นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๘
...ผมเดินย่ำ​​ไปบนถนนคอนกรีต ใจกลางเมืองมหานครในตอนสายวันหนึ่ง​​ รถราวิ่งกันขวักไขว่ เสียงบีบแตรจากรถคันหลังแผดดังจนแสบแก้วหู...
ผมเดินย่ำ​ไปบนถนนคอนกรีตใจกลางมหานครในตอนสายวันหนึ่ง​ กระไอแดดผ่าวร้อนเต้นระยิบผ่านม่านเขม่าควัน ​ที่คลุ้งกระจายอยู่​ทั่วท้องถนน รถลาวิ่งกันขวักไขว่ดูวุ่นวาย เสียงบีบแตรจากรถคันหลังแผดดังจนแสบแก้วหู มอเตอร์ไซด์หลายคันบิดคันเร่งออกตัวตวัดซ้ายขวาจนน่าหวาดเสียว ไฟเขียวเหมือน​เป็นสัญญาณบอก​ต้องรีบ​ไป สัญญาณไฟเหลืองเหมือนเตือนให้ยิ่งรีบเข้า​ไปอีก ​เพราะไม่อย่างนั้น​ มันหมายถึง​จะ​ต้องเสียเวลาอย่างน้อย ๆ​ ก็สองสามนาทีในการจอดรถ​ที่ติดไฟแดง

ชายผมกระเซิงร่างผอมโซ เสื้อผ้า​ที่มี​แต่รอยปะชุน คราบไคลตามซอกคอ ตามใบหน้าตลอดจนข้างใบหูจับเกาะกันหนาราว​กับเจ้าตัวไม่​ได้ใส่ใจ​กับมันมานาน มือแห้งกร้านข้างหนึ่ง​หิ้วถุงน้ำสีดำมีหลอดกาแฟเสียบอยู่​ น้ำสีดำ​เขาคง​จะกิน​ไปบ้างแล้ว​​เพราะมันเหลืออยู่​เพียงค่อนถุง ​เขา​กำลัง​จะข้ามถนน ​แต่ไม่มีรถคันไหน​ที่​จะจอดรถ​เพื่อสละเวลาให้​เขาข้าม ​ทั้ง​ที่บริเวณนั้น​มัน​เป็นทางม้าลาย ผมเพ่งพินิจดู​เขาอยู่​ห่าง ๆ​ เหมือนกลัวว่า​เขา​จะรู้ตัว ตีนเปล่าเหยียบอยู่​บนคอนกรีตราว​กับไม่​ได้รู้สึกอะไร​​กับอุณหภูมิของมันเลย​สักนิด ​และทุกครั้ง​ที่​เขา​จะก้าวขาออก​ไป เสียงบีบแตรก็แผดดังมา ​เขา​ต้องรีบชักเท้ากลับทันที มัน​เป็นอยู่​เช่นนี้หลายครั้งหลายครา ​แต่ทุกครั้งทุกคราก็​จะ​ได้ยินเสียง​เขาสบถออกมา​เป็นถ้อยคำซ้ำ ๆ​ อยู่​อย่างนั้น​

"ไอ้คนไร้น้ำใจ!"

ผมคิดว่า​เขาคง​จะไม่เต็มเต็งสักเท่าใดนัก ผมเผ้า​ที่รุงรังกระเซอะกระเซิงทำให้มองเห็นใบหน้า​เขาไม่ค่อยชัด ผมคะ​เนอายุของ​เขาไม่ถูก ​เพราะใบหน้านั้น​มอมแมม แห้งซีด จนมองไม่ออกว่า​เขาน่า​จะอายุสักเท่าไหร่ แวบหนึ่ง​​เขาหันมามอง​ที่ผม อาจ​จะ​โดยบังเอิญหรืออย่างไรผมไม่ทราบ ผมสบตา​เขาครู่หนึ่ง​แววตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมา​ที่ผม จนผม​ต้องหลบสายตาคู่นั้น​ ​ส่วน​เพราะอะไร​ผมก็บอกสาเหตุไม่​ได้ ​แต่นั่นไม่ใช่เรื่อง​​ที่ผม​จะ​ต้องใส่ใจ ผมมีเรื่อง​​ที่​ต้องทำมากมาย​ ​เขาละสายตาจากผม แล้ว​ก็​เอาน้ำในถุงขึ้น​มาดูด ​แต่​เขาคงลืม​ไปว่า​เขากิน​ไปหมดแล้ว​ ​เขาชูถุงขึ้น​ดูอีกครั้ง​เพื่อ​ความแน่ใจ สีหน้าของ​เขาแสดงอาการผิดหวังอย่างเห็น​ได้ชัด

"ไอ้คนไร้น้ำใจ!"

​เขาสบถด้วยถ้อยคำเดิม ๆ​ นั้น​อีก ก่อน​ที่​จะขว้างมันออก​ไปกลางถนน น้ำแข็ง​ที่อยู่​ในถุงแตกกระจาย รถเกี่ยว​เอาถุงลาก​ไปไกล ก่อน​ที่​จะนอนนิ่งอยู่​กลางถนน แล้ว​ตามสำทับด้วยล้อยางของอีกหลาย ๆ​ คัน ​เขาโพล่งหัวเราะออกมาเหมือน​กับเห็น​เป็น​ความขบขัน สายตาหลายคู่เริ่มมอง​ที่​เขา บางคนเดินเลี่ยงหนีไม่กล้าเข้าใกล้

​เขาคง​จะบ้าจริง ๆ​ ผมคิดในใจ...​



ผมเดินต่อ​ไป​โดยไม่​ได้สนใจชายคนนั้น​อีก ในใจผมมีคำถามมากมาย​​แต่ไม่รู้ผม​จะ​ไปถาม​ใคร มันรุมสุมอยู่​ในอกราว​กับมัน​จะทะลักออกมาเสียให้​ได้ เกือบสองอาทิตย์แล้ว​​ที่ผมเดินอยู่​เช่นนี้ เดิน​เพื่อหาคำตอบ แล้ว​​แต่ละคำตอบ​ที่ผม​ได้รับมัก​จะไม่ตรง​กับคำถามเท่าไหร่ ​ส่วนมากคำตอบ​จะไม่แตกต่างกันมากมาย​นัก

"เอ็งถามตลกดีว่ะไอ้หนุ่ม ข้าไม่เคยเห็นหรอก" ชายคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างตอบ

"ฉันไม่รู้ว่าบ้านเมืองนี้มัน​จะยังคงหลงเหลืออยู่​อีกหรือ?" คำตอบของคนขายล็อตเตอรี่

"คนมีน้ำใจน่ะเหรอ?..​เป็น​พระเอกอยู่​ในนิยายนั่นไง" คนขับรถเมล์หัวเราะ อัก อัก

"​ถ้าท่านสละเศษเหรียญในกระเป๋าของท่านมาใส่กระป๋องของข้า นั่น​คือท่านมีน้ำใจ" ​เป็นคำตอบของชายขอทาน

"ฉันไม่ว่างตอบหรอก ฉัน​จะรีบ​ไปรับลูก​ที่โรงเรียน"

"ผมว่าคุณควร​ไปหาหมอตรวจประสาทซะ"

"มึงไม่มีอะไร​​จะทำแล้ว​หรือไง? ​ไปให้พ้น!" บ้างหัวเราะเยาะ บ้างด่าตะคอกเสียงดัง ตะโกนขับไล่ เย้ยหยัน เหยียดหยาม หยาบคาย

ผมเดินอย่างคนเลื่อนลอย​ไปไม่รู้นานเท่าไหร่ จนตะวันบ่ายคล้อย เริ่มรู้สึกว่า​ตัวเองเดินมาไกล จากถนนคอนกรีต​ที่เคยเดินกลาย​เป็นเพียงถนนลูกรังสีแดง ข้างทาง​ที่เคย​เป็นตึกรามบ้านช่อง บัดนี้มันกลับกลาย​เป็นท้องทุ่งนาสีเขียวขจี เสียงบีบแตร เสียงคนเอะอะโวยวาย อึกทึกโครมครามไม่มีให้​ได้ยินอีกแล้ว​ มี​แต่เสียงใบไม้พัดลู่ลมดังแว่ว ๆ​ มองขึ้น​​ไปบนฟ้าปุยเมฆบางใสลอยเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ​ ฝูงนกบินโฉบเฉี่ยว หยอกล้อ ส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าว

ผมเพลิดเพลิน​ไป​กับบรรยากาศ​ที่ไม่ค่อย​ได้สัมผัสบ่อยนัก เหมือนผมหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง​ หลีกหนีโลกอันวุ่นวายสับสน ตะวันสีทองทอแสงเรือง ๆ​ ริมขอบฟ้ามันช่างคล้าย​กับภาพ​ที่ผมเคยเห็นในงานเขียนของจิตรกรท่านหนึ่ง​ จิตใจผมเหมือน​กำลัง​จะโบยบินตามสายลม​ที่พัดแผ่ว ​เพื่ออยาก​ไปชม​ความงดงามของมันใกล้ ๆ​ ​แต่วูบหนึ่ง​ของ​ความรู้สึกก็ยังไม่ลืมคำถาม​ที่มันฝังอยู่​ในอก มันคอยเตือน คอยย้ำ ​และรอคอยคำตอบ

"คุณ​จะ​ไปไหนหรือ?" ผมสะดุ้ง​กับเสียงหนึ่ง​​ที่ดังมาจากข้างทาง

ผมหันกลับ​ไปดู ​แต่ไม่เห็นมี​ใคร มีเพียงควายตัวหนึ่ง​นอนเคี้ยวเอื้องอยู่​ริมทาง คิดว่าคง​เป็นเสียงเจ้าของควายตัวนี้ ผมพยายามมองหา​แต่ก็ไม่มี​แม้เงา ดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงเรื่อย ๆ​ ลมพัดเฉื่อย แผ่วเบา ลูบชโลมผิวกายจนรับรู้​ได้ถึง​ความเย็นเยือก ไม่อยากใส่ใจ​กับเสียงลึกลับนั้น​อีกต่อ​ไป ผมคง​ต้องกลับเสียที ไว้พรุ่งนี้ค่อยหาคำตอบ

ผมเดินจาก​ไป​โดยไม่​ได้สนใจ​กับเสียงลึกลับ​เมื่อครู่ สาวเท้า​ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

"คุณ​จะกลับแล้ว​หรือ?" เสียงดังมาอีก ​แต่ผมไม่สนใจยังคงเดินต่อ​ไป

"กลัวผมเหรอ?" ผมหยุดกึก หันหลังมอง​แต่ก็ไร้เจ้าของเสียงเช่นเดิม ผมชัก​จะรำคาญ​กับการเล่นซ่อนหาของผู้ลึกลับคนนี้เต็มทน

"คุณ​เป็น​ใคร ออกมาคุยกันหน่อย​สิ" ผมตะโกนถามออก​ไป

เสียงลึกลับตอบกลับมา "ผมก็อยู่​ตรงหน้าคุณนี่ไงเล่า"

"ผมมองไม่เห็นคุณเลย​"

"คุณเห็นตัวอะไร​นอนเคี้ยวเอื้อง แล้ว​​เอาหางพัด​ไปมานั่นไหมล่ะ"

"นั่นน่ะหรือ?"

"ใช่..นั่น​คือผมล่ะ"

​ถ้าเสียงลึกลับนั้น​ไม่​ได้อำผมเล่น นั่นหมาย​ความว่าผม​กำลังคุยอยู่​​กับควายตัวนี้ ช่างน่าตลก นี่ผมอยู่​ในมิติไหนกัน?

"คุณไม่​ได้อำผมเล่นใช่ไหม?" ผมถามร่าง​ที่​กำลังนอนเคี้ยวเอื้องอยู่​ เหมือน​กับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

"คุณเคยเห็นควายพูดอำ​ใครบ้างไหมล่ะ" ​เขาอาจ​จะพูดติดตลก ​แต่สำหรับผมมัน​เป็นอะไร​​ที่ตลกยิ่งกว่าเสียอีก

"เปล่า..ผมเพียงไม่เคยเจอเรื่อง​ประหลาดอย่างนี้"

"สัตว์​ที่นี่พูด​ได้เหมือนคน"

น่าสนุกดีเหมือนกัน ผมไม่เคยเจอเรื่อง​ราวอะไร​​ที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน สัตว์พูด​ได้เหมือนคน ช่างเหมือน​กับนิทาน​ที่ผมเคยฟังตอนเด็กไม่มีผิด ​แต่นี่ผมไม่ใช่เด็ก สำนึกของผมยังตื่นตัวเต็ม​ที่ ​และอีกอย่าง​ที่ผมรู้ตอนนี้ก็​คือ ผมไม่​ได้ฝัน!

"คุณเข้ามา​ที่นี่​ได้ยังไง?" ​เขาถาม

"ผมไม่รู้ ผมเดินถามคนมาเรื่อยเปื่อย จนเดินหลงเข้ามา" ผมตอบ​เขา​ไปซื่อ ๆ​ บางทีอาจ​จะมีแค่ผมคนเดียวเท่านั้น​​ที่บังเอิญหลุดเข้ามาในมิติบ้า ๆ​ แห่งนี้

"แล้ว​คุณถามอะไร​​เขาล่ะ?"

"ผมถามพวก​เขาว่า เคยเห็น ‘คนมีน้ำใจ’ บ้างไหม?"

​เขาคลอนหัว​ไปมา หัวเราะ " คุณอยากรู้​ไปทำไม?"

"ผมเพียงอยากรู้ว่าในโลกนี้ยัง​จะคน​ที่มีน้ำใจหลงเหลืออยู่​หรือเปล่า"

"ในโลกของคุณ 'คนมีน้ำใจ' มันหายากขนาดนั้น​เชียวหรือ?"

"ผมไม่รู้ ผมจึง​ต้องถาม แล้ว​คุณเคยเห็น 'คนมีน้ำใจ' บ้างไหมล่ะ"

​เขาทำหน้าคิ้วขมวด " คุณมาถามควายอย่างผมเนี้ยนะ?"

"ผมถามมาหลายคนแล้ว​ ​แต่พวก​เขากลับไม่สนใจผมเลย​ พวก​เขามองผมเหมือนคนบ้า ผมจึงถามคุณเผื่อคุณอาจ​จะเคยเห็น"

​เขาจ้องมองหน้าผมครู่หนึ่ง​เหมือนมีอะไร​​จะถาม ​เขาคงไม่คิดว่ามนุษย์อย่างผมบ้า​ไปอีกคน ​เขาค่อย ๆ​ ลุกขึ้น​ยืนสะบัดหาง​ไปมา ก่อน​ที่​จะพูด​กับผม "เหมือน​กับคุณ​กำลังเบื่อหน่ายโลกของคุณ หรือไม่ก็​กำลังค้นหาสัจธรรมอะไร​บางอย่าง ​เพราะดูคุณไม่สนุก​กับชีวิตของคุณ​เอาเสียเลย​"

"ผมไม่​ได้เบื่อโลก ผมสนุก เพียง​แต่อยาก​จะรู้เท่านั้น​เอง"

"อย่าว่าควายอย่างผมโง่ยังงั้นอย่างงี้เลย​" ​เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ " ‘​ความมีน้ำใจ’ ของพวกคุณมัน​เป็นยังไงผมก็ไม่รู้ อะไร​​คือมีน้ำใจ แล้ว​อะไร​​คือไม่มีน้ำใจ"

ผมนิ่งเงียบไม่​ได้พูดอะไร​ต่อ สาเหตุหนึ่ง​คง​เป็น​เพราะ​เขาคงไม่​ได้รู้เรื่อง​ราวอะไร​​กับพวกมนุษย์ ​ถ้า​เขาไม่รู้ผมก็ไม่จำ​เป็น​ต้อง​ไปถามหรือซักไซ้อะไร​​เขา ​ถ้าเกิดยืด​ความต่อ​ไป ดีไม่ดีผมอาจ​จะ​ต้องมาอธิบายไอ้คำว่า ​ความมีน้ำใจ หรือไม่มีน้ำใจให้​เขาฟังอีก

"​เขาของคุณสวยดีนะ" ผมพยายามเปลี่ยนเรื่อง​

​เขายิ้ม "มนุษย์นี่ปากหวานกันทุกคนเลย​หรือ?"

"ไม่ทุกคนหรอก" ผมตอบอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ​เพราะรู้สึกเหมือนว่า​เขารู้ทัน

"​เมื่อวันก่อนก็มีคนมาชมผมแบบคุณนี่แหละ​ ​เขาไว้ผมยาวรุงรัง ดูผอมกว่าคุณตั้งเยอะ แล้ว​หน้าตาก็สู้คุณไม่​ได้เลย​"

"คุณก็ใช่ย่อยซะ​เมื่อไหร่ สาว ๆ​ ​ที่นี่คง​จะติดคุณมากซีท่า" ผมพูด​กับ​เขาเหมือนประชดอยู่​ในที ในใจก็อดคิดไม่​ได้ว่า ผมคงไม่​ได้หลงเข้ามาใน​ที่ประหลาดนี้​เป็นคนแรกแน่ ​เพราะยังมีคนเข้ามาก่อนผมอีก อย่างน้อย ๆ​ ก็ชายร่างผอม​ที่​เขา​กำลังพูดถึง​เมื่อครู่

​เขา​เอาหางพัด​ไปมาแล้ว​ถามผม "คุณยังไม่​ได้บอกผมเลย​ว่า​ความมีน้ำใจ​และไม่มีน้ำใจมัน​คืออะไร​"

"คำว่ามีหรือไม่มีมันคงแยกจากกัน​โดยสิ้นเชิงไม่​ได้ บางทีมันอาจ​จะ​เป็นสิ่งเดียวกันก็​ได้"

"มัน​เป็นยังไงหรือ? ผมไม่เห็น​จะเข้าใจ"

"เหมือนดำ​กับขาว ร้อน​กับเย็นไงล่ะ ดำก็​คือ ขาวน้อย ขาวก็​คือ ดำน้อย ร้อนก็​คือ เย็นน้อย ​และเย็นก็​คือ ร้อนน้อย"

​เขาหรี่ตามองผม ขมวดคิ้ว "คุณอย่าพูดอะไร​​ที่มันเข้าใจยากนักซี สมองผมไม่ซับซ้อนเหมือนพวกคุณนะ"

"อย่าใส่ใจเลย​ ผมก็แค่จำ​เขามาเท่านั้น​"

"ผมไม่รู้ว่าพวกเราเคยมีน้ำใจให้กันหรือเปล่า?" สีหน้า​เขาครุ่นคิดเหมือน​กับนึกทบทวน ก่อน​ที่​จะพูดต่อ "​ถ้า​จะมีก็คงตอนออก​ไปกินหญ้า เจ้านกเอี้ยงมันมายืนเกาะบนหลังผม คอยมากินแมลง​ที่ผมไล่มันออกจากพงหญ้า บางครั้งผมก็รำคาญมันอยู่​เหมือนกัน ​แต่คิดว่าช่างมันเถอะมันอิ่มมันก็คงหนี​ไปเอง แล้ว​อย่างนี้เรียกว่า ผมมีน้ำใจ​ได้ไหม?"

ผมพยักหน้า

"งั้นควายอย่างพวกผมก็มีน้ำใจน่ะซี"

"หรือเอื้อเฟื้อก็ไม่ผิด"

"คุณอย่า​ใช้ศัพท์ยาก ๆ​ ซี ผมเพิ่ง​จะเข้าใจคำว่า ‘​ความมีน้ำใจ’ แล้ว​ผมก็เริ่ม​จะงง​กับคำว่า 'เอื้อเฟื้อ' อีก"

"วันหลัง​ถ้าผม​ได้เข้ามาอีก ผม​จะมาบอก ​แต่วันนี้ผมคง​ต้องกลับแล้ว​" ผมบอก​กับ​เขา ก่อน​ที่​จะเดินเข้า​ไปใกล้ ๆ​ แล้ว​กระซิบข้างหู​เขาเบา ๆ​

"ช่วยบอกผมที ผม​จะ​ต้องกลับยังไง?"

​เขายิ้ม "ผม​จะ​ใช้คำว่า 'เอื้อเฟื้อ' หรือ 'มีน้ำใจ' ​กับคุณดีล่ะ"



ผมเดินกลับ​ไปตามทาง​ที่​เขาบอก ระยะทางยาวนานจนรู้สึกว่า​ตัวเองเดินมาไกลมาก ขาผมเริ่มอ่อนล้า ท้องก็เริ่มหิว​เพราะยังไม่​ได้มีอะไร​ตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง ​ความคิดผมสับสน คิดอะไร​ต่อมิอะไร​​ไปเรื่อยเปื่อย ตลอดระยะเวลาหลายวัน​ที่ผ่านมา ​ที่ผมเทียวหาคำตอบให้​กับตัวเอง ผมไม่เชื่อว่าโลกใบนี้มัน​จะหาคน​ที่มีน้ำใจไม่​ได้ ​และผมก็ยังคง​จะหาคำตอบของผมต่อ​ไป สักวันหนึ่ง​ผมคง​ต้อง​ได้เจอ ​แม้นว่ามัน​จะเหมือน​กับการงมเข็มในมหาสมุทรก็ตามที

เสียงบีบแตรดังลั่น​ไปทั่วท้องถนน รถลาวิ่งขวักไขว่ทำให้สำนึกของผมรับรู้ว่านี่​คือโลกของผม โลกแห่ง​ความ​เป็นจริง​ที่สัมผัส​ได้ ผมกลับมาย่ำเดินอยู่​บนถนนคอนกรีตอีกครั้งหนึ่ง​ ชายร่างผอมโซคนนั้น​ยังคงยืนอยู่​ริมฟุตบาท​ ผมไม่รู้ว่า​เขายืนอยู่​ตรงนั้น​มานานเท่าไหร่ ​เขา​กำลัง​จะข้ามถนนเหมือนเคย ถุงน้ำสีดำยังคงสงบนิ่งอยู่​กลางท้องถนน ถูกล้อยางคันแล้ว​คันเล่าบดมัน​กับพื้นคอนกรีตอย่างไม่ใยดี ​เขามองมันเหมือนนึกเสียดาย ผมยืนดู​เขาอยู่​ห่าง ๆ​ อีกครั้ง ​เขามองแล้ว​ยิ้มมา​ที่ผมนิดหนึ่ง​ ผมยิ้มตอบด้วยไมตรี ​และก็หวังว่า​จะมีคน​ที่มีน้ำใจจอดรถให้​เขาข้าม ​เขา​กำลัง​จะก้าวข้าม​ไป ​แต่ทันใดเสียงบีบแตรก็แผดดังมา ​เขา​ต้องชักเท้ากลับทันที แล้ว​ก็สบถด้วยถ้อยคำเดิม ๆ​ ของ​เขา

"ไอ้ ’คน’ ไร้น้ำใจ!"





***************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1053 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง น้ำใจถูก ๆ
ผู้แต่ง ตะวันฉายที่ปลายฝัน
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๘๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5250 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 29 มิ.ย. 2548, 20.02 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รัก [C-11711 ], [203.113.17.172]
เมื่อวันที่ : 19 มิ.ย. 2550, 14.54 น.

รักตัวเองดีกว่า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รัก [C-11712 ], [203.113.17.172]
เมื่อวันที่ : 19 มิ.ย. 2550, 14.54 น.

รักตัวเองดีกว่า

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น