​เป็นอุปสรรคน่าสงสารกว่า เรื่อง​ดวง อาตมาไม่เชื่อหรอก ไม่​เป็นจริง

ให้เรา​เป็นนักศึกษาชีวิต ​โดยเฉพาะเรื่อง​ทุกข์ เรื่อง​ดับทุกข์ ​เมื่อ​เป็นทุกข์ อย่ากลัวทุกข์ ให้ดูว่าทุกข์มันเกิดจากอะไร​ ไม่​ต้อง​ไปในอ่านหนังสือ ไม่​ต้อง​ไปเชื่อ​ใคร ดูเอง ​เพราะป็นเอหิปัสสิโกธรรม ธรรม​ที่ชวนเรามาดูมาพิสูจน์ ถือว่า​พระพุทธองค์ฝากไว้​เป็นสมมุติฐานก็​ได้ ​พระพุทธองค์บอกว่าทุกข์​เพราะตัณหา ท่านไม่บังคับให้เชื่อ ท่านให้เทียบเคียง​กับชีวิตตัวเองว่า ใช่ไหม

​พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า เราเจอคนแปลกหน้า ​เขา​จะให้ก้อนทองคำ ก็ไม่มี​ใคร​จะเชื่อง่าย ๆ​ ใช่ไหม สิ่งมีค่าขนาดนั้น​ ทำไม​เขา​จะให้เราฟรี ๆ​ เราก็​ต้องสงสัยบ้าง เราก็​ต้องชั่งน้ำหนัก อาจ​จะ​ต้อง​ไปกัด ​ไปทำอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เพื่อ​จะ​ได้แน่ใจว่าทองคำจริง ​พระพุทธองค์ว่า ธรรมะของ​พระองค์เหมือนทองคำ ​เป็นสิ่งล้ำค่า ​แต่ว่า​ต้องทดลองก่อน ทดลองอย่างไร ก็ทดลองดูในชีวิตของตัวเอง

ทบทวนในอดีต​ที่เราเคย​เป็นทุกข์ทางใจมาก ๆ​ ลองวิเคราะห์ดูว่า ทำไมจึง​เป็นทุกข์​กับเรื่อง​นั้น​ ทุกข์​เพราะ​เขา ใช่ไหม ทุกข์​เพราะ​เขา ​เพราะเราคิดว่า ​เขาไม่น่า​จะทำอย่างนั้น​ ​เป็นอย่างนั้น​ ทุกข์​เพราะเราอยากให้​เขา​เป็นอีกคนหนึ่ง​ ไม่อยากให้​เขา​เป็นคนแบบนั้น​ ทุกข์มันอยู่​ตรงไหน

พอเราปฏิบัติแล้ว​ มัน​จะแยกสิ่ง​ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ในใจ ​ถ้าเรายังไม่ปฏิบัติก็มี​แต่ reaction ปฏิกิริยาโต้ตอบ ​แต่​ถ้าเรามีสติ มันมี response ​คือ ตอบสนองในทาง​ที่เหมาะสม ในทาง​ที่​ได้ผล อันนี้​ระหว่างนักปฏิบัติ​กับคนไม่ปฏิบัติ​จะเห็นชัดเลย​ว่า นักปฏิบัติ​ได้พัฒนามีวิวัฒนาการจากชีวิตแห่งปฏิกิริยาโต้ตอบ​ไปสู่ชีวิตแห่งการตอบสนอง​โดยสติปัญญา นี่ก็เกิดจาก​การปฏิบัติ

ผู้ไม่ปฏิบัติ โอ๊ย ทุกข์มาก ทุกข์มาก ​เพราะนั่น​เพราะนี่ เหมือน​กับถูกบังคับให้​เป็นทุกข์ ​เขาหักหลังเรา ​เขาว่าเรา ​เขาอะไร​ ​เขาทำให้เรา​เป็นทุกข์มาก นักปฏิบัติไม่คิดอย่างนั้น​ ไม่มี​ใคร​จะทำให้เรา​เป็นทุกข์​ได้ อย่างมาก​ที่สุดก็บอกว่า ​เขาทำอะไร​​ที่ชวนให้เรา​เป็นทุกข์มาก ​เป็นการชักชวนให้​เป็นทุกข์​ที่มีน้ำหนักมาก ​แต่ว่าไม่ใช่บังคับนะ ​เพราะ​ต้องขาดสติ ขาดธรรมะอยู่​ในใจมันจึง​จะเกิดทุกข์​ได้ เหมือนปฏิกิริยาทางเคมี มัน​ต้องมีเหตุปัจจัยภายนอกเหตุปัจจัยภายในผสมกันมันจึง​จะระเบิด ​ถ้ามีสารหรือวัตถุภายนอก ​แต่วัตถุดิบภายใน​ที่​จะผสมไม่มี ปฏิกิริยาทางเคมีทางระเบิดไม่เกิดขึ้น​

นี่เรารับผิดชอบตัวเองอย่างนี้ ก็สบายใจสิ เราก็รู้ว่า สิ่งแวดล้อม​เป็นยังไงก็ตาม เราก็ยังไม่​ต้อง​เป็นทุกข์​กับมัน​ได้ สิ่งแวดล้อมชวนให้โลภ เราก็​ต้องไม่โลภก็​ได้ ​ถ้าเรามีสติ เรามีธรรมะอยู่​ในใจ นั่นก็ชวนให้โกรธเท่าไร ​ถ้าเราฉลาด มีคุณธรรมก็ไม่​ต้องโกรธในสิ่ง​ที่ชวนให้โกรธ ไม่​ต้องหลงในสิ่ง​ที่ชวนให้หลง เรียกว่า​เป็นอิสระ ถือว่า​เป็นวิวัฒนาการของมนุษย์ วิวัฒนาการทางกายมันเกิดขึ้น​เอง ​แต่วิวัฒนาการทางจิตเรา​ต้อง​ใช้​ความตั้งใจ​เป็น​ส่วนประกอบ อยู่​​ที่การกระทำของเรา เราทำ​ไปเถอะ มัน​จะดีขึ้น​เรื่อย ๆ​

อย่าง​ที่เคยว่า อย่างคน​ที่มองตัวเองในแง่ร้าย แหม อาจารย์ ไม่ไหวหรอก มันมืด มืดแปดด้าน อาตมาก็ว่าไม่​เป็นไร พัฒนาให้มันมืดเจ็ดด้านเสียก่อน มันก็ยังดีนะมืดเจ็ดด้านแล้ว​ มันมีหวังแล้ว​นะ มืดหกด้าน มืดห้าด้าน ไม่​ต้องสงสัยใน​ความสว่าง​ต้องเพิ่มขึ้น​ สว่างจ้าหมด​ความมืดซะแล้ว​ ก็ทำ​ได้ มืด มันไม่มืดสนิทหรอก แหม ฉันซึมเศร้าตั้งสามวันแล้ว​ จริงหรือ ซึมเศร้าทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออกจริงหรือ ไม่ใช่ใช่ไหม เพียง​แต่มัน​เป็นอารมณ์เด่นกว่าอารมณ์อื่น ก็​ไปสำคัญมั่นหมาย​เอา​เป็นตัว​เป็นตน คิดผิด อยู่​​กับ​ความคิดผิด

งานหลายสิ่งหลายอย่างเราโทษภายนอก ​แต่ว่ามี​ส่วนหนึ่ง​จากภายใน ​แต่ขอย้ำใน​ที่นี้ว่า พุทธศาสนาไม่​ได้ละเลย​ปัญหาภายนอกว่า ไม่สำคัญ ทำใจให้ดี ก็ดีแล้ว​ ไม่ใช่ ​ส่วน​ที่ควรแก้ เราก็แก้​ไป อย่างรอบคอบ เท่า​ที่​จะแก้​ได้ ​แต่เรา​ต้องแก้ภายในด้วย ​เพราะหลายสิ่งหลายอย่างมันเกิดจากภายใน

มีชาวนาคนหนึ่ง​ทุกข์มาก​เพราะว่าจน จนมาก กลัวว่า​ถ้าค่าข้าวสารตก​ไป​เมื่อไร ​จะ​ไปไม่รอด กังวลเรื่อง​​ที่​จะเกิดขึ้น​ในอนาคต ทุกข์มาก ว่า​จะไม่มีอะไร​ให้ลูกหลาน ไม่มีมรดก ​เป็นหนี้สิน นั่งทุกข์ทุกวัน ไม่มี​กำลังใจ​จะทำอะไร​ ​เพราะไม่มี​กำลังใจ​จะทำอะไร​ งานก็ไม่เดิน มันก็เลย​แย่ลง​ไปเรื่อย

วันหนึ่ง​ก็มีคนเดินทางผ่านหน้าบ้าน แวะมาขอทานน้ำ เจ้าของบ้านก็เลี้ยง แขกผู้เดินทางก็เห็นหน้าเศร้า ถามว่า​เป็นอย่างไร โอ๊ย ผมแย่มาก ดูสิ สิ่งแวดล้อมผม​เป็นอย่างไร ไม่มีอะไร​เลย​ จน​ที่สุด ​เป็นหนี้​เขาด้วย อนาคตก็ไม่ดี มีลูกเยอะ ต่อ​ไปลูก​ต้อง​แต่งงาน ก็ไม่มีอะไร​​จะให้​เขา โอ๊ย หมด​กำลังใจ

แขกคนนี้​เขาสงสาร เดี๋ยว ผมมีทาง​จะช่วย วันหลัง​เขากลับมา ​เอาแท่งทองคำมา นี่ ฉัน​ได้สิ่งนี้จากผู้หวังดีคนหนึ่ง​ ​เขาให้ผมไว้​โดยมีเงื่อนไขว่า ​ถ้าไม่จำ​เป็นจริง ๆ​ ไม่จำ​เป็น​ที่สุด ห้าม​เอา​ไปขายนะ เก็บไว้ดี ๆ​ ​ถ้าจำ​เป็นจริง ๆ​ แล้ว​จึงค่อยขาย ผม​ใช้​ได้ยี่สิบปี ผมก็เก็บไว้​ได้ยี่สิบปี ไม่เคย​ได้​ใช้ คุณเก็บไว้ให้ดี ​ถ้าไม่ถึง​ที่สุด อย่าเพิ่งขายนะ อย่างน้อยก็​จะสบายใจว่า ​ถ้าแย่​ที่สุด​เมื่อไร อย่างน้อย​ที่สุดก็มีทองคำแท่งหนึ่ง​อยู่​

จากนั้น​ เจ้าของบ้านมี​กำลังใจ สบายใจแล้ว​ ไม่​ต้อง​เป็นห่วงอนาคต มี​กำลังใจ สดชื่นเบิกบาน ออก​ไปทำงาน ขยันขันแข็ง ไม่นานเศรษฐกิจดีขึ้น​ รวยขึ้น​ทุกวัน ๆ​ สบาย กลาย​เป็นเศรษฐีคนหนึ่ง​ ตอนหลัง ก็มีคนเดินทางหน้าบ้าน หน้าเศร้า ​เขาก็รู้สึกว่า​ เป็ฯโอกาสของเราแล้ว​ ​เขาก็เชิญเข้ามาในบ้าน ​เป็นไง โอ๊ย ผมหมดตัวแล้ว​ เศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นเราตกหมดเลย​ ไม่มีเหลือ เจ้าของบ้านบอกว่า ผมมีทางช่วย เคยมีคนช่วยผม ผม​จะช่วยคุณต่อ ​เขา​เอาแท่งทองคำออกมา นี่ ผม​จะฝากคุณนะ คุณเก็บไว้นะ ​ถ้าไม่จำ​เป็น​ที่สุดนะ อย่าเพิ่งขายนะ ​เอาไว้ ​ถ้าไม่มีอะไร​จริง ๆ​ ไม่มีอะไร​​จะกิน แล้ว​จึงขาย อย่างน้อย​จะ​ได้สบายใจ

​เขาหยิบขึ้น​มา ​เขาขอบคุณ ​แต่คนนี้​เขาเคย​เป็นพ่อค้าชั้นผู้ใหญ่ ​เขารู้เรื่อง​เกี่ยว​กับทองคำ ​เขาดู​ไปดูมา อันนี้ไม่ใช่ทองคำจริงนะ ​เขาดูข้างล่าง ก็มีคนเขียนตัวเล็ก ๆ​ "อย่ากังวลมาก ​จะ​เป็นทุกข์เปล่า ๆ​" ​ที่​เขา​ได้นั้น​ ไม่ใช่​เพราะอะไร​ ​เขาไม่มีอะไร​ดีขึ้น​ ไม่ใช่ทองคำจริง ​แต่​เขาทำใจ​ได้ ​เพราะ​เขาทำใจ​ได้แล้ว​ ไม่คิด ไม่กังวล ​เขาก็​สามารถทำงาน​ได้ดี

เรื่อง​นี้สอนว่าอะไร​ ฝากไว้ให้โยม​เป็นการบ้าน ​แต่ทุกข์​เพราะ​ความคิด เห็นไหม ทุกข์​เพราะ​ความคิด ไม่ใช่ทุกข์​เพราะสิ่งแวดล้อม ​เพราะเศรษฐกิจมากเท่าทุกข์​เพราะ​ความคิด ทำจิตใจให้เราดี แก้ไขในสิ่ง​ที่แก้ไข​ได้ ​ไปเรื่อย ๆ​

ในเรื่อง​อริยสัจสี่ ทุกข์​เพราะสมุทัย ทุกข์​เพราะตัณหา หลวงพ่อชาท่านสอนดีมาก ​แต่ท่านไม่ค่อย​ได้สอน​เป็นหลักทฤษฎี ​แต่ท่าน​จะ​ใช้วิธีอย่างไร ลูกศิษย์​ต้องการอะไร​ ท่านไม่ให้ ลูกศิษย์ไม่​ต้องการอะไร​ ท่านก็ให้ อ้าว แล้ว​ก็ปัจจัตตัง หลวงพ่อก็ทำให้เรา​เป็นทุกข์ เอ๊ะ จริงหรือเปล่า หลวงพ่อทำให้เรา​เป็นทุกข์หรือ ไม่ใช่ ​เพราะเราอยาก เราอยาก​ได้อะไร​ ท่านไม่ให้ มัน​เป็นพราะ​ความอยากของเรา เราจึงเห็นว่าหลวงพ่อท่านมีเมตตา

จริง ๆ​ ​ถ้าเราปฏิบัติคนเดียวก็คงไม่อยาก​จะฝืนถึงขนาดนั้น​ อย่างเช่น​ต้องการ เราก็ฉันท์มื้อเดียว ตื่น​แต่เช้า​ตีสามตีห้า ออกบิณฑบาตแล้ว​ก็เดินไกลหลายกิโล ​แต่ก่อนบาตรของอาตมาใหญ่กว่านี้มาก หากเต็ม​ไปด้วยข้าวเหนียวมาก บาตรหนักมากนะ บาตรหนักแล้ว​ก็ร้อนก็ร้อน กลับมาก็​ต้องมานั่งสมาธิก่อน หลวงพ่อมานั่ง แล้ว​ก็แจกอาหาร หลวงพ่อก็​จะคุย​กับญาติโยม รู้สึกว่า​คุย​กับญาติโยมสองสามนาทีเหมือนชั่วโมง นี่​คือตัณหา หลวงพ่อคุย​กับญาติโยมเสร็จแล้ว​ หลวงพ่อก็​จะกระแอม อะแฮ่ม (ก่อนสวด) ยัตถา...​. ทุกคนเครียด รอว่า ​เมื่อไรหลวงพ่อก็​จะกระแอม เอ๊ะ ทำไมวันนี้ญาติโยมมาเยอะ ไม่ค่อยยินดีในการทำบุญของโยมเท่าไร วันธรรมดาไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ ทำไมมาเยอะ ​เมื่อไรนะ

แล้ว​ก็บางวันหลวงพ่อก็​จะคุย คุย คุย แล้ว​ก็ กระแอม พวกเราก็ฮืมม์ (​จะ​ได้ฉันแล้ว​) แล้ว​ก็คุยต่อ บางทีสองสามครั้ง ท่านก็แกล้ง ​แต่ท่านไม่ใช่ซาดิสม์นะ ท่าน​ต้องการให้เราเห็นใจตัวเอง ไม่​ต้องรู้ภาษาไทยอะไร​มาก ให้เรารู้ว่าทุกข์ ทุกข์​เพราะอะไร​ นี่​คือการสอนธรรมะของหลวงพ่อชา มีคนชอบถาม​พระฝรั่งว่า​ไปอยู่​แรก ๆ​ พูดภาษาไทยไม่​ได้ หลวงพ่อสอนอย่างไร สอนอย่างนี้แหละ​ สอนเรื่อง​การทรมานกิเลส สอนเรื่อง​อริยสัจจ์สี่

​ถ้าเราทุกข์ในชีวิตประจำวัน ให้ถือว่า​พระพุทธเจ้า​กำลังสอนเรา เหมือนหลวงพ่อชาเคยสอน คิดว่าธรรมชาติ​กำลังสอนเรา ทุกข์ แสดงว่ามัน​ต้องมีตัณหาอะไร​สักอย่าง มาดูอยู่​ตรงนี้ ปล่อยวางอยู่​ตรงนี้ นี่ก็ข้อวัตรปฏิบัติ วันนี้ก็พอสมควร มี​ทั้งนิทาน​ทั้งโจ๊ก ​ทั้งหลายรสชาติ

(ถอดเทป​โดย รจนา เจนีวา)

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1155 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง มรดกทางใจ (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ประกายธรรมนำทาง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๙๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5668 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 24 ส.ค. 2548, 19.36 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : พญาไฟ [C-5670 ], [61.19.227.2]
เมื่อวันที่ : 25 ส.ค. 2548, 08.54 น.

อ่านแล้ว​ชื่นใจจังค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : สิเนรุ [C-6825 ], [125.24.35.160]
เมื่อวันที่ : 28 ม.ค. 2549, 03.54 น.

เข้ามาอ่านครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น