นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๘
ธรรมะเอ็มแปด (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
รจนา ณ เจนีวา
...การบังเกิดขึ้น​​ของตถาคตหรือ​​พระพุทธเจ้านัน ​​เป็นการเปิดหนทางให้มนุษย์​​ทั้งหลาย​​ทั้งปวงตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนทุกวันนี้ มีโอกาสพ้นทุกข์​​โดยสิ้นเชิง...
ธรรมะเอ็มแปด

ถอดเทปจากคำเทศน์ของ ชยสาโรภิกขุ

วันนี้วันเพ็ญเดือนหก เรียกว่า วันวิสาขบูชา ​เป็นวัน​ที่ชาวพุทธเรา​ทั้งหลาย​ได้ระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานขององค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ​ซึ่งถือว่าเหตุการณ์​ที่สำคัญยิ่งสามเหตุการณ์นี้เกิดในวันเดียวกัน ​คือวันเพ็ญเดือนหก วันวิสาขบูชา​เป็นวัน​ที่เราประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ​คือมีการเวียนเทียน ​ซึ่ง​ที่วัดป่าเรา​จะเวียนเทียนตอนกลางคืน ​แต่​เนื่องจากว่า อยู่​​ที่นี่อาจ​จะไม่สะดวก​ ก็เลย​ย้ายมาเวียนเทียนตอนเช้า​

แล้ว​เวียนเทียนก็​เป็นตัวอย่างของพิธีกรรมอย่างหนึ่ง​​ซึ่ง​ถ้าเราให้​ความหมาย มันก็มี​ความหมาย ​แต่​ถ้าเราทำเฉย ๆ​ สัก​แต่ว่าทำ ​ความหมายก็น้อย ฉะนั้น​ ​ความหมายน้อย ประโยชน์ก็น้อย ประโยชน์​ที่​จะเกิดขึ้น​ก็อยู่​​ที่ตัวเรา​แต่ละคน

พิธีกรรมก็มี​ความสำคัญอย่างหนึ่ง​ในการสร้าง​ความรู้สึกต่อ​เนื่องในวัฒนธรรม หรือในสังคม ​ความทุกข์​ที่ปรากฎชัดมากในสมัยปัจจุบัน ​คือ ​ความทุกข์ของมนุษย์​ที่เห็นสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่ง​ที่เคยเห็นว่า​เป็นหลักพึ่ง​ได้ ปรากฏว่าพึ่งไม่​ได้

ยกตัวอย่าง เช่น เรื่อง​อาชีพการงาน สมัยก่อน ถือว่า​ถ้าเราตั้งใจทำงาน มี​ความจงรักภักดีต่อเจ้านาย​และบริษัท เราก็คงมี​ความมั่นคง เราก็คงอยู่​ในตำแหน่งตลอดจนเกษียณอายุ หมดงาน ​แต่สังคมเปลี่ยน​ไป ทุกวันนี้คนไม่มี​ความมั่นคงในอาชีพเหมือน​แต่ก่อน สิ่งแวดล้อมไม่ว่าในด้านสิ่งก่อสร้างก็ดี ​ความยอมรับของสังคมก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง ​เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง คนก็รู้สึกกลัว หวาดหวั่น ไม่รู้​จะพึ่งอะไร​ แล้ว​​ความกลัว​และ​ความไม่มั่นใจในตัวเองหรือในหน้า​ที่ของตัวเอง ก็ทำให้เกิด​ความทุกข์​ได้

​โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ผู้ชาย​จะ​เป็นปัญหามาก ​คือ เคยยึดมั่นถือมั่นว่าศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่​​ที่ตำแหน่งการงาน ​แต่ตอนนี้ตำแหน่งการงานก็ไม่มั่นคง อยู่​​ที่การ​เป็นผู้ทำงานเลี้ยงครอบครัว ​แต่ทุกวันนี้ ทางฝ่ายผู้หญิงก็ออก​ไปทำงานมากขึ้น​ อาจมีเงินเดือนสูงกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ​ไป หน้า​ที่ต่าง ๆ​ ​ที่คนเคยยึดไว้ ​เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมี​ความสำคัญ ก็ลดน้อยลง หรือหาย​ไป

​เมื่อมี​ความกลัว มี​ความกังวลมัก​เป็นเหตุให้เกิด​ความโกรธ ​ความเกลียดชัง หาแพะรับบาป ​ที่ยุโรปก็เห็นชัดว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของยุโรปว่า ​จะ​ต้องมีพวกใดพวกหนึ่ง​​เป็นแพะรับบาป ​ซึ่ง​เป็นพวกยิว​ทั้งหลายร้อยปีหรือพันกว่าปีสองพันปี ตอนหลังกลาย​เป็นคนผิวดำ คนอาหรับ ​ต้องการให้มีแพะรับบาป ​เพราะว่าการ​เป็น​ความเกลียดชัง ก็ทำให้​เป็นเครื่องระบายอารมณ์บางอย่าง

ในการนี้ การ​ที่ศาสนาคริสต์ลดอำนาจลดอิทธิพลลง​ไปมากก็​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของปัญหาด้วยก็​ได้ การ​ที่เรามีศาสนา แล้ว​มีพิธีกรรมทางศาสนา​ซึ่งตายตัวก็​เป็นสิ่งหนึ่ง​​ที่ทำให้เรามี​ความรู้สึกมั่นคง ​เมื่อเรา​ได้เวียนเทียนในวันวิสาขบูชา เราก็รู้ว่าปู่ย่าตายายหรือว่าบรรพบุรุษของเราก็เคยทำพิธีกรรมคล้าย ๆ​ อย่างนี้ มี​ความรู้สึกต่อ​เนื่อง นี้​เป็นอานิสงส์ในระดับพื้นฐานของพิธีกรรมทางศาสนา ​ถ้าผู้ประกอบพิธีมีปัญญา​และรู้จัก​ความหมาย

วันนี้เรา​ได้ระลึกถึงวันประสูติ วันตรัสรู้ ​และวันปรินิพพานของ​พระพุทธเจ้า​ที่​เป็นบรมศาสนาของเรา ​ที่เราถือว่า​เป็นวัน​ที่สำคัญ​ที่สุดในรอบปี ก็​เพราะว่า​เป็นการระลึกถึงเหตุการณ์​ที่สำคัญ​ที่สุดในประวัติศาสตร์สามวัน ​คือว่า สำคัญ​ที่สุดก็​เพราะว่าการบังเกิดขึ้น​ของตถาคตหรือ​พระพุทธเจ้านั้น​ ​เป็นการเปิดหนทางให้มนุษย์​ทั้งหลาย​ทั้งปวงตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนทุกวันนี้ มีโอกาสพ้นทุกข์​โดยสิ้นเชิง ​ซึ่งก่อนหน้านั้น​ไม่มี

แล้ว​​พระพุทธองค์ไม่เคยดูถูกดูหมิ่นศาสดาอื่น ศาสนาหรือลัทธิอย่างอื่น ​แต่ในขณะเดียวกัน ​แต่ท่านก็พูดตรง ๆ​ ว่า สมณะ​ที่หนึ่ง​ สมณะ​ที่สอง สมณะ​ที่สาม สมณะ​ที่สี่ ​ซึ่งหมายถึง​พระพุทธเจ้ามีเฉพาะใน​พระธรรมวินัยนี้ ไม่เคยมีในอดีต ​และ​จะไม่มีในอนาคตในลัทธิศาสนา​ที่ไม่สอนอริยมรรคมีองค์แปด นั่นก็หลักประกัน ฉะนั้น​ การ​ที่​พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ มนุษย์เรา​ได้ของขวัญ​ที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็​คือ หนึ่ง​ ​ได้​ความรู้ ​ได้​ความมั่นใจว่า มนุษย์เรามีศักยภาพมี​ความ​สามารถ​ที่​จะพ้นทุกข์​และเข้าถึง​ความสุข​ที่แท้จริงด้วย​ความพากเพียรพยายามของตนเอง

ก่อนหน้านั้น​ ไม่มี​ใครเชื่อ ไม่มี​ใครรู้ ก็ถือว่าชีวิตเรา​จะเจริญ​จะเสื่อมก็​เพราะการดลบันดาลของเทวดามั่ง ของ​พระผู้​เป็นเจ้าบ้าง ​เพราะถือว่ามนุษย์เราอ่อนแอ ไม่​สามารถเข้าถึง​ความสุข​ที่แท้จริง นอกจากว่า ข้างบน​จะเมตตาปรานี มนุษย์จึงมีหน้า​ที่​ต้องอ้อนวอน มนุษย์มีหน้า​ที่​จะ​ต้องขอ มนุษย์จึงอยู่​ในสภาพขี้ขออยู่​ตั้งนานไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปี

​แต่การตรัสรู้ของ​พระพุทธเจ้า ​คือการพิสูจน์ว่าคนเราเก่งกว่า​ที่เราคิด มี​ความ​สามารถมากกว่า​ที่เราเคยฝันเลย​ ​แต่การ​ที่เรา​จะเข้าถึงสิ่งสูงสุด​ได้ ​ได้พิสูจน์ถึง​ความ​สามารถพิเศษของมนุษย์​ได้ เรา​จะ​ต้องประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสั่งสอน​ที่ท่าน​ได้ค้นพบ คำสอนของ​พระพุทธเจ้า มีสองประเภท เรียกว่า ธรรม ​กับ วินัย

ธรรม​เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ​ที่ท่าน​ได้บรรลุถึง ​ซึ่งมีอยู่​แล้ว​ ​พระพุทธองค์ตรัสว่า ตถาคตบังเกิดขึ้น​ก็ตาม ไม่บังเกิดขึ้น​ก็ตาม สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวง ไม่เ​ที่ยง ​เป็นทุกข์ ​เป็นอนัตตา ​คือเรื่อง​อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจสี่ ไม่ใช่ว่า​เป็นทฤษฎีหรือ​เป็นปรัชญา​ที่พุทธองค์คิดขึ้น​มาเองจากใจ​ที่บริสุทธิ์ ​แต่​เป็นสิ่ง​ที่ท่านค้นพบ ​และ​เมื่อท่านค้นพบแล้ว​ ท่านก็ยังมี​ความปรีชาญาณในการอธิบาย ในภาษาธรรมดา​ที่มนุษย์​ทั้งหลาย​สามารถเข้าใจ​ได้ แล้ว​ปฏิบัติตาม​ได้

แตกต่างจาก​พระปัจเจกพุทธเจ้า ​พระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุธรรมเหมือนกัน ​แต่​เมื่อท่านเข้าถึง​ความลึกซึ้ง​ที่อยู่​เหนือภาษา ท่านก็ไม่​สามารถ​ที่​จะแปลประสบการณ์ แปล​ความเข้าใจของคนเอง​เป็นภาษาคน​ได้ ไม่​สามารถสร้างระบบ ไม่​สามารถสร้างวิถี​ที่คนอื่น​จะ​ได้ปฏิบัติตาม เราจึงตั้งชื่อ​พระพุทธองค์ว่า ​พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ​เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ​เพราะตรัสรู้ชอบแล้ว​ท่านก็ยัง​สามารถสั่งสอน

สิ่ง​ที่ท่านสอน​คือ หลักธรรม สิ่ง​ที่ท่านสั่งก็​คือ ​พระวินัย สิ่ง​ที่ท่านสอนก็​คือ ธรรมะ ​แต่สิ่ง​ที่ท่านสั่งก็​คือ​พระวินัย ​เพราะ​เป็นเรื่อง​บัญญัติ ​เป็นเรื่อง​การสร้างระบบ ระบบ​ความ​เป็นอยู่​ ระบบสังคม​ที่​จะเอื้ออำนวย​ที่สุดต่อการเข้าถึงธรรม ​ถ้ารู้จักหลักธรรม​แต่ไม่ฉลาดในการสร้างสิ่งแวดล้อม หรือบรรยากาศ หรือสังคม​ที่เอื้ออำนวย ก็คง​จะ​ได้ผลน้อย ​แต่​พระพุทธองค์​เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า สอน​ได้​ทั้งสองอย่าง ​ทั้งธรรมะด้วย ​ทั้งวินัยด้วย แล้ว​สิ่ง​ที่​พระพุทธองค์สอน ​เนื่องจากว่า ​เป็นเรื่อง​สัจจธรรม​ความจริง ​เป็นของกลางของธรรมชาติ มันจึง​เป็นสิ่ง​ที่ไม่มีวันตาย ​เป็นคำสอน​ที่สากลอย่างแท้จริง

สองพันห้าร้อยปี​ที่ผ่านมาแล้ว​ ก็ยังไม่เคยมี​ใคร​สามารถพิสูจน์​ได้ว่าคำสอนของ​พระพุทธเจ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อนจาก​ความจริง​แม้​แต่ข้อเดียว ​ถ้าเราเทียบ​กับนักปราชญ์คนอื่น หรือศาสดาคนอื่น ​จะเห็น​ความแตกต่างอย่างชัดเจน ในสมัยโบราณนั้น​ นักปราชญ์​ที่มีชื่อเสียงมาก​ที่สุดของโลกตะวันตกคง​จะ​เป็นอริสโตเติ้ล ​ที่จริงหลักปรัชญาของอริสโตเติ้ลในระดับศีลธรรมหรือจริยธรรมก็น่าศึกษา ​เพราะมีบางสิ่งบางอย่าง หลายสิ่งหลายอย่าง​ที่คล้าย​กับคำสอนของ​พระพุทธเจ้า ​แต่​ถ้าเราอ่านปรัชญาของอริสโตเติ้ล​ทั้งหมด ก็คง​จะเกิด​ความรู้สึกว่า​ หลายอย่าง​ที่ว่าไม่ใช่ หรือว่ามีหลายอย่าง​ที่คนปัจจุบันเชื่อไม่​ได้

ยกตัวอย่าง ในการเขียนเรื่อง​หลักการเมือง ปรัชญาการเมือง อริสโตเติ้ลบอกว่า คน​ที่เกิดในโลกนี้มีสองอย่าง หรือว่าสองประเภท ประเภทหนึ่ง​​คือก็​เป็นประเภทเจ้านาย เกิดแล้ว​​พร้อม​ที่​เป็นเจ้านาย อีกประเภทหนึ่ง​ก็​เป็นพวกทาส ​คือมีธรรมชาติอยู่​แล้ว​ว่า เกิดแล้ว​​ต้อง​เป็นทาส ดังนั้น​ สังคมของเรามีทาสไม่ใช่สิ่งผิดเลย​ มัน​เป็นสิ่ง​ที่ถูก​ต้องอยู่​แล้ว​ ​เพราะพวกนี้เกิดขึ้น​​เพื่อ​เป็นทาสของเจ้านาย​ทั้งหลาย นี่​คือ​ความคิดของนักปราชญ์​ที่เก่ง​ที่สุดของโลกตะวันตก

อีกคนหนึ่ง​ เวลา​ต่อมาหลายร้อยปี ​คือ เดคาร์ต เดคาร์ต​ซึ่งมีผลต่อสังคมตะวันตกกันมาก เดคาร์ต ถือว่า สัตว์เดรัจฉาน​ทั้งหลายไม่มีเวทนาไม่มี​ความรู้สึก ​ถ้าทรมานสัตว์ สัตว์ร้องไม่มี​ความหมาย ​ถ้าเราถือว่าสัตว์นี่เจ็บปวดแล้ว​ นั่น​เป็นแค่อุปาทานของเราเท่านั้น​เอง ​เพราะมี​แต่มนุษย์เท่านั้น​​ที่มีเวทนา

นี่ก็ตัวอย่างของนักปราชญ์ตะวันตกแค่สองคน ตัวอย่างมีมากกว่านี้ ​แต่ก็เปรียบเทียบ​กับคำสอนของ​พระพุทธเจ้า ใน​ความรู้สึกของอาตมา ไม่มี​ที่ไหน​ที่เรา​จะบอก​ได้ว่า เออ คำสอนนี้ล้าสมัยแล้ว​ คง​จะ​เป็น​ความคิดของคนสมัยนั้น​ในประเทศอินเดีย ​แต่คนสมัยนี้รับไม่​ได้ ​แต่บางคนก็ยังถืออย่างนั้น​อยู่​เหมือนกัน ถือว่า คำสอน​พระพุทธเจ้าเกี่ยว​กับเรื่อง​การเวียน ว่าย ตาย เกิด ​เป็นเรื่อง​​ความเชื่อถือของคนในสมัยนั้น​ ​พระพุทธเจ้าสอนตาม​ความเชื่อถือของคนอินเดีย​เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่

นี่อาตมาไม่เห็นด้วย ก็มีเหตุผลหลายประการ ประการ​ที่หนึ่ง​ก็​คือ ในเรื่อง​อื่น ​พระพุทธองค์กล้าคัดค้าน​ความคิดผิด หรือ​ความเชื่อผิดของคนอินเดีย กล้าหาญมาก​ที่​จะวิจารณ์ระบบชั้นวรรณะ ​ซึ่ง​เป็นหลักสำคัญของสังคมอินเดีย ของศาสนาพราหมณ์ ​พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า คนเราดีชั่วอยู่​​ที่การกระทำ ไม่ใช่ว่าเกิด​เป็นพราหมณ์เกิดในตระกูลพราหมณ์​จะ​เป็นคนดีทันที เกิดในครอบครัวยากจน​จะ​เป็นคนไม่ดี ท่านว่า​ความดีอยู่​​ที่การกระทำ เราฟังแล้ว​น่า​จะ​เป็นเรื่อง​สามัญสำนึก ​แต่ในสมัยก่อน ในประเทศอินเดีย นี่​เป็นคำพูด​ที่ขัด​กับ​ความเชื่อถือของคนทั่ว​ไปกันมาก ​เพราะฉะนั้น​ ​ถ้า​พระพุทธองค์มีนโยบาย​ที่​จะสอน​แต่เรื่อง​​ที่ไม่ขัด​กับศรัทธาของคนสมัยนั้น​ ทำไมท่านกล้าต่อต้านเรื่อง​ชั้นวรรณะ ทำไมกล้าต่อต้านเวียนว่ายตายเกิด คำตอบง่าย ๆ​ ก็​คือว่า ​พระพุทธองค์​ต้องเห็นเอง ​ต้องบรรลุแล้ว​

แล้ว​ในวัน​ที่ท่านตรัสรู้​ที่พุทธคยา ในยามแรก ​คือตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม ญาณ​ที่เกิดขึ้น​​คือ การระลึกชาติ​ได้ ​และการระลึกของ​พระพุทธองค์ไม่ใช่สองสามชาติ ท่านระลึกชาติ​เป็นแสน แสน ๆ​ ชาติ นี่พวก​ที่ไม่เห็นด้วย​กับเรื่อง​การเวียนว่ายตายเกิด ก็ถือว่า​เป็นเรื่อง​อัตตา เกิดเชื่อว่าชาติก่อนเคย​เป็นคนอย่างนั้น​ ตายแล้ว​เกิดมา​เป็นคนอย่างนี้ ก็​จะยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนผู้เวียนว่ายตายเกิด

​แต่ในประสบการณ์ของผู้​ที่เกิดญาณอย่างนี้ มันตรงกันข้าม ​เพราะ​เมื่อเราเห็นว่าเราเคยเกิดไม่รู้กี่แสนครั้งกี่ล้านครั้ง ​ความยึดมั่นถือมั่นในชาติปัจจุบันว่าเรา​เป็นคนชื่อนี้ ​เป็นคนนิสัยอย่างนี้ บุคลิกอย่างนี้มันก็ลดน้อยลง​ไปมาก ​ส่วนหนึ่ง​​ที่ทำให้จิตใจของ​พระองค์เจริญในธรรม

ยาม​ที่สองก็ตอนกลางคืน ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสอง ​พระพุทธองค์ก็เกิดญาณรู้ถึงเรื่อง​​ความจุติ​ความเกิดของสัตว์​ทั้งหลาย ​คือ ​ความระลึกชาติตัวเองเกิดขึ้น​ก่อน จากนั้น​ก็เกิดตาทิพย์เห็น​ความเกิด​ความตายของสัตว์​ทั้งหลายในภพภูมิต่าง ๆ​ ทำให้มี​ความเข้าใจแห่งหลักกรรมอย่างลึกซึ้ง ​เมื่อมียาม​ที่หนึ่ง​​ที่สอง ยามสุดท้ายของคืนนั้น​ ท่านเกิดญาณรู้​ความสิ้น​ไปแห่งอาสวะ ​คือกิเลส​ทั้งหลาย​ทั้งปวง

​ถ้าเราบอกว่า เรื่อง​การระลึกชาติ เรื่อง​ตาทิพย์ไม่ใช่เรื่อง​สำคัญ เรื่อง​สำคัญก็​คือการมีปัญญา ตัดกิเลส​ได้ ก็จริงอยู่​ ​แต่เรา​จะแยกออกจากกันไม่​ได้ ในการตรัสรู้ของ​พระพุทธเจ้า การ​ที่ระลึกชาติ​ได้ การ​ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกฎแห่งกรรม ถึงการเกิดการตายของสัตว์​ทั้งหลาย ​เป็นสิ่ง​ที่ทำให้​พระพุทธเจ้า​พร้อม​ที่​จะตรัสรู้ธรรมด้วยพลังของปัญญา

ดังนั้น​ เราจึงถือว่าคืนนั้น​​เป็นคืน​ที่สำคัญ​ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ​เพราะ​เป็นครั้ง​ที่มี​ใคร​สามารถดับกิเลสหรือว่าฆ่ากิเลส​ได้​ทั้งหมด แล้ว​​เมื่อ​พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว​ ท่านก็ทบทวนตั้งหลายวัน พยายามหาทาง​ที่​จะอธิบาย ​เพราะท่านรู้ว่า​จะยากแสนยาก จนมีอยู่​ช่วงหนึ่ง​​ที่คง​จะไม่ไหว คงไม่​สามารถ​จะอธิบายให้​ใครเข้าใจแล้ว​ มันยากเกิน​ไป ​แต่พรหมสามปติขอร้อง ยืนยันว่า ยังมีผู้มีกิเลสในตาน้อย มีกิเลสน้อย มี​ความ​สามารถพอ​ที่​จะเข้าใจ พอ​ที่​จะทำตาม​ได้ ​และ​พระสาวก​ทั้งหลายตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน​เป็นพยาน ​เป็นผู้พิสูจน์ว่า การตรัสรู้ธรรมนั้น​ ไม่ใช่ว่า​เป็นกรณีพิเศษ ​คือไม่จำ​เป็น​ต้อง​เป็น​พระพุทธเจ้าจึง​จะตรัสรู้​ได้

​พระพุทธองค์เคยยืนยันตั้งหลายครั้งว่า ​ความบริสุทธิ์ในจิตใจของ​พระอรหันต์​ทั้งหลาย ไม่แตกต่างเลย​​กับ​ความบริสุทธิ์ในจิตใจของ​พระอรหันต์ ​และ​พระพุทธเจ้าก็​เป็นอรหันต์องค์หนึ่ง​ ​เป็นอรหันต์องค์แรก ​แต่​ความแตกต่าง​จะอยู่​​ที่​ความ​สามารถในการสั่งสอน ไม่ใช่อยู่​ในสิ่ง​ที่ท่านเข้าถึง ​พระอรหันต์​ทั้งหลายก็เข้าถึงสิ่งเดียวกัน

การประพฤติปฏิบัติธรรมจึงไม่ขึ้น​​กับยุคสมัย ​เพราะ​เป็นเรื่อง​ของธรรมชาติของมนุษย์ ​และธรรมชาติของมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย ดังนั้น​ คำสอนของ​พระพุทธเจ้าใหม่อยู่​เสมอ

​แต่​เนื่องจากการเข้าถึงสิ่งสูงสุดนี้​ต้องการ​ใช้​ความพากเพียรพยายามมาก ​ต้อง​ใช้ปัญญามาก ก็​เป็นเรื่อง​ธรรมดาว่า คน​ส่วนมาก​จะรู้สึกท้อแท้ใจ หรือว่ารู้สึกว่า​ยังไม่​พร้อม แล้ว​ก็​เนื่องจากว่า ​จะ​ต้องศึกษาอย่างจริงจัง ปฏิบัติอย่างจริงจังจึง​จะเข้าใจหลักธรรม​ได้ถูก​ต้อง ​เป็นเหตุผลว่า คำสอนพุทธศาสนามัก​จะผิดเพี้ยนอยู่​เรื่อย ​โดยเฉพาะในสังคม​ที่ชนชั้นนำไม่ให้​ความสำคัญเท่า​ที่ควร อย่างเช่นเมืองไทยในสมัยปัจจุบันนี้

ดูคุณธรรม​ที่​พระพุทธเจ้าท่านยกย่องว่าสำคัญ​ที่สุดใน​การปฏิบัติธรรม ท่าน​จะเล่าถึงโยนิโสมนสิการ​เป็นประจำ คำนี้ก็​เป็นศัพท์บาลี​ที่ยาว​และยาก แปลง่าย ๆ​ ว่า ​ความคิดแยบคาย การรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดพิจารณา ​พระพุทธองค์สอนว่า สิ่ง​ทั้งหลาย​เป็น​ไปตามเหตุตามปัจจัย ฉะนั้น​ หน้า​ที่ของเรา​เมื่อเกิดปัญหาอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ให้เราทำ​ความเข้าใจในตัวปัญหาก่อน ​เมื่อเข้าใจในตัวปัญหา แสวงหาสาเหตุของปัญหา แล้ว​ก็ตั้งเป้าหมาย​ที่ดับปัญหาอย่างชัดเจน แล้ว​ก็ดำเนิน​ไปตามหนทางสู่​ความดับปัญหานั้น​

นี่หลักอริยสัจสี่ ​ซึ่งเรา​ต้อง​ใช้ในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่ด้านธรรมดาในชีวิตประจำวัน จนถึงด้านลึกซึ้งในด้านจิตใจ การ​ที่​ต้อง​ใช้การวิเคราะห์​ทั้งด้านนอก​ทั้งด้านใน ศึกษาเรื่อง​เหตุปัจจัยให้รู้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร​ เหตุปัจจัยอะไร​บ้าง​ที่เราแก้ไม่​ได้​ต้องปล่อยวาง เหตุปัจจัยอะไร​บ้าง​ที่เราพอ​จะเข้า​ไปแก้ไข​ได้ ​และในบรรดาเหตุปัจจัยต่าง ๆ​ ​ที่เราแก้​ได้ ควร​จะแก้​ที่ไหนก่อน แก้​ที่ไหนล่ะ นี่จัดลำดับการแก้ปัญหา นี่​คือเรื่อง​​ที่ท่านสอนย้ำเหลือเกิน ท่านสอน​แต่เรื่อง​นี้​เป็นประจำตลอดสี่สิบห้าปี

​แต่ทำไมในสังคมพุทธของเรา คำวิพากษ์วิจารณ์​ที่เรา​ได้ยินบ่อย​ที่สุด ​คือ เด็กนักเรียนไม่ค่อยมี​ความคิดของตัวเอง มัน​เป็น​ไป​ได้อย่างไรในสังคมพุทธ ​เมื่อเราว่า จุดอ่อน​ที่สุดของเรากลาย​เป็นจุดเด่นของพุทธศาสนา ทำไมมันตรงกันข้าม​กับสิ่ง​ที่น่า​จะ​เป็น​ไป​ได้ ทีนี้เราบางทีก็มองว่า การสอนให้เด็กท่องจำเฉย ๆ​ ​เป็นแบบของไทย ทางฝรั่งสอนให้เด็กคิด มี​ความคิดสร้างสรรค์อะไร​

​แต่​ต้องถามว่า ระบบนี้ ระบบ​ที่ว่าท่องจำเฉย ๆ​ มาจากไหน ​ถ้าไม่​ได้มาจากเมืองนอก ​แต่มาจากเมืองนอกยุคโน้น ​แต่ระบบเดิมของเราน่า​จะ​เป็นระบบพุทธ ​ที่สอนให้ทำจิตใจให้​เป็นกลาง ไม่ลำเอียง พอโลภ พอโกรธ พอหลง พอกลัว รู้จักวิเคราะห์ปัญหา​โดยไม่มี​ความยินดียินร้าย ​ซึ่ง​จะสิ่ง​ที่ทำให้การรับรู้การตัดสินผิดเพี้ยน​ไป ให้เรารู้จักวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ​ อย่าหวังพึ่งสิ่งภายนอก อย่า​ไปอ้อนวอนให้​ใครมาช่วย ​แต่รู้จักช่วยตนเอง ​พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราพัฒนาตัวเองจากคน​ที่​ต้องพึ่งอาจารย์ พึ่งคนอื่น ให้​เป็นผู้​ที่ช่วยตัวเอง​ได้มากขึ้น​มากขึ้น​

เราถือว่า ​ความ​สามารถช่วยตัวเอง พึ่งตนเอง รับผิดชอบ แก้ปัญหาของตัวเอง​ได้ นั่น​คือเครื่องวัด​ความเจริญในธรรม หรือว่าเข้าใจพุทธศาสนา​ได้มากขึ้น​ คำสอน​พระพุทธเจ้านี่​เป็นระบบ​ที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต ด้านร่างกาย ด้าน​การปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม ด้าน​การปฏิบัติต่อสังคม ด้าน​การปฏิบัติด้านจิตใจ ด้านปัญญา ท่านก็สอน

อริยมรรคแปด ​เป็นคำสอน ​เป็นอาวุธ​ที่​ต้อง​ใช้ในการสู้​กับกิเลส มรรคแปด เรียกว่า ​เป็นเอ็มแปด ​เป็นอาวุธสงคราม​ที่​ต้อง​ใช้ใน​พระพุทธศาสนา ไม่​ต้อง​ใช้เอ็มสิบหก ​ใช้เอ็มแปดก็​ได้ผลแล้ว​ เรียกว่า มีมรรคแปด​สามารถชนะเกิเลส​ได้​ทั้งปวง ​แต่​ถ้าเราไม่​ใช้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่รู้จัก​ใช้มันก็ไม่เกิดประโยชน์

นี่​พระพุทธองค์บังเกิดในโลก​เพื่อประโยชน์​เพื่อ​ความสุขแก่พวกเรา​ทั้งหลาย ​แต่​เมื่อท่านประทานยารักษาโรค ​แต่​ถ้าเราไม่ทาน เรา​จะ​ไปโทษท่านก็ไม่ถูก เรามีวิธีเรามี​ความ​สามารถ ​และ​เขาก็ขอให้เราสังเกตตัวเองแล้ว​กันว่า เราทุกคนก็คง​จะเคยมีกิเลส เคยมีนิสัยเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง​ ​ซึ่งพยายามละเท่าไรก็ละไม่​ได้ ตอนหลังละ​ได้ มีไหม อย่างเช่น เคยสูบบุหรี่ ตอนหลังก็เลิก​ได้ ก็เคยมีนิสัยชอบนินทา​เพื่อนลับหลังตอนหลังก็รู้สึกว่า​ไม่ดี ก็เลิก​ได้ หรือทำน้อยลง​ไปมาก

เรื่อง​ธรรมดา ๆ​ ในชีวิตนี้​เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เรา​สามารถละสิ่ง​ที่ไม่ดี​ได้ ​ถ้าเราเคยติดยาเสพติด เคยสูบบุหรี่ เคยมีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง​ ​แต่ตอนหลังเราเลิก​ได้ เลิก​ได้​เพราะอะไร​ เลิก​ได้​เพราะเทวดาไหม เลิก​ได้​เพราะดวงไหม เลิก​ได้​เพราะ​พระผู้​เป็นเจ้าไหม หรือเลิก​ได้​เพราะเห็นโทษ แล้ว​ก็ตั้งอกตั้งใจ เกิด​กำลังใจ​ที่สู้​ได้ ชนะ​ได้

​และสิ่ง​ที่ดีหลายสิ่งหลายอย่าง​ที่​แต่ก่อนไม่เคยคิดว่าทำ​ได้ อาจ​เป็นการตื่น​แต่เช้า​ สวดมนต์ ทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือการถือศีลแปด​เป็นครั้งคราว อะไร​ก็แล้ว​​แต่ บางสิ่งบางอย่าง​ที่แค่สองสามปี หรือห้าปีไม่เคยคิดว่า ในชีวิตของเรา​จะทำ​ได้ ​แต่ทำไมทุกวันนี้เราทำ​ได้ ​ที่ทำ​ได้​เพราะอะไร​ ​เพราะเทวดาช่วยไหม ​เพราะดวงไหม ​เพราะ​พระผู้​เป็นเจ้าไหม ​เพราะเราไม่ใช่หรือ ชีวิตเราเจริญ ชีวิตเราเสื่อม ​เพราะคุณธรรม​ที่เราสร้างขึ้น​มาเอง ​แต่​ต้องยอมรับว่า ในเบื้องต้นเรา​ต้องอาศัย​เพื่อนช่วย ​และ​ต้อง​เป็น​เพื่อน​ที่สนับสนุนสิ่ง​ที่ดีในคนอื่น

คนเรา​แต่ละคนมีกิเลส เรา​ต้องรับรู้หลักธรรมชาติว่ามัน​เป็นอย่างนี้ ​แต่เห็นกิเลสของคนอื่น เราไม่​ต้อง​ไปเพ่งโทษมาก ถือว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​แต่เราสนับสนุนในสิ่ง​ที่ดีของ​เขา มัน​จะ​ได้ผลมากกว่าการ​ที่​จะเพ่งโทษในสิ่ง​ที่ไม่ดี ตัวเองก็เหมือนกัน เราเห็นกิเลสต่าง ๆ​ เรา​ต้องฉลาด แล้ว​มัน​จะหายจากจิตใจของเรา​ได้​เพราะปัญญา ไม่ใช่ว่า ทำไมกิเลสตัวนี้มันละยากเหลือเกิน

กิเลสหรือ​ความทุกข์​ที่เกิดขึ้น​​เป็นอาการ เรา​ต้องถามตัวเองว่า เรา​ได้อะไร​จากกิเลสนี้ เราจึงละไม่​ได้ มัน​ต้องมีอะไร​สักอย่าง สรุปว่า ​ต้อง​ได้​ความสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง​จากนิสัยเสีย หรือกิเลสตัวนี้ เราจึงเลิกไม่​ได้ ​เมื่อเราพิจารณาเห็นว่า ​ความทุกข์​ที่เกิดขึ้น​มากกว่า​ความสุข ​ความสุขไม่คุ้มค่า เราเลือก​ที่​จะ​ได้ชนะแล้ว​ ​พระพุทธองค์สั่งสอนให้เราเห็น​ความสำคัญของจิตใจ ให้เรามีปัญญาในเรื่อง​ของจิต

สมัยนี้ มีปัญหาทางจิตก็​จะ​ใช้เทคโนโลยีมากกว่า ​ใช้ยารักษามากกว่า​ที่​จะแก้​ที่เหตุ ​แต่ตอนหลังก็เริ่ม​จะเห็นโทษของ​การปฏิบัติอย่างนี้

ทุกวันนี้ ระบบจิตบำบัดมีมากมาย​เหลือเกิน แล้ว​ก็มีหลายสาขา​ที่​ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา​ที่​กำลังมีชื่อมากในตะวันตกเรียกว่า การรักษาจิตบำบัดแบบคอกนิทีฟ Cognitive therapy คอกนิทีฟ แปลว่า การรับรู้ ​ซึ่งมีทฤษฎีว่า คนเรา​จะมีปัญหาทางจิตใจ​เพราะ​ความคิดผิด แนว​ความคิดการมองตัวเอง แล้ว​​ถ้าแก้​ที่มุมมอง แก้​ที่ทัศนะ ท่าทีต่อชีวิตของตนเอง มันก็​จะ​ได้ผล นี่ก็​ได้จากพุทธศาสนาอย่างชัดเจน

เร็ว ๆ​ นี้มีการประกาศผล ​เขาเปรียบเทียบ​ระหว่างคน​เป็นโรคซึมเศร้า ​ระหว่างผู้​ที่ทานยาพวกโปรแซ็คพวกอะไร​ต่าง ๆ​ ​กับพวก​ที่​ไปรักษาจิตบำบัดคอกนิทีฟอย่างนี้ ปรากฎว่า ภายในหนึ่ง​ปี คน​ที่ทานยาแล้ว​หาย กลับมา​เป็นอีกตั้งเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ​แต่คน​ที่รักษาแบบนี้​เป็นอีกแค่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ​ได้ผลมากกว่า ​เพราะการทานยาก็ไม่แก้ไข​ที่​ความคิดผิด เพียง​แต่ว่าทำให้​ได้พักผ่อนเสียบ้าง หรือทำให้เปลี่ยนการมองสิ่งต่าง ๆ​ ในแง่ร้าย​ได้บ้าง ​แต่การแก้​ที่ตัว​ความคิดผิด​จะ​ได้ผลมากกว่า

นี่ในทางพุทธศาสนา​จะเห็นว่ามีคำสอน​ที่วิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์อย่างลึกซึ้งมาก ​พระพุทธเจ้าท่าน​เป็นอัจฉริยบุคคลจริง ๆ​ ​คือ เห็น​ความเข้าใจอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ​และ​ที่อื่นไม่เคยมี ยกตัวอย่าง​ที่เพิ่งนึก​ได้ ทำไมกามราคะ​จึงสูง ทำไมผู้ชายจึงหมกมุ่น​แต่เรื่อง​ผู้หญิงมากเหลือเกิน ทำไมผู้หญิงจึงหมกมุ่นเรื่อง​ผู้ชายมากเหลือเกิน

​พระพุทธองค์ทรงวิเคราะห์ว่า หากผู้หญิงสนใจชอบคิดชอบหมกมุ่นในเรื่อง​​ความ​เป็นผู้หญิงของตนเอง ​จะรู้สึกว่า​ ​ความ​เป็นผู้ชายของผู้ชาย​จะน่าสนใจมาก ​คือ​จะดึงดูดมาก ​คือการ​ที่รู้สึก​ความ​เป็นผู้ชายของผู้ชายนี้น่าดึงดูด​เพราะหมกมุ่นใน​ความ​เป็นผู้หญิงของตนเอง ผู้ชาย​ที่หลงในการ​เป็นผู้ชายของตัวเอง ​จะรู้สึก​ความ​เป็นผู้หญิงของผู้หญิงดึงดูดมากเหลือเกิน อันนี้ก็​เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาของ​พระพุทธเจ้า​ที่ลึกซึ้ง​ที่ชวนคิด​ที่ให้เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง

เช่น การวิเคราะห์เรื่อง​จริยธรรม ​พระพุทธองค์ก็มี​เป็นข้อ ๆ​ ให้เราคิด อย่างเช่น​ที่เคยสอนอยู่​เรื่อย ๆ​ เรื่อง​สุภาษิต การพูด​ที่ดี ไม่​ได้สอน​แต่ว่าพูดดี ๆ​ นะ ​พระพุทธเจ้าบอกว่า การพูด​ที่ดี​ต้องพูด​แต่เรื่อง​​ที่​เป็นจริง สองสิ่ง​ที่​เป็นประโยชน์​แต่ผู้ฟัง สามถูกกาลเทศะ สี่พูดด้วย​ความหวังดี สี่พูดอย่างสุภาพอ่อนโยน มันลึกซึ้งใช่ไหม ​ต้องดู​แต่ละข้อ

ท่านวิเคราะห์ว่าตัณหามันมีโทษต่อเราอย่างไร ​เพราะว่าตัณหาทำให้เกิดการแสวงหา การแสวงหาก็​คือ​ได้ ​ได้แล้ว​ก็เกิด​ความชอบ ​ความรักในสิ่ง​ที่​ได้ ทำให้เกิด​ความฝังใจ ยึดมั่นถือมั่นว่า​เป็นเรา​เป็นของเรา มีการกำหนดว่านี่​คือของเรา ​ความรู้สึกเข้มข้นขึ้น​ เกิดมี​ความหวงแหน เกิด​ความตระหนี่ เกิด​ความปกป้อง สุดท้าย​คือก็เกิดการรบราฆ่าฟันกัน ​คือ​พระพุทธองค์ท่านพิจารณาปัญหาทางสังคม ด้วยดูเหตุปัจจัยต่าง ๆ​ ​ที่เกิดจากจิตใจของมนุษย์ ท่านพิจารณาจากภายใน​ไปหาภายนอก จากภายนอก​ไปหาภายใน เห็น​ความสำคัญอาศัยกัน

​พระพุทธองค์ไม่​ได้สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่​​ที่จิตนะ ท่านบอกว่าจิตนี้สำคัญมาก ​แต่สิ่งแวดล้อมก็มี​ความสำคัญมากด้วย อย่างเช่นเราบอก ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่​​ที่จิตนะ เราไม่​ต้อง​ไปสนใจเรื่อง​สังคมเรื่อง​การเมือง ก็พูด​ได้ ​แต่​ถ้าเราอยู่​ในบ้านในเมือง​ที่อาชญากรรมสูง ออก​ไปหน้าบ้านอาจ​จะถูกผู้ร้ายทำร้ายตัว หรือว่าขโมยของ​ไป หรือว่ามีคนปล้นบ้านอยู่​เรื่อย ๆ​ อยู่​ในบ้านแล้ว​เราก็รู้ว่าไม่​ต้อง​ไปสนใจ ​แต่ว่าเราเครียด ​ได้ออก​ไปนอกบ้าน ไม่กลับตรงตามเวลาก็เครียด กลัวอยู่​ตลอดเวลาว่าเด็กลูกของเรา​จะติดยาเสพติด ใช่ไหม พูด​ได้ เออ ไม่​ต้อง​ไปคิดหรอก ไม่​ต้อง​ไปคิดปรุง​แต่งอะไร​มาก อะไร​​จะเกิดให้มันก็เกิด เราก็ทำจิตใจเราให้สบาย

​พระพุทธเจ้าไม่​ได้สอนอย่างนั้น​ ท่านสอน​พระธรรม​พระวินัยว่า​ต้องสร้างควบคู่กัน ​พร้อมกัน เรา​ต้องการเจริญในธรรม เรา​ต้องสร้างชุมชน​ที่เอื้ออำนวยต่อการเข้าถึงธรรม ​ต้องสร้างชุมชนสร้างสังคม​ที่มี​ความรู้สึกว่า​ คนทำดี​ได้ดี คนทำชั่ว​ได้ชั่ว สร้างสังคม​ที่มีสัมมาทิษฐิ ​ที่เชื่อมั่นว่าชีวิตของเราเจริญก็เจริญด้วยคุณธรรม

​และคุณธรรมต่าง ๆ​ ​เป็นสิ่ง​ที่มนุษย์ทุกคน​สามารถสร้างขึ้น​มา​ได้ ​ที่เราเชื่อมั่น​ได้​เพราะมี​พระพุทธองค์​เป็นผู้พิสูจน์ พราะมี​พระอาริยสาวก ​เป็นผู้พิสูจน์​เป็นพยาน ​และจากตัวเราเอง จากการ​ที่เราเคยละบางสิ่งบางอย่าง​ที่ไม่ดี แล้ว​​ที่เรา​ได้บำเพ็ญบางสิ่งบางอย่าง​ที่ดี ถึงไม่ถึงขั้นอริยมรรคอริยผลก็ดี ​เป็นการ​ไปสู่ขีดศักยภาพของเรา เพียง​แต่ว่าทำให้มากขึ้น​มากขึ้น​

​พระพุทธองค์ตรัสว่า ก่อนตรัสรู้ท่านอาศัยคุณธรรมสองข้อ ข้อ​ที่หนึ่ง​ ​ความพากเพียรพยายาม ​ที่ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค ข้อ​ที่สอง ​ความไม่สันโดษไม่พอใจ​กับคุณธรรม​ที่ท่าน​ได้แล้ว​ ​คือ​ได้แล้ว​​แต่ยังไม่หยุด ไม่พอใจว่า ​ได้แล้ว​พอแล้ว​ ​แต่ทำให้ดีขึ้น​เรื่อย ๆ​ ท่านจึงสอนเราเสมอว่า อย่าประมาท ก่อน​ที่​พระพุทธองค์​จะปรินิพพาน ท่านย้ำธรรมะข้อไหน ท่านย้ำเรื่อง​ไม่ประมาท สิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้​ใครในโลกนี้​ที่เรา​จะไว้ใจ​ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเกิดก็เกิดคนเดียว แก่ก็แก่คนเดียว เจ็บก็เจ็บคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว การ​ที่เรา​จะพ้นทุกข์ เรา​ต้องพ้นด้วย​ความพากเพียรพยายามของตัวเอง ไม่มี​ใครช่วยเรา​ได้ เหมือนการว่ายน้ำ อาจารย์​สามารถสอนวิธีว่ายน้ำ ​แต่เรา​จะว่าย​ได้หรือว่ายไม่​ได้ มันอยู่​​ที่เรา ไม่มีเทวดา​ที่ไหน​ที่​จะช่วย​ได้ในเราขณะ​ที่เราลงน้ำ มันอยู่​​ที่ว่าเรากล้าไหม เราจำคำสอน​ได้ไหม เราทำตาม​ได้ไหม ก็แค่นั้น​เอง

เราทุกคน​ต้องพยายามศึกษาพยายามปฏิบัติตามสิ่ง​ที่​พระพุทธองค์ท่านสอน เรียกว่านี่​คือการไม่ประทุษร้าย​พระตถาคต ​ใครฟังคำสอนของ​พระพุทธเจ้าแล้ว​ฝืนไม่ทำตามเรียกว่า​เป็นผู้ประทุษร้าย​พระตถาคต ผู้​ที่ฟังแล้ว​พยายามทำตามเต็ม​ความ​สามารถ ​เป็นผู้​ที่มีเมตตาต่อ​พระพุทธองค์ ​เป็นผู้​ที่มี​ความกตัญญูกตเวทีต่อ​พระพุทธองค์ ​เป็นผู้​ที่ไม่ประทุษร้าย​พระพุทธองค์

​เพราะฉะนั้น​ พวกเรา​ทั้งหลายถือว่ามีบุญ มีบุญ​ที่ว่าเราเกิดในประเทศ​ที่ยังนับถือพุทธศาสนา ​เป็นศาสนาประจำชาติ โอกาส​ที่​จะศึกษา โอกาส​ที่​จะปฏิบัติก็มีพอสมควร เรา​จะบ่นว่าไม่เหมือนสมัยก่อน ทุกวันนี้มี​แต่การแข่งดี ไม่​ต้องพูดไม่​ต้องคิด ถึง​แม้ว่ามีอุปสรรคก็ไม่มีอุปสรรคอันใด​ที่​จะทำให้เราปฏิบัติธรรมไม่​ได้ ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนมีจริงหรืออุปสรรค​ที่​จะทำให้เราละบาปไม่​ได้ มีอุปสรรคบังคับไม่ให้ทำ​ความดี จริงหรือ ไม่มีหรอก อาตมาว่าไม่มี

งั้นเรา​เอา​พระพุทธองค์​เป็นแบบอย่าง เราก็เจริญด้วยบารมีธรรมตลอดเวลา ยินดีในการให้ทาน ตั้งมั่นในศีลธรรม ​เป็นผู้รู้จักเสียสละใน​ความสนุกสนาน​ที่เกินขอบเขต เกิน​พอดี หรือ​ที่ทำให้จิตใจเราว้าวุ่นขุ่นมัว รู้จัก​ใช้ปัญญาแก้ปัญหา ไม่ใช่​ใช้อารมณ์ ​เป็นผู้​ที่มี​ความอดทน อดกลั้น ​เป็นผู้มี​ความเพียรพยายามในสิ่ง​ที่สมควร ไม่หวังพึ่งคนอื่นจนเกิน​ไป หรือสิ่งอื่นจนเกิน​ไป มีสัจ​จะ ​ความจริงใจ​กับตนเอง ​ความจริงใจ​กับ​พระศาสนาของเรา มีการอธิษฐานบังคับให้จิตใจทำในสิ่ง​ที่เหมาะสมไม่เหลือวิสัย มี​ความเมตตา​ที่ไม่มีการเลือก​ที่รักมัก​ที่ชัง ​ความเมตตาปรานีต่อสรรพสัตว์​ทั้งหลายอย่างไม่มี​ที่สุด อันนี้ก็​เป็นคุณธรรมอันเลิศ อันประเสริฐ

​และมีอุเบกขา พยายามช่วยสังคม ช่วยคนอื่นเท่า​ที่​จะช่วย​ได้ ​แต่ใน​เมื่อเราช่วยไม่​ได้ เรา​ต้องทำใจให้​เป็นกลาง รู้จัก​ความ​เป็นกลางของจิตใจ อยู่​ในโลกธรรม มีสรรเสริญบ้าง นินทาบ้าง สรรเสริญเกินเหตุก็มี นินทาเกินเหตุก็มี การใส่ร้ายก็มี มีทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ของใหม่เพิ่ง​จะเกิด​กับเราคนเดียว มีทุกคนมีทุกยุคทุกสมัย สรรเสริญมี​ที่ไหน นินทาอยู่​​ที่นั่น สุขอยู่​​ที่ไหน ทุกข์อยู่​​ที่นั่น เจริญ​ที่ไหน เสื่อมอยู่​​ที่นั่น เราก็รู้เท่าทัน นี่ก็โลกธรรม

วางใจให้​เป็นกลาง ​ความรู้สึก​เป็นกลางแล้ว​ไม่ใช่ว่าเฉย ๆ​ ว่า ​แต่​เมื่อรู้สึก​เป็นกลาง ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย สิ่ง​ที่ควรไม่ควรก็​จะปรากฏ ​ถ้าจิตใจเรายังวุ่นวายคิดอะไร​ไม่ออก ทำจิตใจให้​เป็นกลาง เออ ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา พอเรายอมรับว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดา จิตใจเย็นลง โอ ควร​จะแก้ไขอย่างนั้น​ หรือว่าควร​จะทำอย่างนี้หรือไม่ควร

ปัญญาเกิดขึ้น​​เมื่อจิตใจอยู่​ในภาวะปกติ ภาวะปกติ​จะเกิดขึ้น​จากการพิจารณาให้เห็นตาม​ความ​เป็นจริง ผู้มีสติ​สามารถดำรง​ความรู้ ​ความตื่น ​ความเบิกบาน ในปัจจุบัน ​จะ​เป็นผู้​เป็น​ที่พึ่งของตนเอง​ได้ ​จะ​เป็นผู้บูชา​พระพุทธ ​พระธรรม ​พระสงฆ์ ด้วยการประพฤติปฏิบัติ​ได้ทุกเวลา

ขอให้เรา​ทั้งหลายตั้งอกตั้งใจ วันนี้วันวิสาขบูชา พยายามระลึกถึง​พระพุทธคุณให้มาก แล้ว​ก็คำสั่งสอนของ​พระพุทธเจ้าข้อใดข้อหนึ่ง​​ที่เราประทับใจ ก็พยายามทำตามข้อนั้น​ให้มาก​ที่สุด​ที่เราทำ​ได้ วันนี้​เป็นวัน​ที่​พระองค์ตรัสรู้ด้วยการฝึกจิตในขั้นละเอียด ดังนั้น​ วันนี้ก็​เป็นเวลาในการทำสมาธิภาวนาให้จิตใจเรา​ได้สงบระงับบ้าง

วันปรินิพพานก็​เป็นวัน​ที่​พระพุทธองค์ย้ำเรื่อง​​ความไม่ประมาท ดังนั้น​ ก็ทบทวนชีวิตของตนเอง ทุกวันนี้เราประมาทในเรื่อง​อะไร​บ้าง ควร​จะตั้งอกตั้งใจใหม่​ได้ไหม ให้ทบทวน เราทุกคน​สามารถ เราทุกคนมีศักยภาพพอ

วันนี้อาตมาก็​ได้ให้ข้อคิดบ้างเล็กน้อยในการ​ที่ญาติโยม​ได้มาร่วมในวันวิสาขบูชา คง​จะพอสมควรแก่เวลาเพียงแค่นี้ เอวังฯ

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1041 Article's Rate 13 votes
ชื่อเรื่อง ธรรมะเอ็มแปด (คำเทศน์โดย ชยสาโรภิกขุ)
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ประกายธรรมนำทาง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๔๕๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5185 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 22 มิ.ย. 2548, 03.25 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น