นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๘
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ตะวันฉายที่ปลายฝัน
...มัน​​เป็น​​กับดัก​​ที่เราสร้างไว้เอง แล้ว​​มันก็กลับมาฆ่าเราเองอย่างเลือดเย็น
​​โดย​​ที่เราเองไม่รู้ตัว ก็​​เพราะคำพูดเส็งเคร็งนี่มิใช่หรือ?...
กลุ่มควันธูปลอยอ้อยอิ่งมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ต้นไทรใหญ่ยืนตะหง่านแผ่กิ่งก้าน​เป็นร่มเงาให้​กับชาวบ้านแห่งนี้ บริเวณโคนต้นมีผ้าสีแดงคาดรอบไว้ ข้าง ๆ​ กันมีรูปปั้นขนาดเท่าคนจริง ​กำลังนั่งขัดสมาธิ มือข้างซ้ายวางไว้​ที่บนตัก อีกข้างหนึ่ง​ทำท่าผายมือออก พวงมาลัยหลายพวงคล้องไว้​ที่แขนข้างนั้น​จนเต็ม ผมคะ​เนไม่ถูกว่า​ถ้ารูปปั้นนี้​เป็นคน​จะอายุสักเท่าไหร่ ​ซึ่งคนปั้นเองก็ไม่​ได้เก็บรายละเอียดใน​ส่วนนี้ไว้เลย​ ​เป็นเพียงการปั้นขึ้น​อย่างอยาบ ๆ​ ​แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก​ที่ผมเห็นรูปปั้นนี้ ผมเคยเห็นมาแล้ว​​เมื่อตอน​เป็นเด็ก ​และก็ยังรู้ว่ารูปปั้นนี้ชาวบ้าน​ที่นี่เรียกว่า ‘ ศาลเจ้าตาปู่ ’ ยายของผมเคยเล่าให้ฟังว่าศาลเจ้าแห่งนี้​เป็น​ที่พึ่งทางใจของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ เรื่อง​ราว​เป็นมาอย่างไรนั้น​ผมเองก็ไม่​ได้ใส่ใจมากนัก อาจ​จะ​เป็น​เพราะผมมีเรื่อง​ฝังใจมาตั้งแต่เด็กเกี่ยว​กับรูปปั้นนี้ก็​เป็น​ได้

ตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปี​ที่ผ่านมาผมเองก็ไม่รู้ว่า มีอะไร​มาเปลี่ยนแปลง​ความเชื่อหรือค่านิยมของพวก​เขาบ้าง ​แต่​ถ้าดูจากลักษณะภายนอกของรูปปั้นนั้น​ คง​จะไม่มีอะไร​มาทำให้​ความเชื่อของพวก​เขาสั่นคลอนลง​ได้เลย​ กระถางธูปเทียน หรือ​แม้​แต่พวงมาลัย​ที่วางเรียงรายอยู่​หน้ารูปปั้นนั้น​คง​จะพอเดาออก​ได้ไม่ยาก หญิงชราคนหนึ่ง​​กำลังเดินกระย่องกระแย่งในมือถือพวงมาลัย นางวางไว้ตรงหน้ารูปปั้นแล้ว​จุดธูปเสียบไว้บนกระถาง นางก้มลงกราบหนึ่ง​ครั้งแล้ว​พนมมืออธิฐาน นางพึมพำอยู่​ครู่หนึ่ง​ สีหน้าของนางดูไม่ค่อยสู้ดีนัก คง​จะมีเรื่อง​ไม่สบายใจ ผมมองดูรูปปั้นนั้น​เนิ่นนาน บางครั้งผมอยาก​จะรู้ว่าดวงตาคู่นั้น​​กำลังคิดอะไร​อยู่​ ผมจ้องตา​เขาเขม็ง เหมือนอยาก​จะรู้​ความจริง นี่​ถ้าสายตาผมชอนไชเข้า​ไป​ได้ผม​จะชอนเข้า​ไปค้นหา​ความจริงในดวงตาคู่นั้น​

กลิ่นควันธูปโชยลอยมาอีกครั้ง ​เป็นกลิ่นเดียว​กับ​ที่ผมเคย​ได้สัมผัส​เมื่อตอน​เป็นเด็ก แวบหนึ่ง​ผมนึกถึงเรื่อง​ราว​เมื่อหลายปีก่อน เรื่อง​ราว​ที่แสนเจ็บปวด​ที่สุดในชีวิตของผม ก็​เพราะไอ้รูปปั้นห่วย ๆ​ นี่มิใช่หรือ? ​ที่ทำให้ผม​ต้องสูญเสียพ่อ​กับแม่​ไป เพียง​เพราะแม่ของผม​แต่งงาน​กับคน​ที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ใช่..แม่​แต่งงาน​กับพ่อ​ซึ่ง​เป็นคนจากต่างถิ่น พ่อ​เป็นคนกรุงเทพฯ ​แต่ไม่ชอบอยู่​กรุงเทพฯ พ่อชอบอยู่​ต่างจังหวัดมากกว่า สาเหตุหนึ่ง​คง​เป็น​เพราะครอบครัวของพ่อ​ที่กรุงเทพฯ ไม่​ได้ร่ำรวยอะไร​นัก ก็เหมือน​กับชาวบ้านทั่ว​ไป​ต้องหาเช้า​กินค่ำ พ่อจึงอยากมาทำมาหากิน​ที่ต่างจังหวัด ​เพราะมี​ความอุดมสมบูรณ์ ​และไม่​ต้องดิ้นรน แล้ว​พ่อก็​ได้มาพบแม่​ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ​และก็​ได้​แต่งงานกันท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้าน ด้วยสาเหตุ​ที่ว่า มีคนเข้าทรงบอกว่า ‘เจ้าตาปู่’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านไม่เห็นด้วย ​และ​จะพาลลงโทษคนในหมู่บ้าน​ทั้งหมด ​ใคร​ที่หลบหลู่​จะ​ต้องไม่ตายดี ​แต่พ่อไม่สนใจคำคัดค้านนั้น​เลย​

หลังจากนั้น​ไม่นานคนในหมู่บ้านคนหนึ่ง​​กำลังหาปลาในหนองน้ำใกล้หมู่บ้าน ก็โดนฟ้าผ่าเสียชีวิต ​เพื่อน​ที่​ไปด้วยกันบอกว่า​เขา​กำลัง​จะเหวี่ยงแหออก​ไปเสียงฟ้าก็ดังเปรี้ยงลงมา​ที่​เขา จากนั้น​​เขาก็ตาย ข่าวนี้จึงไม่แปลกเลย​​ที่ชาวบ้าน​จะเชื่อว่า​เป็นการลงโทษของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ​และสาเหตุของการลงโทษก็​เป็น​เพราะพ่อ​กับแม่ ดังนั้น​พ่อจึง​เป็น​ที่จงเกลียดจงชังของคนทั่ว​ทั้งหมู่บ้าน ​แต่พ่อไม่เคยยี่หระ​กับมันเลย​สักนิด

จนวันหนึ่ง​พ่อก็​ได้ล้มป่วยลง พ่อมีไข้สูง อาเจียนออกมา​เป็นเลือด พ่อไม่​ได้​ไปหาหมอ ​เพราะไม่มีเงิน อีกอย่างระยะทางจากหมู่บ้าน​ไป​ที่อำเภอนั้น​ก็ค่อนข้างไกล รถลาตอนนั้น​ก็ยังไม่มี เรื่อง​​ที่​จะ​ไปหาหมอนั้น​จึงไม่​ได้อยู่​ใน​ความคิดของพ่อเลย​ ​แม้​แต่หมอยาในหมู่บ้านก็ไม่กล้า​ไปรักษาหรือให้ยาพ่อกิน ​เพราะพวก​เขาเชื่อว่า​เป็นการลงโทษของ ‘เจ้าตาปู่’ จึงไม่มี​ใครยื่นมือเข้ามาช่วยพ่อ​ได้เลย​ พ่อล้มหมอนนอนเสื่ออยู่​​ได้ไม่นานก็จาก​ไป ปล่อยให้แม่​ซึ่ง​กำลังตั้งท้องผม อยู่​​กับยายสองคน ​และมันยิ่ง​เป็นการตอกย้ำ​ความเชื่อของชาวบ้านให้ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น​ พ่อจาก​ไปเงียบ ๆ​ ในคืนวันหนึ่ง​ท่ามกลาง​ความสะใจของคนทั่ว​ทั้งหมู่บ้าน ไม่มี​ใครเสียใจ​กับการตายของพ่อเลย​สักคน คงมี​แต่แม่​และยายของผมกระมัง​ที่หลั่งน้ำตา​กับการจาก​ไปของพ่อครั้งนี้

หลังจาก​ที่พ่อจาก​ไปแม่​ต้องทำงานหนัก ​เพื่อหาเลี้ยงผม​กับยาย​ซึ่งก็แก่มากแล้ว​ ผมเองก็ไม่​ได้รู้ประสีประสาอะไร​เลย​ ตลอดระยะเวลาเกือบเจ็ดปีแม่​ต้องตรากตรำ​กับงานหนักคนเดียว แม่​เป็นผู้หญิง​ที่แกร่ง​และสู้ชีวิตจริง ๆ​ แม่รับจ้างทำงานทุกอย่าง ไม่ว่า​จะ​เป็นรับจ้างตัดหญ้า ตัดฟืน ​แต่ไม่ค่อย​จะมี​ใครมาจ้างแม่​ไปทำงานบ่อยนัก ก็​เพราะเรื่อง​​ที่แม่​แต่งงาน​กับพ่อ ครอบครัวเราจึงเหมือน​กับตัดขาดจากชาวบ้าน​ไป​โดยปริยาย เงิน​ที่​ได้จากการรับจ้างวันละไม่กี่บาท​ ​แต่ก็พอจุนเจือครอบครัว​ไป​ได้บ้าง บางทีแม่ก็เข้า​ไปหาของป่าบนภู ​ได้ของป่ามาเยอะแยะ ​ทั้งเห็ด หน่อไม้ป่า อย่างน้อย​ถ้ามีแม่อยู่​​ทั้งคน ครอบครัวเราก็ไม่เคยอดตาย

​แต่แล้ว​วันหนึ่ง​หลัง​ที่แม่กลับจากหาของป่า​ได้ไม่กี่วัน แม่ก็เริ่มมีไข้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ กระแส​ความเชื่อของชาวบ้านโหมกระพือขึ้น​มาอีกครั้ง แม่มีไข้สูงเหมือนพ่อ ผม​กับยาย​ต้องคอยดูแลแม่ ไม่มี​ใครยื่นมือมาช่วยเราเลย​สักคน ยายบอกให้ผม​ไปขอซื้อยา​กับหมอยาประจำหมู่บ้าน ผมกำเงินไว้แน่นแล้ว​วิ่งออก​ไป​ที่บ้านหมอยา ​แต่พวก​เขาปิดประตูแน่นไม่ยอมออกมาหาผม ผมตะโกนเรียกอยู่​นานจนเจ็บคอ แล้ว​ประตูก็เปิดออก ชายร่างผอมวัยกลางคนยื่นหน้าออกมา
"น้าครับ​ ขอซื้อยา​ไปให้แม่ผมหน่อย​ แม่ไม่สบาย" ผมรีบบอก​กับ​เขาทันที ​เขามองหน้าผม แล้ว​ก็ทำเหมือน​จะปิดประตู ผม​ต้องรีบร้องบอกอีกครั้ง ​เขาจึงหันมาพูด​กับผม
"แม่เอ็งผิดต่อ ‘เจ้าตาปู่’ ท่านจึงลงโทษ" ​เขาหยุดมองหน้าผมครู่หนึ่ง​ แล้ว​ส่ายหน้า​ไปมา "ข้าช่วยแม่เอ็งไม่​ได้หรอก ​ถ้าอยากให้แม่เอ็งหายก็​ไปขอขมาท่านซะ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" ​เขาพูดจบก็ปิดประตูหาย​ไป
ผมเดินออกมาเงียบ ๆ​ ด้วย​ความผิดหวัง คำพูด ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ของหมอยา ยังคงก้องอยู่​ในหูผม

แม่นอนซมอยู่​หลายวันไม่มีทีท่าว่าอาการ​จะดีขึ้น​ ไม่ทรงตัวซ้ำยังทรุดหนักกว่าเดิมอีก จาก​ที่กินข้าว​ได้บ้าง กลาย​เป็นกินอะไร​ไม่​ได้เลย​ ริมฝีปากแห้งซีด​ต้องคอย​เอาผ้าชุบน้ำเช็ด​ที่ปากอยู่​ตลอดเวลา แววตาของแม่มองมา​ที่ผมดูช่างอ่อนโรย เสียงของแม่คง​ได้ยินแค่ในห้วงจิตสำนึกเท่านั้น​ ​เพราะเสียง​ที่เปล่งออกมาจากปากของแม่​ได้ตอนนี้ ก็​เป็นเพียงเสียงไออันแหบแห้ง ช่างเหมือนกัน​ความเมตตาของ ‘เจ้าตาปู่’ ​ที่หยิบยื่นให้​กับครอบครัวเรา เหือดแห้ง แร้นแค้น ไร้น้ำใจ

ผมไม่อยากสูญเสียแม่ของผม​ไป บางทีผมอาจ​จะ​ต้องพาแม่​ไปขอขมา​กับสิ่งศักดิ์สิทธ์ของหมู่บ้าน เผื่อว่าแม่อาจ​จะหาย ผมไม่รู้ว่า​จะ​เป็นวิธี​ที่ถูก​ต้องหรือไม่? อย่างไร? ​แต่อะไร​ก็ตาม​ที่​สามารถรั้งชีวิตของแม่จากเงื้อมมือมัจจุราช​ได้ ผมในฐานะลูกก็สมควรทำมิใช่หรือ?

ผม​กับยายพาแม่​ซึ่งนอนป่วยใส่รถเข็น​ไปขอขมา ‘เจ้าตาปู่’ ​ที่ทางเข้าหมู่บ้านในตอนสายของวันหนึ่ง​ ชาวบ้าน​ที่รู้ข่าวก็มายืนดู บางคน​กำลังซุบซิบกัน พอมาถึงก็มีคนทรงนั่งอยู่​ตรงหน้ารูปปั้น​ที่ชาวบ้านเรียก ‘เจ้าตาปู่’ อยู่​ก่อนแล้ว​ ผมพยุงแม่ลงจากรถเข็นมานอนราบบนเสื่อหน้าผู้เข้าทรง เห็นแม่นอนตัวสั่นเลย​​เอาเสื้อมาคลุมร่างแม่ไว้ กลัวว่าแม่​จะหนาว ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าแม่ผอมลง​ไปมาก ใบหน้าซีดเหมือนมีแค่หนังมาหุ้มกระดูกไว้เท่านั้น​ เสียงแม่ไอขลุก ๆ​ ผมบอก​กับแม่ว่าเดี๋ยวแม่ก็หายทำใจดี ๆ​ ไว้
ยายของผมหยิบเงินหนึ่ง​ร้อยบาท​จากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ บอกให้ผม​เอา​ไปวางไว้​ที่ขันสีเงิน บอกว่า​เป็นค่าทำพิธี ผมก็เพิ่งรู้ว่าการขมาสิ่งศักดิ์สิทธ์ก็​ต้อง​ใช้เงินด้วย ​ซึ่งก็​เป็นเงินของแม่​ที่หามา​ได้ ผมค่อย ๆ​ คลานเข้า​ไปวางเงินไว้แล้ว​ถอยออกมา

ผู้​ที่มาทำพิธีเรียก ‘เจ้าตาปู่’ จุดธูปเทียน มีถาดดอกไม้​และพวงมาลัย​กับเงินหนึ่ง​ร้อยบาท​วางไว้ตรงหน้าตักของผู้เข้าทรง ​เขาพนมมือแล้ว​ก็ท่องพึมพำเบา ๆ​ จากนั้น​ไม่นานร่าง​ที่นั่งอยู่​ก็กระตุกเฮือกทีหนึ่ง​ เสียงชาวบ้านคนหนึ่ง​ดังขึ้น​
"เจ้าตาปู่มาแล้ว​!"
ผมตกใจ​กับภาพเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ อาจ​จะ​เป็น​เพราะว่าไม่เคยเห็นมาก่อนหรือว่าผมยังเด็กก็เลย​เกิด​ความรู้สึกตกใจกลัว เสียงห้าวใหญ่ดังขึ้น​
"พวกมึงเรียกกูมาทำไม"
ผู้​ที่ทำหน้า​ที่เรียกเจ้าเข้าทรงก็​ได้บอกเรื่อง​ราว​กับ ‘เจ้าตาปู่’ จากนั้น​เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น​ครู่หนึ่ง​ ก่อน​ที่​จะพูด
"ให้มันมากราบตีนกูสามครั้งแล้ว​มัน​จะหาย"
ผมไม่รู้ว่าแม่​จะ​เอาเรี่ยวแรง​ที่ไหนลุกขึ้น​มากราบ​ได้ แค่ลำพัง​จะอ้าปากเคี้ยวข้าวยังไม่มีแรง ผมจึงบอกว่าให้ผมกราบแทน​ได้ไหม ​แต่คำตอบ​ที่​ได้รับกลับกลาย​เป็นว่าผมลบหลู่ท่าน
"มึงบังอาจมาลบหลู่กู อีนี่​จะ​ต้องตาย" สิ้นเสียงห้าวใหญ่​ไป ร่างเข้าทรงก็ล้มฟลุบลง​กับพื้น เสียงชาวบ้านต่างพูดคุยกันดังอื้ออึง ผมไม่รู้​จะช่วยแม่ยังไงดี ​เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธ์ไม่​ได้ช่วยเรา ผมก็​ต้องพาแม่กลับบ้าน ผมพยุงแม่ขึ้น​รถเข็นแล้ว​ก็กลับบ้าน ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านหลายสิบคน

​ระหว่างทางก่อน​จะถึงบ้านฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ​จะพาแม่เข้า​ไปหลบฝน​ที่บ้านหลังไหนก็ไม่มี​ใครให้หลบ ซ้ำยังโดนขับไล่ออกมาอีก ผม​ต้อง​เอาเสื้อมาคลุมแม่ไว้แล้ว​รีบเข็นรถให้ถึงบ้านเร็ว​ที่สุด ผมมาถึงบ้านด้วย​ความเปียกปอน เสื้อผ้าชุ่ม​ไปด้วยน้ำฝน ยายผมก็ไม่ต่างกันเลย​ แล้ว​แม่ผม​ซึ่งก็ป่วย​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​

ผมพาแม่​ไปนอนแล้ว​ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ผมเรียกแม่เบา ๆ​ ​แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับใด ๆ​ ผมเรียกแม่ซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า​แต่ก็ยังนิ่งเหมือนเดิม ผมมอง​ไป​ที่ยาย เห็นยาย​กำลังร้องไห้เหมือนว่าแกรู้ว่าแม่จาก​ไปเสียแล้ว​ ​แต่ผมก็ยังเรียกแม่อยู่​อย่างนั้น​ คำว่า ‘แม่’ ​แต่ละคำของผมปนด้วยเสียงสะอื้นไห้ แฝงด้วย​ความน้อยเนื้อต่ำใจ แม่คงไม่รักผมแล้ว​กระมังถึง​ได้จากผม​ไป พาลนึก​ไปถึง ‘เจ้าตาปู่’​กับคำพูดเส็งเคร็งอะไร​นั่น ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ไม่เชื่อแล้ว​ลบหลู่ ​ใคร​จะทำไม!

หลังจากแม่ตายผมอยู่​​กับยายสองคน แล้ว​จากนั้น​ไม่นานยายก็จากผม​ไปอีกคนด้วยวัยชรา ผมมาอยู่​​กับญาติพ่อ​ที่กรุงเทพฯ ไม่​ได้กลับมา​ที่นี่อีกหลายปี จนบางครั้งคิดว่าผมอาจ​จะไม่​ได้กลับมา​ที่แห่งนี้อีก


ลมโชยพัดมาประทะ​ที่ใบหน้า หอบ​เอากลิ่นควันธูปลอยมาแตะจมูกผมอีกครั้ง ดึง​เอา​ความคิด​ที่ล่องลอยกลับคืนมา สายตาของผมยังจับจ้อง​ที่หญิงชราคนนั้น​ มือ​ที่เหี่ยวย่น​กำลังล้วงเข้า​ไปในกระเป๋าเสื้อคอกระเช้า​เก่าคร่ำสีหม่น เสียงเหรียญตกลง​ไปในขันสีเงินดัง ‘กริ๊ก’ หญิงชราก้มลงกราบครั้งหนึ่ง​ สีหน้าของนางคลาย​ความกังวลลง​ไปมาก นางยักแย้ยักยันเดินออก​ไปด้วยใบหน้า​ที่เปี่ยม​ความหวัง

ดวงตะวันส่องแสงลอดผ่านต้นไทรใหญ่​เป็นลำยาว พุ่งลงมายังลานหน้ารูปปั้น ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ​ คง​จะมีพิธีการอะไร​สักอย่าง ดอกไม้​และพวงมาลัยวางอยู่​ตรงหน้ารูปปั้น ชายคนหนึ่ง​​กำลังจุดธูปเทียน ครู่หนึ่ง​ผู้เข้าทรงก็เดินเข้ามานั่งด้วยท่าทีสงบ ผมเคยเห็นพิธีการนี้​เมื่อตอน​เป็นเด็ก ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพียง​แต่คนเข้าทรงไม่ใช่คนเดิม​ที่ผมเคยเห็น

พิธีการเริ่มขึ้น​ หลังจากคนทำพิธีท่องพึมพำอยู่​​ได้ไม่นาน ร่างคนทรงก็กระตุกเฮือกทีหนึ่ง​ ​เมื่อตอน​เป็นเด็กผมรู้สึกกลัวจนตัวสั่น ​แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ​
"พวกมึงเรียกกูมาทำไม" เสียงห้าวใหญ่ของคนทรงถาม
ชายผู้เรียกมาละล่ำละลักตอบ "ตอนนี้ชาวบ้านป่วยกันหลายคนครับ​เจ้าพ่อ ​ส่วนมาก​จะ​เป็นพวก​ที่เข้า​ไปในป่า หรือพวก​ที่เข้า​ไปดักยิงสัตว์ในป่าลึก ๆ​ กลับมา​จะ​เป็นไข้สูงกันทุกคน ​เมื่อวานก็มีตาย​ไปหลายคนครับ​"
"พวกมึงมันไม่เชื่อคำกู" ร่างทรงพูดเสียงสั่น ๆ​ ร่างกายยังคงกระตุก
"แล้ว​​จะให้พวกกระผมทำอย่างไรล่ะครับ​"
"พวก​ที่เข้า​ไป มัน​ไปลบหลู่เจ้า​ที่ มันไม่ให้​ความเคารพ พวกมึงอย่าให้เข้า​ไป​ที่แห่งนั้น​อีก​เป็นอันขาด"

ผมยืนฟัง ‘เจ้าตาปู่’ อยู่​ห่าง ๆ​ นึกถึงคำพูดของหมอยาตอน​ที่ผม​ไปขอซื้อยาครั้งนั้น​ คำว่า ‘ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ‘ มันก็ยัง​ใช้​ได้​กับคนทุกยุคทุกสมัย ​แม้​แต่คน​ที่มีการศึกษาสูงก็ยังติด​กับดักของคำพูดนี้อย่างไม่รู้ตัว มัน​เป็น​กับดัก​ที่เราวางไว้เอง ​เพื่อฆ่าเราเอง ก็​เพราะคำพูดนี้มิใช่หรือ​ที่ทำให้เราไม่พัฒนา​ไปไหน ทำให้คนไม่อยาก​จะพิสูจน์อะไร​​เพื่อหา​ความจริง ​ทั้ง​ที่ลึก ๆ​ แล้ว​ไม่อยากเชื่อ ​แต่ก็ไม่กล้าลบหลู่ นั่นก็​เพราะเกิดจาก​ความกลัวของมนุษย์เอง ​ความมืดบอดทางปัญญาไม่​สามารถทำให้เราหลุดพ้น​ความกลัว​ไป​ได้ ​เมื่อเรากลัวเราก็ไม่กล้าเสี่ยง สัญชาติญาณของมนุษย์ก็​คือ การ​เอาตัวรอด แล้ว​เรื่อง​อะไร​​จะ​เอาตัวเองเข้า​ไปเสี่ยง ​เพราะ​ถ้าไม่​ได้ขึ้น​สวรรค์อย่างน้อย ๆ​ ก็ไม่ตกนรก ​ถ้าเปลี่ยนคำพูดใหม่​เป็น "ไม่เชื่อแล้ว​ลบหลู่...​​ใคร​จะทำไม?" ยัง​จะดีกว่าเสียอีก อาจฟังดูก้าวร้าว​ไปหน่อย​ ​แต่ก็ยังดีกว่า​ที่​จะ​ต้องมางมงายเช่นนี้

ผมหันหลังเดินออกมาจากหมู่บ้านแห่งนั้น​เงียบ ๆ​ คง​จะ​เป็นการมาครั้งสุดท้ายของผมสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้ บางครั้ง​ความคิดของผมอาจ​จะไม่ถูก​ต้องนัก มนุษย์​ต้องการ​ที่พึ่งทางใจ ​ถ้าสิ่ง​ที่เราเชื่อหรือศรัทธามันทำให้สบายใจ บางทีเราก็คงไม่จำ​เป็น​ต้องพิสูจน์อะไร​เลย​
ผมรู้สึกว่า​ตัวเองเดินมาไกล กลิ่นควันธูปค่อย ๆ​ จางหายออก​ไปทุกที ทุกที แล้ว​จากนั้น​ผมก็ไม่​ได้กลิ่นนั้น​อีกเลย​


************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1125 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๐๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5542 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 10 ส.ค. 2548, 04.13 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-5578 ], [202.57.140.204]
เมื่อวันที่ : 13 ส.ค. 2548, 15.34 น.

คุณตะวันฉายฯ จับ​เอาประโยคสั้น ๆ​ นั้น​มาเขียน​เป็นเรื่อง​สั้น​ได้กินใจดีค่ะ​


จำไม่​ได้แล้ว​ว่า​ได้ยินประโยคนี้ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ครั้งแรกจากไหน ​แต่จำ​ได้ลาง ๆ​ ว่าฟังครั้งแรกแล้ว​​ต้องหัวเราะ เหรอ...​ มันน่ากลัวขนาดนั้น​เลย​เหรอ? ​แต่ก็ไม่ยักกล้า "ลบหลู่" อะไร​สักครั้งเลย​ค่ะ​ ​ถ้าฟังอะไร​แล้ว​ไม่เชื่อก็เก็บไว้ในใจ ​เพราะหากพูดออก​ไปอาจก่อให้เกิดการทะเลาะกัน​ได้ (หรือนั่น​เป็นผลของการ​ไป ลบหลู่ เข้ากันหนอ?)


​เอาดอกไม้มาฝากด้วยจ้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ตะวันฉายฯ [C-5593 ], [58.10.83.37]
เมื่อวันที่ : 14 ส.ค. 2548, 05.37 น.

ขอบคุณนะครับ​
...​พฤติกรรม​ความเชื่อของมนุษย์ยังมีอีกมากมาย​นอกเหนือจาก​ที่กล่าวมา ไม่ว่า​จะ​เป็นหมอดู ผี หรือ​ความเชื่อเรื่อง​สิ่งศักดิ์สิทธ์ต่าง ๆ​ ​ที่บางครั้งฟังดูแล้ว​ก็พิลึก

..​แต่คนก็ยังเชื่อกัน​โดยไม่รับฟังเหตุผลใด ๆ​ บางครั้ง​ถ้าเราถอยออกมากจากสิ่ง​ที่เรางมงายแล้ว​มาลองทบทวนดูสักหน่อย​ เราอาจ​จะเห็นอะไร​กว้างขึ้น​

...​​ความมืดบอดทางปัญญาทำให้มนุษย์ไม่​สามารถหลุดพ้น​ความกลัว​ไป​ได้ ​และก็​เพราะ​ความกลัวนี่เอง​ที่ทำให้เรา​ต้องหา​ที่พึ่งทางใจ ...​แล้ว​เราก็มางมงายอยู่​เช่นนี้

ขอบคุณมากนะครับ​​ที่เข้ามาอ่าน ​และขอบคุณสำหรับดอกไม้ครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น