นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ผมเลือกอุดมการณ์
ชาร ทิคัมพร
...ผมฉีกจดหมายฉบับ​​นั้น​​ออก​​เป็นชิ้นๆ​​...​​. แค่นี้ยังไม่สะใจนักอุดมการณ์อย่างผม ผม​​เอาเศษกระดาษ​​ที่เคย​​เป็นจดหมายของเธอใส่ซองจดหมายอีกซองหนึ่ง​​ แล้ว​​เขียนจ่าหน้าซองถึงเธอ ส่ง​​ไปรษณีย์กลับคืน​​ไปให้วันนั้น​​เลย​​...
แม่น้ำโขงไหลเอื่อยอยู่​หน้าอำเภอ​ที่ผมทำงาน เกือบ​จะสี่โมงเย็นแล้ว​ ผมพลิกหนังสือพิมพ์ฉบับ​วันนี้ดู​เพื่อรอเวลาเลิกงาน พลิกๆ​ดู​ไปอย่างนั้น​ ใจยังนึกถึงคำพูดของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด​เมื่อสองอาทิตย์ก่อน

"เหลืออีกไม่กี่ปีลื้อก็​จะเกษียณแล้ว​ ยัง​เป็นแค่ปลัดอาวุโส รุ่นเดียวกัน​เขา​ไปไหนๆ​กันหมดแล้ว​ ​แต่​ถ้าลื้อยังกินเหล้าอยู่​ก็​จะไม่​ได้อยู่​จนถึงเกษียณหรอก" ...​

"อั๊ว​ได้รับรายงานเรื่อง​ของลื้ออีกแล้ว​ อั๊ว​จะไม่ตั้งกรรมการสอบวินัยอีก ​แต่​จะให้ลื้อเลือกว่า​จะเลิกเหล้าแล้ว​ทำงานรอรับบำนาญหลังเกษียณ หรือ​จะกินมันต่อ​ไปแล้ว​โดนไล่ออก อั๊วนี่แหละ​​จะไล่ลื้อออก ! " แล้ว​ท่านก็พูดต่อ​ไปว่า

"เลือกเลย​​เพื่อน อั๊วช่วยลื้อไม่ไหวอีกแล้ว​ !" ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตบโต๊ะเสียงดังปังใหญ่ ยื่นคำขาด​เป็นการ​ส่วนตัว​กับผม​ที่ศาลากลางจังหวัด ท่านเคย​เป็น​เพื่อนร่วมชั้นเรียน​และร่วมรุ่น​ที่สอบเข้า​เป็นปลัดอำเภอ​พร้อม​กับผม

ผม​กำลังยืนอยู่​ตรงพรมแดน​ระหว่างการทำงานจนครบเกษียณอายุหรือถูกไล่ออกก่อน มี "เหล้า" ​เป็นเส้นแบ่งพรมแดน

​ความจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรก​ที่ผมมีปัญหาแบบนี้ ในชีวิตราชการผมเคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยสองครั้ง ถูกตักเตือนสองครั้ง ไม่​ได้เงินเดือนขึ้น​สองครั้ง
​และเรื่อง​ล่าสุด​ที่ถูกท่านผู้ว่ายื่นคำขาดก็​คือ ผมไม่​ไปควบคุมชาวบ้านมาชูป้ายต้อนรับรัฐมนตรี​ที่มาตรวจราชการ ​และเรื่อง​นี้​เป็นการกระทำผิดครั้ง​ที่สองของผมด้วย

อัน​ที่จริงของเรื่อง​นี้ไม่ใช่ตื่นสาย​เพราะกินเหล้าดึก​ไป ​แต่ผมตั้งใจ​จะไม่ทำ ผมรังเกียจ​ที่​จะ​ไปเกณฑ์ชาวบ้านมาชูป้ายต้อนรับนักการเมือง​ที่​เขาเอง​เป็นคนซื้อเสียงเข้ามา ผมไม่ชอบการเลียแข้งเลียขาผู้ใหญ่ ไม่ชอบรับ​ใช้นักการเมือง

อย่างไรก็ตามผมแก้ตัวว่าไม่สบายมากจนลุกไม่ขึ้น​ เสียใจอยู่​เหมือนกัน​ที่ไม่กล้าพูดสิ่ง​ที่อยากพูด ​เพราะมัน​จะ​ไปกระทบหลายฝ่าย รวม​ทั้งนายผู้หวังดี​กับผมด้วย ว่ากระทรวงมหาดไทยเลี้ยงไอ้ปลัดขี้เมาหัวแข็งคนนี้มาตั้งนานนม​ได้อย่างไร...​

ในชีวิตราชการ ผมอยู่​ตามอำเภอชายแดนมาตลอด ​ที่ไหนไกลๆ​ละก็​เขา​จะเตะโด่งผม​ไปอยู่​​ที่นั่น ! แม่สอด อุ้มผาง ท่าสองยาง แม่ระมาด ขุนยวม เชียงของ ยังมี​ที่อื่นๆ​อีก ล้วน​แต่ชายแดน​ทั้งนั้น​ ...​ ​เป็นมันอยู่​แค่ปลัดอำเภอ เพิ่ง​จะ​ได้เลื่อน​เป็นปลัดอาวุโสก็​ที่นี่แหละ​ ​แต่มันก็ปลัดอยู่​ดี ชีวิตผม​ต้องอยู่​ตามแนวพรมแดนอย่างนี้เสมอหรือ !

ผมเลือก​ที่​จะทำงานต่อ​ไป​เพื่อรอรับบำนาญ ​และสัญญา​กับท่านผู้ว่าว่า​จะเลิกกินเหล้าเด็ดขาด ผมไม่​ได้นึกถึงตัวเองสักเท่าไรหรอก​เพราะตัวคนเดียวอยู่​แล้ว​ ​แต่นึกถึงบุญคุณของท่านผู้ว่า​เพื่อนผม ท่านอุตส่าห์หาทางช่วยผมมาหลายครั้ง​เพราะเราเรียนมาด้วยกัน ผมไม่อยากให้ท่านผิดหวัง​และ​ต้องเสีย​ไปมากกว่านี้

สองอาทิตย์​ที่ผ่านมาผม​ต้องทนทรมาน​กับการอดเหล้า​เป็นครั้งแรก ​แต่ก็เริ่ม​จะปรับตัว​กับชีวิตใหม่​ได้บ้างแล้ว​ นายอำเภอหนุ่ม​ซึ่ง​เป็นนาย​โดยตรงของผมนี่แหละ​ ​เป็นคนพาผม​ไปหาหมอ​ที่โรงพยาบาล ​เพราะท่านผู้ว่าสั่งกำชับให้​เป็นหน้า​ที่ของ​เขา

"คุณ​ไปจัดการอย่าให้​เขากินเหล้าอีก พา​เขา​ไปหาหมอเสีย กระทรวงเรามีคนเก่งมากแล้ว​ ​แต่ยังมีคนซื่อสัตย์​และมีอุดมการณ์น้อยเกิน​ไป อย่าให้ผม​ต้องไล่​เขาออก​เพราะเรื่อง​เหล้าเลย​" นายอำเภอเล่าให้ผมฟังในสิ่ง​ที่ท่านผู้ว่าสั่ง​เขา

"ปลัด​ต้องหยุดกินเหล้าเด็ดขาดตั้งแต่วันนี้" หมอบอก​กับผมหลังจากตรวจดูอาการ ​เขา​เอาไม้เ​ที่ยวเคาะ​ไปตามแขนตามขา​และตามข้อต่างๆ​ของผม ให้ผมเหยียดนิ้วมือออก ผมเห็นมันสั่นระริก

"ตอนนี้ปลัดยังอยู่​แค่อาการติดสุรา ​ถ้าปล่อยไว้อีกไม่นานมัน​จะกลาย​เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ​แต่วันนี้ก็จวนแล้ว​นะครับ​" หมอบอกผมต่อหน้านายอำเภอ แล้ว​ก็สั่งยาให้ผม ​เขาสั่งให้ผมออก​กำลังกายทุกวันด้วย ​และให้มาตรวจใหม่ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า...​

อีกครึ่งชั่วโมงก็​จะเลิกงานแล้ว​ เดี๋ยวผมก็​จะกลับ​ไปบ้านพัก​ที่รกเหมือนรังหนูหลังอำเภอ เปลี่ยนเครื่อง​แต่งตัวชุดออก​กำลังกาย แล้ว​​ไปเต้นแอโรบิค​กับชมรมผู้สูงอายุ มันช่วยระงับ​ความทุรนทุราย​ที่อยากกินเหล้า​ได้พอ​ใช้​เมื่อกินยา​ที่หมอให้มาร่วมด้วย

ผมมีฉายานาม​ที่​เขาเรียกกันลับหลังหลายชื่อ ผมรู้ ! "ปลัดสรรพสามิต" บ้าง "แม่โขงเดิน​ได้" บ้าง "สิงห์ตับเหล็ก" บ้าง สารพัด​ที่​ใครๆ​​จะเรียก ผม​จะลบฉายาพวกนี้ออก​ไป​และ​จะ​เป็นปลัดคนใหม่​เมื่ออายุห้าสิบเจ็ดปีให้​ได้

ผมพลิกหนังสือพิมพ์​ไปถึงหน้าข่าวสังคม กวาดตา​ไปเรื่อยๆ​ จน​ได้พบภาพข่าวสังคมในกรอบหนึ่ง​ มีรูปนักศึกษาสาวในชุดเสื้อครุยปริญญา ดูคุ้นหน้ามากเหมือน​กับเคยรู้จัก​ที่ไหนมาก่อน ! ผมอ่านคำบรรยายใต้ภาพ "รับ​พระราชทานปริญญาวันนี้ น.ส...​.บัณฑิตใหม่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง​ บุตรสาวคนเดียวของพลเอก...​​และคุณหญิง...​"

ผู้หญิงในเครื่องแบบนักศึกษาคนหนึ่ง​ ผุดขึ้น​มาในมโนภาพของผม...​ ผิวเธอขาวร่างเล็กแบบบาง สวยเรียบๆ​​แต่มีจุดเด่นอยู่​​ที่นัยน์ตา​ที่งามประหลาด หน้านั้น​เหมือน​กับภาพนักศึกษาในหนังสือพิมพ์​ที่ผม​กำลังดูอยู่​ไม่ผิดเพี้ยน ! ผมนึก​ได้แล้ว​ ​เพื่อนเก่าของผมนั่นเอง แม่ของบัญทิตสาวคนนี้ คุณหญิง...​

เกือบสี่สิบปีมาแล้ว​​ที่เรารู้จักกันในฐานะ​เพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกัน ​จะต่างกันก็​แต่คณะ​ที่เรียนเท่านั้น​ เรามีอะไร​​ที่ชอบเหมือนๆ​กันหลายอย่าง เธอชอบอ่านหนังสือผมก็ชอบอ่านหนังสือ ผมชอบฟังเพลงเธอก็ชอบฟังเพลงเรา​ไปด้วยกัน​ได้ดี

มีบางอย่าง​ที่​ความชอบของเราห่างกันออก​ไป เธอชอบโคลงกลอน​เป็นชีวิต​และ​เป็นนักกลอนชื่อดังอยู่​ในชมรมวรรณศิลป์ของสถาบัน ...​ผมแค่พอรับ​ได้ ผมชอบเล่นกีฬา​เป็นชีวิต ​เป็นนักกีฬาของสถาบัน ​และ​เป็นนักกิจกรรมค่ายอาสา...​เธอรับ​ได้​กับสองเรื่อง​นี้

เธอแบบบางเกิน​ไปสำหรับเรื่อง​การกีฬา​และการออกค่าย ​แต่ก็​จะมานั่งริมสนามดูผมแข่งกีฬาแทบทุกครั้ง ​และสำหรับเรื่อง​ค่ายอาสาเธอ​จะให้ผมเล่าเรื่อง​ต่างๆ​​เมื่อผมกลับมา​และฟังอย่างตั้งใจ

สองปี​ที่เรา​เป็น​เพื่อนกันมา ผม​กับเธอสนิทกันมากขึ้น​เรื่อยๆ​ ในครึ่งปี สุดท้ายก่อน​ที่เรา​จะเรียนจบ ผม​จะพบ​กับเธอทุกวันอาทิตย์ ​เพื่อ​ไปเดินหาซื้อหนังสือด้วยกัน บางครั้งเธอ​จะชวนผม​ไปฟังคอนเสิร์ตของวงดนตรีกรมศิลปากร เรานั่งกัน​ที่สนามหญ้าหน้าสังคีตศาลาข้างสนามหลวง...​ผม​กำลังย้อนรอยของอดีต !

"...​นี่​ถ้า​ใครไม่รู้คง​จะนึกว่าเรา​เป็นแฟนกันนะนี่" ผมเอ่ยขึ้น​ลอยๆ​ในวันหนึ่ง​ขณะ​ที่​กำลังฟังเพลง

"เธอกลัวหรือ ! ​ถ้า​เขา​จะคิดอย่างนั้น​ ?" เธอคน​ที่เดี๋ยวนี้​เป็นคุณหญิงหันมาถามผม แล้ว​ก็หัวเราะชอบใจในคำถามของตัวเอง อารมณ์ดี​และอ่อนหวาน ให้อภัยคน มองโลกในแง่ดีเสมอ นั่น​คือเธอ !

​ส่วนผมจริงจัง​กับชีวิต ไม่ยอม​ใคร​แม้​แต่เรื่อง​เล็กๆ​น้อยๆ​​ถ้าผมเห็นว่าถูก​ต้อง ผมเลือก​ความถูก​ต้องมากกว่า​ความถูกใจ ​เพื่อนๆ​ตั้งฉายาผมว่า"ไอ้จอมหลักการ"

​แต่เราก็​เป็น​เพื่อนสนิทกันจริงๆ​ ผมไม่เคยคิดชอบเธอมากกว่าการ​เป็น​เพื่อนเลย​ มิตรภาพของผมหยุดอยู่​ตรงแดนต่อแดน​ระหว่าง​ความ​เป็น​เพื่อน​กับ​ความ​เป็นคนรัก ไม่กินแดน​ไปกว่านั้น​

เธอดู​จะมีข้อด้อยอยู่​ข้อเดียว​ซึ่งนักกีฬาจอมหลักการอย่างผมไม่ยอมข้ามแดนนั้น​​ไป ชีวิตของเธอมี​แต่​ความหอมหวาน​และค่อนข้าง​จะเพ้อฝัน เธอเห็น​แต่โลก​ที่สวยงาม ​และสายรุ้ง​ที่สดใสเสมอ !...​

ผมไม่ชอบเด็กขายพวงมาลัยตามสี่แยก ​และ​ที่มาเดินขายในร้านอาหาร​เพราะมันทำให้สังคมไม่​เป็นระเบียบ ​แต่เธอกลับเรียกมาซื้อแถมยังชวนคุยเสียอีก กลอน​ที่เธอเขียน​แม้​จะไพเราะงดงาม​แต่ก็ไม่ทำให้เกิด​ความรู้ขึ้น​มา มันไม่ทำให้คนหายจน​ได้

เธอยังไม่​ได้คิดว่า​เมื่อเรียนจบแล้ว​​จะ​ไปทำอะไร​ ในขณะ​ที่ผมมีเป้าหมายอยู่​แล้ว​ตั้งแต่สอบเข้ามาเรียน เธอไม่มีอุดมการณ์ในชีวิต ! "อุดมการณ์" ​คือเส้นพรมแดนของผม​กับเธอ เธอ​คือดอกไม้​ที่งดงามในแจกัน​ซึ่งช่วยจรรโลงโลกให้สดชื่น​ได้บ้าง ​แต่มันไม่ทำให้คนจนท้องอิ่ม​ได้เหมือน​กับข้าวปลา

ในวาระสำคัญต่างๆ​ ผม​จะ​ได้รับจดหมายจากเธอเสมอ ในวันเกิดของผม วันขึ้น​ปีใหม่ รวม​ทั้งวันเทศกาลหรือวันเฉลิมฉลองอะไร​ก็ตาม ในจดหมาย​เป็นคำกลอน​ที่บรรยายถึงเรื่อง​ราว​ที่เธอรู้สึก ไพเราะอย่าง​ที่นักกลอนเอกของชมรมวรรณศิลป์​จะพึง​แต่งขึ้น​​ได้

​และวันหนึ่ง​ วัน​ที่ฝนพรำ ! ผม​กำลังแข่งกีฬาอยู่​ มีคนใจถึงยืนกรำฝนดูกีฬาอยู่​ไม่กี่คน ผมเห็นเธอยืนกางร่มอยู่​กลางสายฝนดูผมเล่นอยู่​ด้วยคนหนึ่ง​ ...​. ผมวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

จากวันนั้น​ หากว่า​ต้องแข่งกีฬา​โดยไม่มีเธอยืนหรือนั่งดูอยู่​ข้างสนาม ผม​จะรู้สึกว่า​มีบางอย่างขาดหาย​ไป ...​มันอะไร​กันนี่ ! ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย​ ดินแดนแห่ง​ความ​เป็น​เพื่อนดู​จะหดตัวเล็กลง จนผมแทบ​จะไม่มี​ที่ยืน ​ความใกล้ชิด​ที่ ยาวนาน ​ความอ่อนหวานน่ารัก ​และ​ความใส่ใจ​ที่เธอมีต่อผม ทำให้เส้นพรมแดน​ที่ขีดไว้แคบลง​โดยไม่รู้สึกตัว

​เมื่อใกล้สอบไล่ปีสุดท้าย ฤดูแข่งขันกีฬาจบ​ไปแล้ว​ ​แต่กลับมีกิจกรรม​ที่นักศึกษาอย่างผม​ต้องเข้า​ไปร่วมด้วย​โดยไม่คาดฝัน มัน​เป็นการต่อสู้ในเรื่อง​ของอุดมการณ์ สิทธิ​และเสรีภาพ ผมบอกแค่นี้ก็แล้ว​กัน

กิจกรรมนี้ทำให้ผมไม่​ได้พบ​กับเธอกว่าหนึ่ง​เดือน ​และใน​ที่สุดมันก็จบลง​โดยฝ่ายผม​เป็นผู้แพ้ ​และอย่างยับเยิน ! ผมเจ็บปวด​และท้อแท้​กับชีวิต ​ความอยุติธรรม​ที่มีอยู่​ในโลกนี้ยังคงผงาดง้ำอยู่​ต่อ​ไป ผม​ต้องการคนมาอยู่​ข้างเดียว​กับผมเพิ่มขึ้น​อีก แล้ว​ผมก็นึกถึงเธอ​ที่ไม่​ได้พบกันตั้งกว่าเดือน มีเรื่อง​มากมาย​​ที่ผม​จะเล่าให้เธอฟัง

คืนนั้น​ผมรื้อจดหมายเก่าๆ​​ที่เธอเคยเขียนมาออกมาอ่านอีกครั้ง คราวนี้ รู้สึกว่า​กลอนต่างๆ​นั้น​ช่างไพเราะอ่อนหวาน ​และผมพบว่ามีอะไร​บางอย่าง​ที่ซ่อนไว้อย่างลึกซึ้ง​ซึ่งผมไม่สนใจ​จะรู้มาก่อน ผม​ต้องการ​ใครสักคน​ที่​จะช่วยรักษาแผล​ที่​ได้รับจากสมรภูมิแห่งอุดมการณ์ เธอนี่แหละ​​คือคนคนนั้น​ ! ผมรู้สึกว่า​อยาก​จะข้ามพรมแดน​ที่ผมขีดเส้นไว้เอง ผม​จะลองดู​เมื่อพบเธออาทิตย์หน้า

แล้ว​วันรุ่งขึ้น​ผมก็​ได้รับจดหมายจากเธอฉบับ​หนึ่ง​ มัน​เป็นคำกลอน อวยพรวันเกิดผม ใช่ ! วันนั้น​​เป็นวันเกิดผม ​แต่ผมยังบาดเจ็บ​และสับสนเกินกว่า​ที่​จะจำวันเกิดของตัวเอง​ได้ ​แต่เธอจำ​ได้เสมอ

ตอนแรกของกลอนอ่อนหวานไพเราะอย่างเคย ​แต่ตอนหลังนี่สิ ! เนื้อกลอนบอกว่าขอให้ผมลืมเรื่อง​​ที่เจ็บปวดเสีย มัน​เป็นเพียงอุบัติเหตุของชีวิตเท่านั้น​ เธอขอให้ผมให้อภัย​กับอีกฝ่ายหนึ่ง​​เพื่อ​ความสามัคคี กลอนจบลงอย่างนั้น​

อุบัติเหตุ ให้อภัย ​เพื่อ​ความสามัคคี ! สามคำนี้แทงเข้า​ไป​ที่หัวใจของผม
พวกผมพ่ายแพ้​และถูกเหยียบย่ำ ​แต่เธอกลับมาบอกผมให้ยอมสยบ​กับ​ความอยุติธรรม หน้าผมร้อนวูบ ! โกรธอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าเธอ​จะถือหางอีกข้างหนึ่ง​ เราไม่เคยคุยเรื่อง​นี้กันมาก่อนเลย​ ไม่รู้ละ ! ​ใครไม่อยู่​ข้างผมก็​ต้อง​เป็นศัตรูของผม !

ผมฉีกจดหมายฉบับ​นั้น​ออก​เป็นชิ้นๆ​ ใช่แล้ว​​เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย​ที่เดียว ยังก่อน ! แค่นี้ยังไม่สะใจนักอุดมการณ์อย่างผม ผม​เอาเศษกระดาษ​ที่เคย​เป็นจดหมายของเธอใส่ซองจดหมายอีกซองหนึ่ง​ แล้ว​เขียนจ่าหน้าซองถึงเธอ ส่ง​ไปรษณีย์กลับคืน​ไปให้วันนั้น​เลย​

อีกสามสี่วัน​ต่อมา ผมก็รู้จาก​เพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่ง​ว่า เธอ​เอาเศษจดหมายนั้น​​ไปให้​เพื่อนคนนั้น​ดู ...​ เธอร้องให้ !

"เธอบอกฉันว่าไม่​ได้โกรธคุณหรอก ​แต่เสียใจ​ที่คุณทำอย่างนั้น​" ​เพื่อนหญิงคนนั้น​บอกผม

"เธอเสียใจมากนะ ! ฉันไม่เคยเห็นเธอเศร้าอย่างนี้มาก่อนเลย​ เธอหยุดเรียน​ไปตั้งสองวัน " ​เพื่อนเธอคนนั้น​บอก​กับผมอีก

สติ​และ​ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับมาหาผมอีกครั้ง ผมรู้สึกผิด ผิดอย่างมาก ! ผมทำอะไร​บ้าๆ​ขนาดนั้น​​ได้อย่างไร​กับ​เพื่อนผู้แบบบาง​และอ่อนหวาน

มีการนัดหมายให้ผม​กับเธอ​ได้พบกันอีก​เพื่อ​ความสมานฉันท์​และการเริ่มต้นใหม่ ​แต่มันกลับ​เป็นวันสุดท้าย​ที่เรา​ได้พบกัน...​

เธอนั่งสงบนิ่ง ดู​พร้อม​ที่​จะให้อภัย​และรอการเริ่มต้นจากผม วันนี้​ถ้าผมเพียง​แต่เอ่ยปากขอโทษ มิตรภาพ​ที่หยุดอยู่​ชั่วคราวก็​จะสืบสานต่อ​ไป แล้ว​ผมก็​จะ​ต้องข้ามดินแดนของ​ความ​เป็น​เพื่อน​ไปอีกฝั่งหนึ่ง​อย่างแน่นอน วันนั้น​ผมรู้จักใจตัวเองดี เส้นพรมแดนนั้น​เล็กลงราว​กับเส้นด้าย

​แต่​ความคิดหนึ่ง​เกิดขึ้น​ในใจผม ...​เธอแบบบาง อ่อนหวาน​และอ่อนไหว เห็น​แต่​ความสวยงามของโลก เหมือนดอกไม้งามบริสุทธิ์ในแจกันแก้ว ​ส่วนผมห้าว จริงจัง​กับชีวิต ผมเห็น​แต่​ความอยุติธรรม​ที่มีอยู่​ในโลก ​ซึ่ง​จะ​ต้องแก้ไขตามอุดมการณ์​ที่ผมยึดมั่น

เราไม่มีทาง​จะข้าม​ไปยังดินแดนอีกฝั่ง​ซึ่งดูประหนึ่ง​ว่าโปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แล้ว​เดิน​ไปด้วยกันอย่างราบรื่น​ได้เลย​ ผมไม่อาจ​จะประคองแจกันดอกไม้​ที่แบบบาง​และมีค่าฝ่าแดดร้อน​และลมแรง​ไปตามถนน​ที่ขรุขระ​เป็นโคลนตม​ได้ ...​ ​ถ้าอย่างนั้น​ก็ให้มันจบลงเพียงวันนี้เถิด ! ผมเลือกอุดมการณ์ !

"ผมเสียใจ​กับเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​" ผมบอก​กับเธอสั้นๆ​เท่านี้ ผม​ใช้คำว่า เสียใจแทนคำว่าขอโทษ ...​ เธอพยักหน้าช้าๆ​ มีแววปวดร้าวฉายอยู่​ในดวงตางาม ​และลึกลง​ไปผม​ได้เห็นอะไร​บางอย่าง​ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมหันหลังกลับ เดินออกมาจากตรงนั้น​อย่างขมขื่น รู้แก่ใจตัวเองดีว่าใจของผม​ได้ลอยข้ามเส้นพรมแดนนั้น​​ไปแล้ว​ ช่างเถิด ! ผมให้มัน​ไป​ได้แค่ใจเท่านั้น​

...​อีกไม่นานเราต่างก็สอบไล่ปลายปีสุดท้ายเสร็จ

ผมสอบเข้า​เป็นปลัดอำเภอ​ได้ ​และสอบ​ได้เลข​ที่ตัวเดียวในจำนวนร้อยห้าสิบกว่าคน ผมออกท้อง​ที่​ไปทำงานตามอำเภอต่างๆ​อย่างมุ่งมั่นด้วยอุดมการณ์ ​และไม่เคย​ได้ข่าวของเธออีกเลย​จนกระทั่งวันนี้

ตลอดเวลา​ที่​ได้ระหกระเหินอยู่​ตามชายแดน ผมพบว่าอุดมการณ์ของผมไม่​สามารถ​จะ​ใช้​ได้​กับกระทรวงนี้ ​เพราะผมไม่เคย​เอากระเช้า​ดอกไม้​ไปอวยพรผู้ว่าราชการจังหวัดในวันเกิดไม่ว่าผม​จะอยู่​จังหวัดไหน ผมหลีกเลี่ยงการจัดตั้งชาวบ้าน​ไปยกป้ายเชียร์หรือด่า​ใครต่อ​ใคร​ที่ข้างบนสั่งมา ผมค้านสิ่ง​ที่ไม่เห็นด้วยใน​ที่ประชุม​ซึ่งไม่มี​ใครกล้าค้าน

ผมเกลียดการทำตัว​เป็นเจ้าขุนมูลนาย ​และไม่เคย​ไปงานเลี้ยงต้อนรับ ผู้ใหญ่​ที่มาตรวจราชการ ผมชอบนั่งกินเหล้า​กับชาวบ้านตามร้านในตลาด​และ​จะ​เป็นคนสุดท้าย​ที่ลุกขึ้น​กลับบ้าน ผม​เป็นคนของประชาชน !

"ปลัดครับ​ เลิกงานแล้ว​ผม​จะปิดห้อง" เสียงนักการของอำเภอดังขึ้น​

ผมเดินช้าๆ​ลงจากอำเภอ ​จะกลับ​ไปบ้านพักรังหนู​เพื่อเปลี่ยนเครื่อง​แต่งตัว​เป็นชุดออก​กำลังกาย นึกดีใจ​ที่ผมไม่​ได้ชวนเธอ ...​เธอ​ซึ่งตอนนี้​เป็นคุณหญิงเดินข้ามพรมแดนแห่ง​ความ​เป็น​เพื่อนมาอยู่​อีกฝั่งหนึ่ง​ มิฉะนั้น​ป่านนี้เธอคง​จะ​เป็นแค่ "คุณนาย" ของปลัดอำเภอซีเจ็ด ซากเดนของอุดมการณ์​ซึ่งติดเหล้าอยู่​​ที่ชายแดน

ผมเดินผ่านร้านเหล้าริมแม่น้ำ​ที่มีประชาชนของผมตั้งวงกันอยู่​เหมือนทุกๆ​วัน มีเสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกผมให้เข้า​ไปร่วมขบวนการประชาพิจารณ์ด้วย

ผม​กำลังคิดว่าวันนี้น่า​จะมีการดื่มฉลองปริญญาให้​กับ น.ส...​. ลูกสาวคนเก่งของคุณหญิง ...​​เพื่อนเก่าผู้แสนดีของผม หมอคงไม่ว่าหรอกน่า ! ขออีกวันเดียวเท่านั้น​ ! ...​.O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1075 Article's Rate 12 votes
ชื่อเรื่อง ผมเลือกอุดมการณ์
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๑๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5349 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2548, 10.10 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Pum [C-5388 ], [221.128.120.2]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2548, 18.30 น.

อ่านแล้ว​ลื่นไหลดีค่ะ​ เห็นภาพของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง​​กับ​ความคิดของ​เขา ​ความคิดแบบอุดมคติ​ที่หลายคนอยาก​เป็น​และ​เป็นไม่​ได้ หรือไม่พยายาม​เป็น
ตัวละครของคุณ​คือตัวแทนของคนหนุ่ม​ที่ผ่านประสบการณ์มาจนเกือบ​จะถึงโค้งสุดท้ายในชีวิต - ​และเหมาะมาก​ที่​จะอยู่​ในหมู่ประชาชน หากอยู่​ในใจหญิงสาวคนใด​ที่ไม่ชอบสุรา​ต้องแย่แน่เลย​ ก็อ่านสนุกนะคะ​ เห็นช่วงวัยหนุ่ม​และวัยใกล้เกษียณ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : หนูเหิร [C-7005 ], [70.17.114.158]
เมื่อวันที่ : 10 ก.พ. 2549, 20.54 น.

เพิ่งมา​ได้อ่าน เรื่อง​นี้เยี่ยมมากๆ​ ไม่รู้พลาด​ไป​ได้ไง โพสต์ตั้งหลายเดือนมาแล้ว​...​ เพิ่งเห็น

ขอบอกว่าดีมากๆ​ การเล่าเรื่อง​ฉลาดเฉลียว​และมีชั้นเชิงสูง ​เป็นการประชดประชันคาร์แรคเตอร์ของคน หยิบตัวแทนสองตัวจากสังคม​โดยดึงด้าน​ที่ขัดแย้งมาเล่า เหมือนตัวละครคลาสสิค​ที่มีข้อเด่นข้อดีอย่างเลิศล้ำ​ความ​เป็นมนุษย์ ​แต่อีกด้านมีข้อด้อย​ที่พาชีวิต​ไปหลงในทาง​ที่ไม่ควร​จะ​เป็น

คุณชารเข้าใจ​ความ​เป็นมนุษย์ดีมากๆ​ คน​ที่ทำ​เพื่ออุดมการณ์ ​เพื่อสังคม เป้าหมายของชีวิต​คือการ "เปลี่ยน" โลกนี้ให้ "ดี" ขึ้น​ ​เมื่อเจอ​ความผิดหวังในโลก​ที่แท้จริงก็ทำให้​ต้องกลาย​เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ​ต้องหลีกตัว​ไปอยู่​​กับโลกสมมติ (ในเรื่อง​​ใช้เหล้า​เป็นทางออก) ​และ​เมื่อจริงจัง​กับ​ความคิดของตัวมากอย่างไม่ประนีประนอม วิธีคิด​ที่​ใช้มัก​จะลงเอยด้วยหลัก either/or (การ​ต้องเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง​​โดยไม่ดูบริบทรอบๆ​อย่างหน้ามืดตามัว) เหมือนอย่าง​ที่ในเรื่อง​ว่า "ไม่รู้ละ ! ​ใครไม่อยู่​ข้างผมก็​ต้อง​เป็นศัตรูของผม !" ​ถ้าวิจารณ์แบบปรัชญาจีนซันซื่อก็น่า​จะ​เป็นว่า แรง ​แต่ไม่ฉลาด

หนูเห็นว่าคน​ที่ทำงานในด้าน "​เพื่อสังคม" ​เป็นอย่างนี้มาก (นี่ไม่​ได้ว่า​ใครนะ ​แต่สังเกตจากประสพการณ์​ที่เห็น)

​ส่วนคนในด้านตรงข้าม คน​ที่ประนีประนอม ดูเหมือน​จะอ่อนปวกเปียก ไหลตามกระแส​ใช้ชีวิตเมนสตรีม ​แต่​สามารถ​ใช้ชีวิต​ได้อย่างกลมกลืนในสังคม ​และ​ได้ก้าวถึง​ความสำเร็จแบบ​ที่สังคมเชิดชูกัน ​แม้​จะถูกมองว่า "ไม่มีอุดมการณ์ " ​แต่ชีวิตก็มี​ความสุข ​เพราะรู้​โดยชัดเจนว่าชีวิตตัว​ต้องการอะไร​ มี​ความ "เฉลียว" ​โดย​ที่ไม่จำ​เป็น​ต้องแรง

คาแรคเตอร์​ทั้งสองก็​คือเราๆ​ท่านนี่แหละ​ ไม่มีคนไหน​ที่ "ผิด" ​ทั้งหมด หรือ "ถูก" ​ทั้งหมด ​แต่​เป็นเรื่อง​ของจุดยืน​ที่เรา​แต่ละคนเลือก สุดท้ายไม่ว่า​จะยืนอยู่​ฝั่งไหน ผลของชีวิตนั้น​เกิดจากน้ำมือ​และการมองโลกของเจ้าชีวิตเอง เห็น​ได้ชัดจาก "ซากเดนของอุดมการณ์​ซึ่งติดเหล้าอยู่​​ที่ชายแดน"

คำถามมีอยู่​ว่า อุดมการณ์ในชีวิตคนนั้น​​เป็นเรื่อง​สำคัญขนาดไหน? จำ​เป็นหรือ​ที่อุดมการณ์​จะ​ต้องออกมาในลักษณะ​ที่แข็ง เกรี้ยว ฝ่าฝัน​กับโลก​ที่โหดร้าย? จำ​เป็นหรือ​ที่อุดมการณ์​จะ​ต้อง "​เพื่อคนจน" อยู่​ตลอดเวลา ​เป็น​ไป​ได้ไหม​ที่อุดมการณ์ของคน​จะราบเรียบกว่านั้น​ สร้างสิ่ง​ที่ดี ​ที่สวยงาม ​โดย​ที่มือไม่จำ​เป็น​ต้อง​ไปเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก? ​เป็น​ไป​ได้ไหม​ที่อุดมการณ์​จะออกมาในลักษณะอื่นๆ​ เช่นการสร้างเศรษฐกิจ สร้างศิลปะวัฒนธรรม หรือสร้าง​ความรู้เทคโนโลยี?

คำตอบน่า​จะอยู่​​ที่การอยู่​ในสังคมแบบบาล๊านซ์ เปิดหูตามอง​ความจริง ​และแก้ไขปัญหาด้วยมอง​ความจริง​เป็นเปราะๆ​ คนเราล่มจม​กับ "อุดมการณ์" ก็​เพราะมองเห็นมันอยู่​ในลักษณะเดียว.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ปลาหลงน้ำ [C-7008 ], [210.230.179.122]
เมื่อวันที่ : 12 ก.พ. 2549, 11.50 น.

เขียน​ได้ดีมากค่ะ​ แสดงถึง​ความเข้าใจใน​ความขัดแย้งของวิถีชีวิตของมนุษย์​ที่ทุกคนไม่อาจเลี่ยง​ได้ ขึ้น​อยู่​​กับ​ความแกร่ง​และ​ความเข้าใจค่ะ​ ชอบเรื่อง​นี้มากค่ะ​ ให้ดอกไม้​ไปแล้ว​ห้าดอก

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น