นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ไม่เห็นรัก
รไมยา
...เธอมีรอยยิ้มให้ผู้คนมากหน้าหลายตา​​แต่ไม่มีให้​​เขา...​​นั่นไงเธอกลับมาอีกแล้ว​​ กลับมา​​เพื่อ​​จะจาก​​ไปอีก...​​หรือนี่​​คือวัฏจักร​​ที่เธอกำหนดให้...
"พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีห้องแสดง​ทั้งหมด 40 ห้อง ​แต่เรา​จะ​ใช้ เวลาครึ่งวัน​กับห้องแสดงเพียง 4 ห้องนะครับ​ รับรองว่า น้องๆ​ ​จะ​ได้รับ​ความรู้ทางตาทางหูอย่างเต็ม​ที่ ​เอาละครับ​ จุดแรก​ที่ผม​จะพาน้องๆ​ ​ไปชม​คือจุดนี้ ตามผมมาเลย​ครับ​"

บรรดาเยาวชนจำนวน 50 ชีวิตพากันเดินตามหนุ่มมัคคุเทศก์​ไปหยุดอยู่​​ที่ศาลาลงสรง​ที่อยู่​ตรง​กับประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
เสียงชายหนุ่มพยายามเรียงลำดับข้อมูล​ที่ตระเตรียมมาไม่ให้ผิดเพี้ยน ​เขาพยายามสื่อออก​ไป แน่ละบางครั้งรู้ตัวว่าพูดเร็ว​และรัว ​เขาพยายามดึงจังหวะลิ้นให้ช้าลง
​เขา​ใช้เวลาอธิบายตรงจุดนี้ไม่นานนัก หากหญิงสาว​ที่เคลื่อนไหวตาม​ไป​เป็นผู้ฟัง​และ​เป็นผู้ประเมินผลตามคำขอร้องของ​เขา เธอเฝ้าดูอยู่​ห่างๆ​ ​และเริ่มเก็บข้อมูลในการทำงาน​เป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครของ​เขา
นักศึกษาพากันเดินตามมัคคุเทศก์หนุ่มรูปหล่อ​ไปยัง​พระ​ที่นั่ง
พุทไธสวรรย์
เสียง​เขาเริ่มต้นว่า "ผมอยากให้น้องๆ​ ยืนนิ่งๆ​ อยู่​ตรงจุดนี้ มองรอบๆ​ บริเวณนี้แล้ว​เดี๋ยวบอกผมนะครับว่า​เห็นอะไร​บ้าง ​เอาละทีนี้ผม​จะพาน้องๆ​ กลับเข้า​ไปสู่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ​ที่เรายืนอยู่​นี้​คือบริเวณวังหน้า เราเข้า​ไปดูสิว่าข้างใน​พระ​ที่นั่ง​เป็นอย่างไร...​"

หญิงสาวเดินตาม​ไปสมทบ เธอเลือกนั่งมุมหลังสุด ส่งสายตามองจิตรกรรมฝาผนัง​โดยรอบ เงี่ยหูฟังเสียงบรรยายจากปากชายหนุ่ม ​เขาพูดติดขัดเล็กน้อยแล้ว​ก็​ไป​ได้ดี เธอไม่พยายามองหน้า​เขา​เพื่อไม่ให้เกิด​ความขัดเขิน
กว่า​ที่เธอ​จะดึงตัว​เขามายืนจุดนี้ก็ยากลำบากมาก
​เขาขังตัวเองอยู่​​แต่ในบ้าน ​จะออกจากบ้าน​เมื่อมีธุระจำ​เป็นเท่านั้น​ เช่น​ไปเรียนหนังสือ ​ไปโรงพยาบาล เธอรู้​เขาหมดภาระเรื่อง​การเรียนแล้ว​​แต่ก็ยัง​ใช้ชีวิตว่างเปล่าในโลก​ส่วนตัว
​เขา​เป็นผู้ชาย​ที่เข้าใจยากสำหรับเธอเสมอ วันเวลาเก่าๆ​ ​ที่เคย​เป็น​เพื่อน หรือยอมรับ​เป็นคนรักของกัน​และกัน​เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นนั้น​ไม่​ได้ทำให้​เขาเปลี่ยน​ไปเลย​​แม้​แต่น้อย ​เขายังคงพูดน้อย นั่งนิ่ง จมอยู่​​กับละออง​ความคิดของตัวเอง ถามคำ ตอบคำ...​
​เมื่อเธอ​ไปทำงาน ​ความห่างเหินก็เกิดขึ้น​ ไม่มีการอุทธรณ์ ไม่มีการตัดพ้อต่อว่าในการไม่มีเวลาให้แก่กัน เธอตระหนัก​ได้ว่าบางที​เขาอาจไม่​ได้ชอบเธอมากขนาดนั้น​ ​เขาอาจแค่​ต้องการ​เพื่อนคนหนึ่ง​ในโลก​ที่เงียบเหงาของ​เขา...​บ้านอยู่​ใกล้กันแค่นี้ ​แต่​เขาเลือก​ที่​จะ​ใช้โทรศัพท์พูดคุย​กับเธอสองสามประโยคแล้ว​ก็วางสาย​ไป นานๆ​ ครั้งก็​จะส่งเสียงกลับมาใหม่


"หนูแก้มแวะเข้ามาหาลุงหน่อย​"
ลุงต้นพ่อของ​เขามีเรื่อง​ปรึกษาเธอ
"หนูแก้มช่วยลุงหน่อย​สิ พาเจ้าฟ่างมันออก​ไปจากบ้านที ​ไปไหนก็​ได้​ที่ทำให้​เขา​เป็นคนใหม่เสียที"
มันไม่ง่ายหรอก​ที่​จะเปลี่ยน​ใคร​ถ้า​เขาคนนั้น​ไม่คิดเปลี่ยนตัวเอง ​แต่เธอก็รับปากลุงต้น อาจ​เป็น​เพราะ​ใครๆ​ ก็รู้ว่าครั้งหนึ่ง​ข้าวฟ่าง​กับเธอรักกัน​และ​ความรู้สึกดีๆ​ นั้น​ยังคงอยู่​

วันหนึ่ง​เธอแวะ​ไปหา​เขา เห็น​เขา​กำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์
"​ใครๆ​ ก็อยาก​ได้อำนาจ สุด​แต่​จะสรรหากรรมวิธีในการ​ได้มา​ซึ่งอำนาจนั้น​...​.คนสมัยนั้น​ฆ่ากัน​ได้อย่างง่ายดาย...​." ​เขาเปิดปากเล่าในสิ่ง​ที่​เขาอ่าน มัน​เป็นประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา
"ฟ่าง​ไป​เป็น​เพื่อนแก้ม​ได้มั้ย แก้ม​จะ​ไปสมัครอบรมมัคคุเทศก์ของวังแห่งนี้" เธอยื่นเอกสารให้​เขาอ่าน ​เขาอ่านอย่างสนใจ​แต่ยังไม่ปริปากให้คำตอบจนเธอคะยั้นคะยอ
"นะแก้มไม่มี​เพื่อน แล้ว​ตอนนี้ฟ่างก็ว่างอยู่​นี่ เรา​ไปอบรมด้วยกันนะ"
รบเร้า​เขาอีกสองสามประโยค ​เขาก็รับปาก​และ​เป็นเหตุให้​เขา​ได้มายืนตรงจุดนี้ ยืนบรรยาย​ความรู้ให้เด็กๆ​ ฟัง ท่าทาง​เขามี​ความสุขไม่น้อย​ที่​ได้ยืนอยู่​ท่ามกลางบรรยากาศ​ที่​เขาดึงกลับเข้า​ไปสู่อดีตอันเรืองรอง​และงดงามของ​แต่ละสถาน​ที่


ชายหนุ่มมายืนดักหญิงสาว​ที่ปากซอย ​เขาไม่​ได้ทำเช่นนี้มานานแล้ว​ นับ​แต่​ความสัมพันธ์​ที่มีมา​แต่ครั้งสมัยยังเยาว์วัย​ได้เปลี่ยน​ไป...​วันเวลา ​ความห่างเหินทำให้ทุกสิ่ง​ที่เคย​เป็นอยู่​จบลง เหลือเพียง​ความ​เป็น​เพื่อน บางขณะก็อาจดูเหมือนคนแปลกหน้า​เมื่อนานๆ​ พบกันทีอย่างไม่คาดคิด

​เขารู้ว่ารอยยิ้มเธอยังเหมือนเดิม แก้ม​ที่เต็ม​ไปด้วยเลือดฝาดนั้น​ยังไม่จางหาย เธอ​เป็นผู้หญิง​ที่มีผิวพรรณสวย เปล่งปลั่ง​และดูมีสุขภาพดี มันต่างจาก​เขาอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าดูเคร่งเครียด วิตกกังวล​และไม่มีรอยยิ้มให้เห็นบ่อยนัก ​เขา​จะยิ้มให้​ใคร​ได้ ​เขาไม่อยากรู้จักผู้คนในซอยนี่สักเท่าไหร่ ​เพื่อน​ที่มีอยู่​คนเดียว​และคุ้นมานานก็​คือเธอ
​เขาเห็นเธอเดินข้ามถนนมาแล้ว​ ​เขาส่งยิ้มให้
เธอยิ้มรับ แปลกใจ​ที่เห็น​เขาในเย็นวันนี้ เอ หรือ​เขา​จะคอยฟังการประเมินผลจากปากเธอ
"​ต้องขอโทษฟ่างด้วย​ที่แก้มอยู่​ฟังไม่ครบ ​พอดี​ต้องกลับเข้าออฟฟิศ​ไปสานงานต่อ" หญิงสาวรีบออกตัว
"ไม่​เป็นไรหรอกแก้ม แค่แก้มมาให้​กำลังใจก็ดีมากแล้ว​" ​เขาพูดตาม​ความรู้สึก​ที่แท้จริง



เธอเดินเคียง​เขาเลี้ยวเข้า​ไปในซอย ผ่านบ้าน​แต่ละหลัง​ที่มีหน้าตาเหมือนกัน ต่างกัน​ที่องค์ประกอบแล้ว​​แต่ว่า​ใคร​จะสรรค์สร้างตกแต่งเพิ่มเติมอย่างไร
"วันนี้ฟ่างดูดีนะ" หญิงสาวเอ่ยชม ดู​เขามี​ความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น​ ไม่ประหม่ายามเผชิญหน้ากลุ่มคน
"ฟ่างว่าฟ่างพูดเร็ว​ไป"
"บางช่วงเท่านั้น​แหละ​​แต่เด็กๆ​ ก็สนใจฟัง สนใจซักถามดีนี่"
"มีอะไร​แนะนำฟ่างมั้ย"
"ตรงจุด​ที่อยู่​​พระ​ที่นั่งพุทไธสวรรย์ แก้มว่าฟ่าง​ใช้เวลาตรงนี้นานเกิน​ไป ให้เด็กรู้​ความ​เป็นมาของ​พระ​ที่นั่งน่ะดีแล้ว​ ​แต่​ส่วนปลีกย่อย เช่นรูปแบบ​พระพุทธสิหิงค์ แก้มว่าควรพูดสั้นๆ​ ดีกว่าให้เด็กพอรู้ลักษณะศิลปะสุโขทัย นอกนั้น​ตรงจุดอื่นก็ไม่มีอะไร​ ดี เรียบร้อย​ดี ฟ่างทำหน้า​ที่มัคคุเทศก์​ได้ดี"
"​แต่ฟ่างเทียบ​กับแก้มไม่​ได้หรอก แก้มมี​ความ​สามารถล้นเหลือ ฟ่างยอมรับ"
"โธ่ มาชมคนกันเองซะแล้ว​ อย่าลืมสิจ๊ะ​ แก้มเรียนอะไร​มาแล้ว​ฟ่างล่ะเรียนอะไร​ ​ใคร​จะนึกว่าคน​ที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์​จะกลับลำหันมาสนใจประวัติศาสตร์ มาถึงตรงจุดนี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้ว​ละ"

ข้าวฟ่างอมยิ้ม ​เขารู้ว่าหญิงสาวมี​กำลังใจให้​เขาเสมอ
แก้มยิ้มตอบ การ​ที่เธอหวนกลับมา​ใช้เส้นทางนี้ มัน​เป็นเรื่อง​ของจังหวะ เวลามากกว่า ไม่​ได้คาดหวังว่าสายสัมพันธ์เก่า​จะกลับมายั่งยืน​เพราะชายหนุ่มตรงหน้า​ที่เคยเข้ามาอยู่​ในใจนับ​แต่รุ่นสาว ​เขาช่าง​เป็นคน​ที่ดูลึกลับ​และเข้าใจยากเสียจริง
"อุ๊ย นั่น" หญิงสาวรีบเบี่ยงตัวหลบเข้าใต้ต้นไม้ใหญ่ ชายหนุ่มส่งสายตามอง ​เขาจำ​ได้ว่านั่น​เป็นคู่รักของเธอ ทำไมเธอ​ต้องหลบ​เขาด้วย ข่าว​ที่​เขา​ได้ยิน​คือเธอ​กับ​เขา​กำลัง​จะ​แต่งงานกันมิใช่หรือ
"แวะเข้าบ้านฟ่างก่อนไหม​ถ้าแก้มไม่อยากเจอ​ใคร"
หญิงสาวรีบพยักหน้า ​ใช้หลังชายหนุ่ม​ซึ่งสูงใหญ่กว่า​เป็น​ที่กำบังแล้ว​ลับหายผ่านรั้วไม้ระแนง​ที่เปิดกว้างเข้า​ไปภายใน รู้สึกโชคดี​ที่อีกฝ่ายไม่​ได้หันหน้ามา
"ตามสบายนะแก้ม" ข้าวฟ่างบอกแล้ว​รีบ​ไปหาน้ำเย็นมาให้ หญิงสาวดื่ม
"ยังเลี้ยงแมวอีกหรือ" แก้มมองลูกแมวสองสามตัว​ที่​กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน มีอยู่​ตัวหนึ่ง​เดินมาหยุดมองหน้าเธอแล้ว​ส่งเสียงร้อง
"ไง หนูดีมาทักแก้มหรือ"
หญิงสาวอมยิ้ม รู้สึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนเวลา​ที่​เขาพูด​กับเจ้าแมวตัวน้อย



"หนูดีชอบรับแขก ​ใคร​ไป​ใครมาขอทักก่อน" พูดจบหนูดีก็กระโดดมานอนหมอบอยู่​ข้างชายหนุ่ม ​เขาเอื้อมมือ​ไปลูบหัวแมวน้อยด้วย​ความเอ็นดู รู้ละว่าหญิงสาวไม่ชอบสัตว์เลี้ยงประเภทนี้เลย​สักนิด ไม่ชอบ​แม้​แต่​จะอยู่​ใกล้ ​เขาอุ้มหนูดีวางบนพื้นแล้ว​ก็ผลักไสให้มัน​ไปวิ่งเล่น​กับพี่น้อง ​ทว่าหนูดีแข็งขืนจนตัวโก่ง ไม่ยอมจาก​ไปอย่างง่ายๆ​
"หนูดีนี่ดื้อเหมือนฟ่างเลย​" หญิงสาวหัวเราะ "แก้มหมายถึงฟ่างในตอนนั้น​นะ เดี๋ยวนี้คงไม่ดื้อแล้ว​ใช่ไหม" เธอรู้กิตติศัพท์​ความดื้อของ​เขาดี ​ใครในบ้านก็​เอาไม่อยู่​
"ไม่แล้ว​ ฟ่างโตแล้ว​นี่ ​เป็นผู้ใหญ่แล้ว​" ปากพูดออก​ไปงั้นเอง​แต่แท้จริง​เขารู้ว่าโลกวันนี้​กับโลกในวันวานไม่แตกต่างกันเลย​ ​เขายัง​เป็นลูกชาย​ที่พ่อแม่​ต้อง​เอาใจใส่ ​เป็นหลาน​ที่ญาติพี่น้อง​ต้องใส่ใจดูแล ​ถ้าไม่มี​ใครเหลียวแล​เขา หรือมี​ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง โรคภัยต่างๆ​ อันหาสาเหตุไม่​ได้ก็​จะรุมเร้าเข้ามาทันทีแล้ว​ก็ไม่ยอมจาก​เขา​ไปอย่างง่ายๆ​ เรื่อง​นี้หญิงสาวไม่เคยมีวันรู้ เธอรู้​แต่เพียงว่า บ้านหลังนี้มีรัก​ที่อบอุ่นเสมอมา มีผู้คนเยอะแยะ พี่น้อง​ไปมาหาสู่กัน ในขณะ​ที่บ้านแก้มสงบเงียบ นานๆ​ ​จะมีญาติพี่น้องมาพบบ้างประปราย แก้ม​เป็นลูกคนเดียว​แต่เธอคงไม่รู้สึกอ้างว้างอย่าง​ที่​เขา​เป็นหรอก ​ความ​ที่หน้าตาเธอน่าเอ็นดู คนบ้านนั้น​ บ้านนี้ก็มัก​จะอุ้มเธอ จูงเธอ​ไปเล่นด้วยเสมอ

หญิงสาวเอื้อมมือ​ไปหยิบนิตยสารบนโต๊ะเล็กข้างตัวขณะ​ที่อีกฝ่ายเริ่มเงียบ ส่งสายตามองออก​ไปนอกหน้าต่าง ​เป็น​เพราะม่านสีขาวบางผืนนั้น​พลิ้วตามแรงลม​ที่ดึงดูด​ความสนใจ​เขา มีอะไร​อยู่​ภายนอกหน้าต่างบานนั้น​ ​เขาเท่านั้น​​ที่​เป็นผู้รู้​และเธอก็ไม่อาจรู้​ได้เลย​ว่า​เขาคิดอะไร​อยู่​ ภาพของ​เขาในลักษณะนี้​เป็น​ที่คุ้นตามานานวัน ต่อให้เปิดปากถามว่าคิดอะไร​อยู่​ ข้าวฟ่างก็บอกเธอไม่​ได้ ​เขาไม่รู้​จะพูดอย่างไรเธอหรือ​ใครอื่น​จะเข้าใจ แก้มเลิกถาม ข้าวฟ่างก็​จะนั่งนิ่งอยู่​เช่นนั้น​จนกว่าหญิงสาว​จะตั้งคำถามใหม่​ที่ไม่เกี่ยว​กับ​ความคิดคำนึงของ​เขา

​เขา​กำลังนึกถึงอะไร​น่ะหรือ...​วัน​ที่แก้มเดินเข้ามาในบ้าน เธอเอ่ยชวนให้​เขา​ไปอบรม​เป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครในหน่วยงานแห่งหนึ่ง​ ​เขาตอบตกลง​โดยไม่​ต้องคิด มันอาจ​เป็นจังหวะเวลาของ​เขา ​เพื่อนหญิงรายล่าสุดกล่าวคำอำลา​ไปนานแล้ว​ ​ที่ว่างข้างกาย​เขาจึงว่างเปล่า หากคน​ที่​จะกลับมาเดินเคียงข้าง​เขา​จะ​เป็นผู้หญิงคนนี้ คน​ที่​เขาเคยรัก​จะ​เป็นไร​ไป ​เขารู้ข่าวคราวของเธอ มีผู้ชายอยู่​สองสามคน​ที่แวะเวียนมารับส่งเธอ ​แต่นี่ก็นาน​เป็นเดือนแล้ว​​ที่ไม่เห็น​ใครมารับมาส่งเธออีก

"บอกฟ่าง​ได้ไหมว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​ระหว่างแก้ม​กับผู้ชายคนนั้น​ ​แต่​ถ้าแก้มไม่อยากพูดถึงก็ไม่​เป็นไร"
"ก็...​จบ​ไปแล้ว​ แก้มบอกเลิก​เขาเอง ​เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น​เขาด้วย แก้มคงให้อภัยคนใจร้ายในตอนนี้ไม่​ได้​และก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน บางทีอาจ​เป็น​ทั้งชีวิตของ​เขา...​"
หญิงสาวถอนใจยาว ไม่รู้​จะเล่าอย่างไรดี ข้าวฟ่าง​จะไม่มีคำถามใดๆ​ อีก ​เขาไม่ใช่คนช่างถาม ​ถ้าถามแล้ว​​ใคร​จะให้คำตอบแค่ไหน มันก็​จะ​เป็นการรับรู้เพียงแค่นั้น​

หญิงสาวขยับตัว วางนิตยสารไว้​ที่เดิม มองหน้าชายหนุ่มแล้ว​เล่าสิ่ง​ที่เธออัดอั้นตันใจมานานวัน
"​เขาขับรถชนคนตาย อัน​ที่จริงก็ยังไม่ถึง​กับตาย หาก​เขา​จะมีจิตสำนึกช่วย​เพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง​​ที่โชคร้าย​เพราะการกระทำของ​เขา ​แต่นี่​เขานิ่งเฉย นั่งรอคนจากบริษัทประกันมา ​เขานั่งนิ่งอยู่​​ได้อย่างไร ไม่คิด​แม้​แต่​จะแจ้งเหตุ​ที่เกิดขึ้น​หรือโทรศัพท์ขอ​ความช่วยเหลือจาก​ใครให้พาร่าง​ที่น่าสงสารนั้น​ส่งโรงพยาบาล ​เขาเลือดเย็นมาก เลือดเย็นเกิน​ไป​ที่มองดู​เพื่อนมนุษย์คนนั้น​หมดลมหายใจ​ไปต่อหน้าต่อตา วันเวลาดีๆ​ ​ที่เราคบกันมามันหายวับ​ไปหมดเลย​ ไม่มีอะไร​เหลือ พ่อ​กับแม่แก้มเข้าใจดี เข้าใจ​ความรู้สึกของแก้ม ​แต่พ่อแม่​เขาสิ ไม่เข้าใจเลย​ ​เขาคิดว่าแก้มไม่​ได้รักลูกชาย​เขาอย่างจริงจังจึงบอกเลิก​ได้ง่าย ​เขาว่าเหตุผลแค่นี้เล็กน้อยเกิน​ไป​ที่​จะเลิกรักกัน ทำไมไม่รู้จักให้อภัย แก้มให้อภัยไม่​ได้​เมื่อรู้ว่า​เขา​ใช้เงินมากเท่าไหร่ในการทำให้ตัวเองกลาย​เป็นผู้บริสุทธิ์ ​เขา​จะเดิน​กับแก้ม​ได้อย่างองอาจเพียงใดบนถนนทุกสาย ​เขาไม่มีวัน​จะลบประวัติศาสตร์บทนี้ออกจาก​ความทรงจำของแก้ม​ได้...​ไม่มีทางเลย​"

สีหน้าหญิงสาวผิดหวังไม่แตกต่างจากคำพูด​ที่แสดงออกมา
ข้าวฟ่างเข้าใจ เข้าใจ​ความรู้สึกของเธอดี...​เธอมีน้ำใจ รัก​เพื่อนมนุษย์​ที่อ่อนแอหรือด้อยกว่า ไม่เพียงแค่​ความรู้สึก หากหยิบยื่นโอกาสช่วยเหลือเท่า​ที่เธอ​จะทำ​ได้ ​ทั้งยังรัก​ความถูก​ต้อง​และยุติธรรม ​เขามองว่าเธอ​เป็นผู้หญิง​ที่มีอุดมคติ มีองค์ประกอบ​ความดีงามอยู่​ในตัวตน​ที่เด่นชัด​โดยไม่​ต้องเสแสร้ง เธอไม่ใช่คนประเภทหน้าทน อมยิ้ม​ที่พบเห็นดาษดื่นในสังคม

"แก้มรู้​เขายังแวะเวียนมา ​แต่คำขอโทษ​จะมีประโยชน์อะไร​ ​เขาไม่นึกถึงร่าง​ที่หมดลมหายใจ คนๆ​ นั้น​​เป็น​ใคร ทิ้งอะไร​ไว้เบื้องหลัง ครอบครัว​เขา ​ความทุกข์ยาก​ที่ติดตามมา​และยังอีกสามชีวิต​ที่ยังเล็กเสียเหลือเกิน เงิน​ที่หยิบยื่นให้มันเล็กน้อยมาก ​ถ้าจิตใจ​เขามีมนุษยธรรมสักหน่อย​ คิดลง​ไปช่วยคนๆ​ นั้น​ส่งโรงพยาบาล บางทีอะไร​ อาจดีขึ้น​​และแก้มก็คงไม่​เป็นเช่นนี้...​แก้มตัดสินใจว่า เลิกคบกันเสียดีกว่า​จะ​ได้ไม่มีภาพเลวร้ายตามมาหลอกหลอน...​"

หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่​​เป็นครู่ เหมือนนึกอะไร​ขึ้น​มา​ได้
"ฟ่าง แก้มขอยืมตัวเดิน​ไปส่งแก้มหน่อย​"
"​ได้สิ"
"อยู่​กินข้าวเย็นด้วยกันนะ เดี๋ยวแก้ม​จะทำอาหารอร่อยๆ​ ให้"
"ขอ​เป็นโอกาสหน้า​ได้มั้ย"
"​ได้สิ บ้านเราอยู่​ใกล้กันแค่นี้ ​เมื่อไหร่ก็​ได้"
หญิงสาวรับรู้คำผัดผ่อนนั้น​ อาจ​เป็น​เพราะ​เขาไม่คุ้น​ที่​จะอยู่​พูดคุย​กับคนในบ้านเธอ ไม่ว่า​จะ​เป็นพ่อ​กับแม่​ที่เห็น​เขามาตั้งแต่เด็ก

ข้าวฟ่างพาหญิงสาว​ไปส่ง​ที่หน้าประตูบ้าน
แก้มไม่ชายตามองคน​ที่เธอเคยรัก​แม้​แต่น้อย ข้าวฟ่างจำ​ต้องเดินตามเข้า​ไปข้างใน​เพราะแก้มจูงมือ​เขา​และไม่ปล่อยง่ายๆ​ ไม่ช้ารถยนต์​ที่จอดอยู่​คันนั้น​ก็แล่นจาก​ไป สีหน้าของแก้มดีขึ้น​ เธอสั่งให้​เขารอแล้ว​เดินลับหายเข้า​ไปในห้องข้างๆ​ กลับมา​พร้อมขนมกล่องใหญ่
เธอบอก​เขาว่า "ไม่ทานข้าวก็ทานขนมกล่องนี้แล้ว​ก็ฝากน้องๆ​ ของฟ่างด้วย ว่า​แต่​ที่เคยปวดท้องหายดีรึยังจ๊ะ​"
"ก็...​ก็ดี ค่อยยังชั่วแล้ว​"
"อย่าทำร้ายตัวเองอีกนะ...​แก้มหมาย​ความว่าฟ่าง​ต้องทานอาหารให้​เป็นเวลา อย่าปล่อยให้ท้องว่างจนเกิน​ไป"

ข้าวฟ่างพยักหน้ารับคำ รู้ว่าเธอห่วงใยอาการโรคกระเพาะของ​เขา มันเกิดขึ้น​มาหลายปีแล้ว​
"ดีเหมือนกันนะ​ที่​เขาเห็นฟ่างเดินมา​กับแก้ม อะไร​ๆ​ ​จะ​ได้จบลง​ไปเสียที" หญิงสาวเปรยออกมา จากคำพูด​ที่​ได้ยิน ข้าวฟ่างรู้ว่าตัวเองอยู่​ในสถานะใด ก็แค่กำแพง​ที่เธอหยิบยืม​ไปกัน​ใครสักคนไว้ มันไม่​ได้มี​ความหมายเก่าๆ​ หลงเหลืออยู่​ อะไร​​ที่​เขาคิดว่ามันอาจ​จะหวนมาก็คง​เป็น​ไปไม่​ได้แล้ว​ ​ความรัก​ที่เคยมีมามันจบลง​ไปก่อนหน้าตั้งนานแล้ว​...​

​เขากลับออกมา รีบเดินตรงกลับบ้าน​โดยไม่มอง​ใคร​แม้​จะรู้ว่าตก​เป็นเป้าสายตาของ​เพื่อนบ้าน​ซึ่งดูเหมือนว่า​เขาไม่รู้จัก​ใครสักคนในละแวกนั้น​นอกจากแก้ม​เพื่อน​ที่แสนดี ผู้หญิง​ที่​เขาเคยรักคนนั้น​

ข้าวฟ่างวางกล่องขนมไว้บนโต๊ะแล้ว​เดินกลับเข้า​ไปในห้อง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วย​ความรู้สึกปวดร้าว มันเริ่ม​ที่ใจก่อน จากนั้น​​ความรู้สึก​ทั้งมวลก็แผ่กระจาย​ไปทั่วกล้ามเนื้อทุก​ส่วน ​เขารู้สึกเกร็ง อึดอัด ปวดในช่องท้อง ตัวงอ มือกุมท้อง ไว้ ร่างกายไม่อาจอยู่​นิ่ง​ได้ ​ความเจ็บปวดทวีรุนแรงขึ้น​ หยาดเหงื่อพราวทั่วใบหน้า ปฏิกิริยาซ้ำซากนี้เวียนมาเกิดซ้ำยาม​ที่​เขาประสบ​ความผิดหวัง เคร่งเครียดต่อสิ่งต่างๆ​ รอบตัว มันมาเยือนเหมือน​เพื่อนสนิท​ที่ไม่​ต้องกล่าวคำเชิญชวน

"ฉันอยากเริ่มต้นอีกครั้ง ​แต่แก้มไม่​ได้คิดเช่นนั้น​ ใจเธอไม่คิดอะไร​เลย​หรือ แล้ว​เธอหวนกลับมาทำไม หรือแค่​ต้องการให้ฉัน​ไป​เป็น​เพื่อนเธอเพียงแค่นั้น​ เธอใจร้ายมากนะแก้ม"
​เขาเริ่มรู้สึกแน่น เหมือนหายใจไม่ออก มืออีกข้างพยายามควานหาโทรศัพท์​ที่อยู่​ใกล้ตัว ​เขากดลง​ไป​ที่ปุ่มหลายปุ่ม​เพื่อส่งสัญญาณ​ไปให้พ่อ​เขารับรู้ว่า​เขา​กำลัง​จะตาย

คนแรก​ที่ปรากฏกายอยู่​ข้างเตียง​เขา​คือน้องสาวของพ่อ สีหน้าเธอเครียดพอกัน เธอจับตัว​เขาพลิกมา ส่งยา​และแก้วน้ำให้



"ดีนะ​ที่อายืนอยู่​แถวนั้น​ พ่อ​เขาก็เลย​ให้อากลับมาดู ​เป็นอะไร​อีกล่ะ" น้ำเสียงนั้น​บ่งบอก​ความเหนื่อยหน่ายใจ กาลเวลาผ่าน​ไปกี่ปีแล้ว​ล่ะ โรคทางกายของหลานชายน่ะไม่เท่าไหร่ โรคทางใจนี่สิคง​จะตลอดชีวิตกระมัง ในใจนึกตำหนิอาการเสแสร้งแกล้งทำนั้น​ด้วย​ความรำคาญใจ แรกๆ​ ก็ดูน่าเวทนา น่าสงสารอยู่​หรอก ​แต่​ความชาชิน อาการ​ที่เรียกร้อง​ความสนใจจากคนรอบข้างมา​โดยตลอดนั้น​กลับทำให้เธอไม่มี​ความรู้สึกเดิมๆ​ หลงเหลืออยู่​ ​เขาไม่ใช่เด็กเล็กๆ​ ในวันเก่าก่อน หรือย่างเข้าสู่วัยรุ่น​ที่​ต้องการประคบประหงม​เอาใจใส่ให้ถูกทาง นี่เลย​เบญจเพสมาแล้ว​นี่...​

ข้าวฟ่างหลับตาลง รู้ดีว่าสายตาของอาสาวนึกคิดอย่างไร ​เขานอนนิ่ง ไม่ขยับตัว ขณะ​ที่อีกฝ่ายหาผ้ามาเช็ดเหงื่อ​ที่เกาะพราวทั่วดวงหน้าให้เหือดแห้ง
"นอนพักเสียนะ เดี๋ยวพ่อก็กลับมา"

​เขา​ได้ยินเสียงประตูปิด เสียงไขกุญแจสิ้นสุดลง แล้ว​​ความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
พ่อคงติดประชุม ไม่งั้นก็คงโผล่หน้ามาหา​เขา​เป็นคนแรก

ข้าวฟ่างลืมตามองเพดาน​ที่ว่างเปล่า เพียงครู่เดียวภาพต่างๆ​ ก็ปรากฏขึ้น​เหมือนภาพสตอรี่บอร์ด ​เขาไล่สายตามอง​แต่ละภาพด้วย​ความรู้สึกหดหู่ใจ

ภาพแรก​เป็นภาพ​ที่พ่อทะเลาะ​กับแม่อย่างรุนแรง ครั้งแล้ว​ครั้งเล่า...​​เขาไม่มีวันเข้าใจเรื่อง​ราวของพ่อ​กับแม่​ได้เลย​ แล้ว​วันหนึ่ง​ นั่นไง ภาพ​ที่สองปรากฏขึ้น​ ทุกคนทิ้ง​เขา​ไป ต่างฝ่ายต่าง​ไปหาคน​ที่ตนรัก แม่ออกจากบ้าน​ไป​พร้อม​กับผู้ชายคนใหม่ แล้ว​พ่อก็กลับมาบ้าน​พร้อม​กับผู้หญิงคนใหม่ ในมือจูงมือน้อยๆ​ ของเด็กเล็กๆ​ อีกสองคนมาด้วย

ภาพต่อ​ไป​เป็นภาพ​ที่​เขาจมอยู่​ในห้อง ร่างกายบิดเร่า ขมึงเกลียวราว​กับผ้า​ที่ถูกบิดรีดน้ำสุดท้ายออก ​เขา​กำลัง​จะตาย แน่น หายใจไม่ออก มือไขว่คว้าหาคนช่วย ​เขาหวังว่า​จะมี...​อาจ​เป็นพ่อแม่​ที่กลับมาหา​เขา ดูแล​เขา รัก​เขาอย่าง​ที่เคย​เป็น...​.แล้ว​อีกภาพก็ปรากฏขึ้น​ เด็กผู้หญิงแก้มอิ่มปลั่งสีชมพู คิ้วคม ตาคม มีรอยยิ้มละไมอยู่​เสมอ เธอยิ้มให้​กับคน​ทั้งโลก​แต่ดูเหมือนว่ายามเราพบกัน รอยยิ้มเธอเปลี่ยน​ไปจากเดิม เธอมอง​เขา สายตาเหมือนมีคำถาม​ที่ไม่​ต้องการคำตอบ แล้ว​เธอก็หันหลังเดินจาก​ไป วันหนึ่ง​เธอกลับมาใหม่ เธอไม่ใช่เด็กแก้มอิ่มสีชมพูหาก​เป็นสาวสวย​ที่น่ามอง จากนั้น​​เขาก็เริ่มเรียนรู้ว่า โลกเธอกว้างกว่า​เขา เธอมีรอยยิ้มให้ผู้คนมากหน้าหลายตา​แต่ไม่มีให้​เขา...​นั่นไงเธอกลับมาอีกแล้ว​ กลับมา​เพื่อ​จะจาก​ไปอีก...​หรือนี่​คือวัฏจักร​ที่เธอกำหนดให้

เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงเปิดประตูออก มัน​เป็นเสียง​ที่คุ้นเคยมานานวัน ข้าวฟ่างหลับตานิ่ง ไม่สนใจว่าร่าง​ที่​จะปรากฏข้างเตียง​เขา​เป็น​ใคร อาจ​เป็นญาติคนใดคนหนึ่ง​ในบ้าน​ที่แวะมาดูว่าร่าง​ที่เหยียดยาวนี้หมดลมหายใจหรือยัง...​​เขาไม่เคย​ได้ตายสมใจ​ใครสักที

​เขารู้สึกถึงปลายนิ้วเขี่ยผม​ที่ปรกหน้าผาก​เขา สัมผัสนั้น​นุ่มนวล...​​เขาอยากลืมตามองดูว่า​เป็น​ใคร ​แต่ไม่ดีกว่า ไม่อยากพบแววตาสมเพชจากคนในบ้านอีก


โรค​ที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน​เขาเสมอๆ​ นี้ ค้นหาสาเหตุไม่​ได้ นอกจาก​ความเครียด การคิดมาก การกินอาหารไม่​เป็นเวลา การหมกมุ่นอยู่​​กับตัวเอง การไม่​ได้เคลื่อนไหวร่างกาย​เป็นเวลานานๆ​ สารพัด​ที่หมอ​จะยกคำมากล่าวอ้างแล้ว​ก็จ่ายยามาให้...​ยา​แต่ละเม็ด​ที่ก้าวล้ำลำคอลง​ไปกระจายอยู่​ทั่วทุกอณูภายในนั้น​มันช่วยอะไร​​เขาไม่​ได้เลย​ ​เขารู้สึกไม่มี​ความสุข ไม่มี​ใครเข้าใจ​เขา รู้สึกเศร้า อยากปลดปล่อยตัวเองให้หลุดลอย​ไปเหมือนบอลลูนหรือลูกโป่งสีสวยใบนั้น​ ลอย​ไป ลอย​ไป ไร้ทิศทางกำหนด

หญิงสาวเพียงแวะมาเยี่ยมเยียน เธอเห็นอาการนิ่งนั้น​ คิดว่า​เขาคงหลับก็เลย​ไหวกายกลับออกมา ปิดประตูดังเดิม พูด​กับอาสาว​ที่นั่งรออยู่​​ที่เก้าอี้ข้างนอกว่า "ฟ่างหลับค่ะ​ ​เขา​เป็นอะไร​หรือคะ​ ​เมื่อครู่นี้ยังดีๆ​ อยู่​เลย​"
"ก็อย่างงี้แหละ​ บอกตามตรงนะว่าอาเบื่อ​เขาเต็มทีแล้ว​ อยาก​จะคิดว่า​เขาไม่​ได้​เป็นอะไร​หรอก ก็แค่แกล้งเรียกร้อง​ความสนใจจากทุกคน ​เขาเคยทำสำเร็จก็เลย​ทำบ่อยๆ​ มัน​ได้ผล พ่อกลับมาหา แม่กลับมาหา ดูซิ โตจนป่านนี้แล้ว​ ​เขายังให้พ่อ​กับแม่พา​เขา​ไปโน่น​ไปนี่​ที่อยาก​ไป...​เฮ้อ อาไม่รู้​จะพูดยังไง เห็นพี่ต้นบอกว่า แก้มกลับมาหา​เขา อาเข้าใจถูกหรือเปล่าจ๊ะ​"
"ลุงต้นให้แก้มช่วยค่ะ​ เห็น​เขาอยู่​ว่างๆ​ ไม่​ไปสมัครงาน​ที่ไหน แก้มก็เลย​ชวน​เขา​ไปอบรม​เป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครด้วยกัน ดู​เขาชอบมากนะคะ​ ​ได้​ไปอยู่​ใน​ที่เก่าๆ​ ​ได้พูดเรื่อง​ราวในอดีตให้คนยุคนี้ฟัง ​เขาขยันหาข้อมูล แม่นข้อมูลด้วย" หญิงสาวแย้มยิ้ม
"แล้ว​คิดว่า​จะกลับมาจุดเดิมอย่าง​ที่เคย​เป็นไหม...​แก้มคิดให้ดีแล้ว​กันนะ ​ถ้าคิดว่า​จะช่วย​เขาจริงๆ​ ละก็แก้มก็​ต้องยอมเหนื่อย อาจ​จะเหนื่อย​ทั้งชีวิต หาก​เขายัง​เป็นอยู่​อย่างนี้ ​แต่​ถ้าให้​ได้แค่​ความ​เป็น​เพื่อนก็​ต้องทำให้​เขาเข้าใจ​ได้ถูก​ต้องด้วย"

หญิงสาวนิ่ง คิดถึง​ความมีชีวิตชีวายามบรรยายอยู่​ต่อหน้าผู้คน​ที่​เขาไม่รู้จักสักคน ปากพูด พูด​และพูดไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ใบหน้ามีรอยยิ้ม ท่าทางมี​ความสุข สุข​กับการทำงาน​ที่​ได้รับผิดชอบตรงหน้า ทำไมหนอ​เขาถึงไม่ทำโลก​ที่นี่ให้​เป็นเหมือนโลกภายนอก​ที่​เขา​ไปสัมผัส
"แล้ว​แก้ม​จะแวะมาใหม่ค่ะ​"

หญิงสาวกลับออกมา เดินออก​ไปจนพ้นแนวรั้ว นาทีนั้น​เธอหันกลับ​ไปมองบานหน้าต่าง​ที่เปิดกว้างรับลม เธอเห็นเงา​ใครสักคนยืนอยู่​ตรงนั้น​ ผู้ชาย​ที่เธอรู้จักมาตั้งแต่วัยเยาว์ เติบโตมาด้วยกัน ​ทว่าบัดนี้เหมือนเธอไม่รู้จัก​เขาเลย​

หลายวัน​ต่อมาหญิงสาวแวะ​ไปเยี่ยมเยียน​เขา ​และบางวันก็ออก​ไปทำหน้า​ที่มัคคุเทศก์อาสาสมัครด้วยกัน สุขภาพกาย​เขาดีขึ้น​มาก​แต่ไม่มี​ใครรู้​ได้ว่าจิตใจ​เขา​เป็นเช่นไร
"ฟ่างจ๊ะ​ วันนี้ฟ่างไม่​ต้องรอแก้มนะ"


ไม่มีคำถามจากปาก​เขาว่าทำไม ​เขารู้คำตอบแล้ว​​เมื่อร่างสูงของคนแปลกหน้าปรากฎตัว​ที่ประตูแล้ว​ส่งยิ้มให้เธอ พลันสายตา​เขามองเห็นรอยยิ้มชื่นของเธอตอบรับ ซ้ำดวงตาคู่นั้น​ยังส่องประกายเจิดจ้า นี่​เป็นภาพ​ที่​เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในช่วงสองสามเดือน​ที่ผ่านมา หรือบัดนี้หัวใจเธอมี​ความรักขึ้น​มาใหม่...​แล้ว​หัวใจของ​เขาเล่า เธอ​จะจัดการอย่างไร...​

ร่างกายของชายหนุ่มขมึงเกลียวอีกครั้ง ​เขาทรุดฮวบต่อหน้าเธอ รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ​เขา​กำลัง​จะตายใช่ไหม...​.ขอเถิดนะ ขอให้​เขา​ได้อยู่​ในอ้อมกอดของเธอแล้ว​กัน...​.

นี่​ใครกันล่ะ​ที่ตรงเข้ามาประคอง​เขา ไม่ใช่วงแขนอันนุ่มนวลของเธอหรือ
ร่างของชายหนุ่มถูกนำส่งโรงพยาบาล​ที่อยู่​ใกล้
ใน​ความมืดมน​ที่โอบล้อมพันธนาการ​เขาไว้อย่างแน่นเหนียวนั้น​ มันไม่ยอมปลดปล่อยให้​เขา​เป็นอิสระง่ายๆ​ หูจึง​ได้ยินเสียงพ่อ เสียงแม่ เสียงอาสาว เสียง​ใครต่อ​ใคร​แต่ไม่มีเสียงเธอเลย​ เธอ​ที่ไม่มีรักคืนกลับมาให้​เขาอีกแล้ว​...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1085 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง ไม่เห็นรัก
ผู้แต่ง รไมยา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๑๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5390 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2548, 20.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-5403 ], [131.231.24.34]
เมื่อวันที่ : 27 ก.ค. 2548, 17.59 น.

คุณรไมยา บรรยาย​ความในเชิงพรรณนา​ได้ดีมากเลย​ค่ะ​ ​จะรออ่านเรื่อง​ต่อๆ​​ไปนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Poceille [C-5420 ], [202.57.175.164]
เมื่อวันที่ : 30 ก.ค. 2548, 15.01 น.

มาลงชื่ออ่านจ้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-8117 ], [203.188.49.205]
เมื่อวันที่ : 20 มิ.ย. 2549, 20.40 น.

น่าสงสารนะ ตัดใจเสียเถอะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น