นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ทางเลือกใหม่
ชาร ทิคัมพร
......​​.พ่อยื่นกุญแจรถให้​​เขา​​โดยดี หน้าพ่อเรียบเฉย​​แต่แววตานั้น​​เศร้า ​​เขาเห็นแม่แอบยืนปาดน้ำตาอยู่​​ข้างหน้าต่าง​​เมื่อรถคันแรกของครอบครัวถูกขับออก​​ไปจากบ้าน...​​...
คลิกดูภาพขยาย
งิ้วหลวงต้นใหญ่ข้างบ้านออกดอกสีแดงเข้มบานสะพรั่ง นกน้อยใหญ่ พากันมารุมอยู่​บนงิ้วใหญ่ต้นนี้ตั้งแต่เช้า​ตรู่ บางพวกกินน้ำหวานจากเกสร ​แต่บางพวกคอยกินแมลง​ที่มาตอมเกสรนั้น​ ลมหนาวปลายฤดูยังพัดเย็นเยียบ มัน​เป็นอย่างนี้ทุกๆ​ปีนานมาแล้ว​ตั้งแต่บุญมายังเด็ก

งิ้วหลวงต้นนั้น​สูงใหญ่ ดูสง่างามมากขึ้น​เรื่อยๆ​ตามอายุของมัน ​แต่สำหรับ​เขามันตรงกันข้าม​เพราะจนบัดนี้ ถึงอายุ​จะย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์แล้ว​ ก็ยังไม่มีอะไร​เปลี่ยนแปลงดีขึ้น​ ​ทั้งตัวเอง​และครอบครัว นอกจาก​ความขัดสน​ที่เพิ่มขึ้น​ วันนี้แม่​ต้องขอดข้าวสารจากก้นถังมาหุง​เป็นอาหารเช้า​ ​และ​ถ้าไม่มีข้าวสารมาเติม มันก็​จะ​เป็นข้าวมื้อสุดท้ายของบ้าน

​เมื่อสองปีก่อนพ่อ​กับ​เขา​ซึ่ง​เป็น​กำลังหลักของบ้าน ตกลงใจ​ที่​จะเลิกทำนา​เพราะข้าวราคาไม่ดีติดกันหลายปีมาแล้ว​ บุญมายังจำคำพูดของพ่อ​ได้ดี

"ข้าว่าลองทำอย่างอื่นบ้างเถิด นาก็ทำมา​แต่เกิดแล้ว​ ผู้ใหญ่สม​เขาว่าตอนนี้มีเ​ถ้าแก่รับซื้อผักหลายเจ้า​ต้องการกะหล่ำปลีส่งลง​ไปใต้ไม่มีอั้น" แล้ว​พ่อก็บอกต่อ​ไปอีกว่า​เขาประกันราคารับซื้อด้วย ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์​เขาก็ออกให้ก่อน คนแถวนี้เริ่มทำกันหลายรายแล้ว​ พ่อว่าแบ่ง​ที่ไว้ทำนาให้พอ​ได้ข้าวกิน นอกนั้น​ปลูกกะหล่ำให้หมด

"เรา​จะ​ได้รวยกันเสียบ้าง" พ่อตั้ง​ความหวัง​เอาไว้...​

แล้ว​พ่อ​กับ​เขา​และแม่ก็เริ่มต้นปลูกกะหล่ำปลี​เป็นหลัก​แต่นั้น​มา น้องชายคนเล็กช่วย​ได้เพียงนิดหน่อย​​เพราะยังเรียนอยู่​

ปีแรกผ่าน​ไป ทุกอย่าง​เป็น​ไปตาม​ที่เ​ถ้าแก่บอก พ่อขายกะหล่ำ​ได้ในราคาประกัน ​และ​ได้เงินอย่าง​เป็นกอบ​เป็นกำ ด้วยดินยังใหม่โรคยังน้อย ​เมื่อหักค่าของ​ที่เบิกมาก่อนจากเ​ถ้าแก่แล้ว​ ครอบครัว​เขามีเงินเหลือมากกว่าทุกปี​ที่เคยทำนา แถมยังมีข้าว​ที่ปลูก​เอาไว้กินเองไม่​ต้องซื้อ​เขาอีก นอกจากนี้พ่อยังมีเงินเหลือพอ​ไปซื้อมอเตอร์ไซค์เก่าจากกาดงัว​ได้คันหนึ่ง​ ​เอามาไว้​ใช้สอยด้วย

พอเริ่มฤดูใหม่ พ่อบอกว่าปี​ที่แล้ว​เราปลูกกะหล่ำแค่สี่ไร่ยัง​ได้เงินเท่านี้ ​ถ้าปลูกให้เต็มหมด​ทั้ง​ที่เลย​ไม่​ต้องทำนาอีก มัน​ต้อง​ได้เงินมากกว่านี้อีกสามสี่เท่า คนแถวนี้​เขาขยาย​ที่ปลูกกัน​ทั้งนั้น​ ​จะ​ได้มีเงินมากกว่าปี​ที่แล้ว​ พ่อเองก็อยาก​จะซ่อมหลังคาบ้านใหม่ แม่อยากต่อครัวออก​ไปอีกนิด ​และน้องชายคนเล็กก็อยากเรียนต่อชั้น ป.ว.ช.

"ปีนี้เรา​จะเลิกทำนา ​ใช้​ที่ปลูกกะหล่ำให้หมด ​ถ้าไม่พอก็เช่านาข้างๆ​​เขาปลูกกะหล่ำเพิ่ม" แล้ว​น้องชายคนเล็ก​ที่อยาก​จะเรียนต่อ ป.ว.ช.ก็​ต้องหยุดเรียน แค่นี้ก่อน

"มาช่วยพ่อปลูกกะหล่ำสักสักปี แล้ว​พ่อ​จะส่งเอ็งเรียนมหาลัย เอ็งอยากเรียนวิศวะไม่ใช่หรือ ! " พ่อพูดเหมือน​กับสัญญา​กับน้องชายวัยสิบหกของบุญมา

จริงอย่าง​ที่พ่อว่า ​ใครๆ​ก็ปลูกกะหล่ำปลี ท้องทุ่ง​ที่เคยเขียวขจีด้วยต้นข้าวในหน้าฝน ​และ​จะกลาย​เป็นสีทอง​เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวไม่มีให้เห็นอีกแล้ว​ ​ที่นาทุกแห่งในหมู่บ้านนี้กลาย​เป็นไร่กะหล่ำปลี​ไปหมดสิ้น...​

จากริมลำเหมืองใหญ่เข้า​ไปจนจรดตีนดอย​ที่ไกลสุดตา มี​แต่ไร่กะหล่ำปลี ​แม้​แต่บนดอยพวกชาว​เขาก็พากันปลูกกะหล่ำปลี ผู้ใหญ่สมประกาศ​กับบรรดาลูกบ้านทางหอกระจายข่าวของหมู่บ้านว่า "กะหล่ำปลี​คือทางเลือกใหม่ของเกษตรกร"

การขยายเนื้อ​ที่ปลูกกะหล่ำออก​ไปอีกสามเท่านั้น​เกิน​กำลัง​ที่​จะทำกันเอง​ได้ด้วยแรงงานในครอบครัว ​แต่พ่อก็หาทางออก​ได้ไม่ยาก

" ​ถ้าเราทำไม่ทันจ้าง​เขามาช่วยก็​ได้ ลูกเอ๋ย ! แถวนี้​เขาก็จ้างคนช่วยกันแล้ว​ คนจาก​ที่อื่นมาหางานทำเยอะแยะ" พ่อบอก​และพ่อก็บอกต่อ​ไปอีกว่า ผู้ใหญ่สมว่า​ใคร​ต้องการเงินทุนให้​เอาโฉนด​ไปเข้าธนาคารไว้ แล้ว​ก็​เอาเงินมา​ได้เลย​

"ข้า​จะ​เอา​ที่เราเข้าธนาคารมาทำทุน" พ่อประกาศนโยบายการลงทุนใหม่ของครอบครัว

จริงอย่างพ่อว่า แรงงานจาก​ที่อื่นหลั่งไหลเข้า​ไปในทุกตำบล​และทุกหมู่บ้านของหลายอำเภอแถบนี้ ​ทั้งคนจากภาคอิสาน คนไทยใหญ่จากฝั่งพม่า รวม​ทั้งคนในจังหวัดใกล้เคียง​ที่อยากมีงานทำ ​แม้​แต่คนม้งบนดอยก็ยังจ้างพวกกะเหรี่ยงจากชายแดนมาช่วยปลูกกะหล่ำปลี

ตั้งแต่ตีนดอยยันยอดดอย ​ที่ไหนมีน้ำ​ที่นั่น​จะ​ต้องมีไร่กะหล่ำปลี บนดอยสูงดอกฝิ่นหาย​ไป...​มันถูกแทน​ที่ด้วยกะหล่ำปลี ! ชาวบ้านหลายคนออกรถกระบะเตรียมไว้บรรทุกกะหล่ำปลี "ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร" ​เพื่อส่งตลาด...​. พวกม้งลงจากดอยมาขอแคตตาล็อครถกระบะจากเอเย็นต์ขายในเมืองด้วย
เศรษฐกิจในจังหวัดเฟื่องฟู เซลส์แมนขายรถกะบะ​กับรถมอเตอร์ไซค์ผูกเน็คไทเดินขวักไขว่เข้าออกอยู่​ทุกหมู่บ้าน ร้านขายปุ๋ยขายยาฆ่าแมลงผุดขึ้น​ดังดอกเห็ดในต้นฤดูฝน ซื้อสดราคาหนึ่ง​ ซื้อเชื่ออีกราคาหนึ่ง​ มัน​เป็นการค้าแบบเสรี !

บุญมายังจำวันนั้น​​ได้ดี วัน​ที่​เขา​กับพ่อเข้า​ไปในเมือง​เพื่อติดต่อ​กับธนาคาร ก็ผู้ใหญ่สมนั่นแหละ​​เป็นคนพา​ไป

"เ​ถ้าแก่​เขาติดต่อ​กับธนาคารไว้ให้แล้ว​ เราแค่​เอาโฉนดมายื่นแล้ว​เซ็นชื่อ อีกอาทิตย์เดียวก็มารับเงิน​ได้" ผู้ใหญ่สมบอก​กับพ่อ​และ​เขา

ธนาคาร​เป็นตึกแถวเก่าๆ​ดูซอมซ่อ หน้าธนาคารมีธงชาติสีซีดจางปักอยู่​ ดูเผินๆ​แทบ​จะไม่รู้ว่า​เป็นธนาคาร ตรงประตูเข้ามียาม​แต่งเครื่องแบบเก่าๆ​นั่งไถลก้นอยู่​บนเก้าอี้ สายตาของยามคนนั้น​เหม่อลอย มองดูคน​ที่เดินเข้าเดินออกอย่างไร้​ความรู้สึก ท่าทางหมอซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยาก ​เขาให้นึกสมเพชยามคนนั่น...​​เขาไม่รู้จักทางเลือกใหม่อย่างเรา..

บุญมายังจำ​ความคิดของ​เขา​ที่มีต่อยามคนนั้น​​ได้ แล้ว​ก็นึกถึงสภาพตัวเองตอน​เป็นทหาร​เมื่อ​ต้องเข้าเวรยืนยาม ในยามกลางคืนมัน​คือการถูกขังเดี่ยว​โดยไม่มีลูกกรง ​และในยามกลางวันมัน​เป็น​ความโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชน ไม่ผิดกันสักเท่าไร​ถ้า​จะ​ต้อง​เป็นยาม ไม่ว่า​เป็นทหารหรือเฝ้าธนาคาร...​

"ข้าว่าเรา​จะ​ต้องออกรถกระบะสักคัน ​เพราะดูเนื้อ​ที่ปลูกกะหล่ำปีนี้แล้ว​ ​ต้องมีรถขนผัก​ไปส่งตลาด ​จะมัวมาฝาก​เขา​ไปส่งอย่าง​เมื่อก่อนคงไม่​ได้" พ่อบอก​เขา​เมื่อเดินออกมาจากธนาคารในอีกเจ็ดวัน​ต่อมา...​​และอีกไม่กี่วันจากนั้น​ครอบครัวของบุญมาก็มีรถกระบะเก่าคันหนึ่ง​ มัน​เป็น​ความภูมิใจของทุกคน

ไร่กะหล่ำปลีของพ่อ​ที่ถูกขยายออก​ไป ทำให้พ่อ​ต้องจ้างคนงานจาก​ที่อื่นมาช่วยอีกสองคน ​ทั้งตำบลคึกคัก​ไปทั่วเหมือนมีสายแร่ทองคำผุดขึ้น​มาในนาข้างหมู่บ้าน

เย็นลงร้านเหล้าในหมู่บ้านทุกร้านก็เต็ม​ไปด้วยชาวไร่กะหล่ำปลี​ที่มาผ่อนคลาย​ความเหนื่อยล้า ​ทั้งลูกจ้าง​และนายจ้าง บ้างคุยกันถึงราคากะหล่ำ​ที่​จะตัด​เป็นมีดแรกในเดือนหน้า บ้างก็ถกเถียงถึงรถกระบะ​ที่ตัวเพิ่ง​จะซื้อมาว่ายี่ห้อใด​จะเหนือกว่ากัน บางคนคุยโวถึงปุ๋ยสูตรใหม่​ที่​เขาค้นพบว่ามันเพิ่มน้ำหนักกะหล่ำ​ได้อีกเท่าตัว ​แต่บางคนก็นั่งเงียบ ! ​เขา​จะเงี่ยหูจดจำทุกสิ่งจากคนอื่น​เพื่อเก็บ​ไป​ใช้​กับไร่กะหล่ำของ​เขา ​และ​ถ้ามัน​ได้ผล​เขาก็​จะไม่บอก​ใคร​ทั้งนั้น​...​ โลกของทุกคน​กำลัง​เป็นสีทองผ่องอำไพ !

​เมื่อกะหล่ำปลีมีดแรกของปีนี้ถูกตัด รถกระบะบรรทุกกะหล่ำปลีเต็มเพียบ คันแล้ว​คันเล่าก็วิ่งเข้าสู่ตลาดกลางในเมืองไม่ขาดสาย ​ส่วนพวกม้ง​ที่อยู่​บนดอยสูง​ต้อง​ใช้โซ่พันล้อรถ ตะกายจากในหุบ​เขาขึ้น​มาบนถนน แล้ว​จึงถอดโซ่ออก วิ่งลงสู่ตัวเมือง ราคารับซื้อ​เป็น​ไปตาม​ที่รับประกันไว้ ...​ ไพร่ฟ้าหน้าใส !

พอกะหล่ำปลีรุ่น​ที่สองถูกตัดสมทบมา รถกระบะบรรทุกกะหล่ำปลีก็คลาคล่ำ​ไปทั่วเมือง ถนนทุกสายในจังหวัดมุ่งสู่ตลาดกลางรับซื้อกะหล่ำปลี ! ราคากะหล่ำปลียังคง​เป็น​ไปตามสัญญาของพวกเ​ถ้าแก่ เพียง​แต่การจ่ายเงิน​จะเลื่อนออก​ไปจากเจ็ดวัน​เป็นสิบสี่วัน ​แม้กระนั้น​เนื้อ​ที่ปลูกกะหล่ำก็ไม่​ได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้น​เสียด้วยซ้ำ ​เพราะว่ามัน​เป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

ชาวบ้าน​ที่นี่ไม่มี​ใครกินกะหล่ำปลีอีกแล้ว​ มันแสน​จะเบื่อ ! ก็พวก​เขากินมา​ทั้งปี​เมื่อปีก่อน ​จะกินมันทุกมื้อทุกวันอย่างข้าวไม่​ได้หรอก จนมีเรื่อง​ตลกเล่าขานกันว่า​ถ้าเด็กน้อยร้องไห้โยเย หากอยากให้หยุด​ต้องขู่ว่า​จะ​เอากะหล่ำปลี ให้กิน เจ้าเด็กน้อยนั้น​​จะหยุดร้องทันที

บุญมาจำ​ได้ว่าระยะนี้ยา​ที่ฉีดพ่นกะหล่ำ​ต้อง​ใช้มากขึ้น​ หนอนเริ่มดื้อยา พ่อชัก​จะบ่นว่าเงินค่ากะหล่ำ​ที่เก็บ​ได้​แต่ละงวด ถูกหัก​เป็นค่ายาฉีด​กับปุ๋ยมากขึ้น​ทุกที นี่เพิ่ง​จะต้นฤดูเท่านั้น​ !

​เมื่อกะหล่ำปลีรุ่น​ที่สามทยอยสมทบออกมา ​ทั้ง​ที่รุ่นแรก​กับรุ่น​ที่สองยังตัดไม่หมด มันมาจากทั่วทุกสารทิศ ​ทั้งจากบนดอย​และพื้นราบ เหมือนน้ำป่า​ที่หลากล้นหลังฝนหนักตกสั่งสมหลายวันติดกัน ทำให้ราคารับซื้อเริ่มต่ำกว่าราคาประกัน ​แต่ราคาปุ๋ย​กับยากลับสูงขึ้น​...​

อีกไม่นานราคารับซื้อก็ยิ่งต่ำลง​ไปอีก ​และต่ำลง​ไปเรื่อยๆ​ จนชาวไร่เริ่มหยุดตัดกะหล่ำของ​เขาแล้ว​​เพราะไม่คุ้มค่าตัด เ​ถ้าแก่กะหล่ำบางรายหยุดรับซื้อดื้อๆ​ มีบ้าง​ที่ยังรับซื้อในราคาประกันอยู่​ ​แต่ก็รับเพียงนิดเดียวพอให้เห็นว่ายังซื้ออยู่​ ผูกใจ​เอาไว้สำหรับโอกาสข้างหน้า ​และใน​ที่สุดชาวไร่​ทั้งหมดก็หยุดตัดกะหล่ำปลี กะหล่ำในไร่สุดสายตาเหี่ยวเฉาเน่าอยู่​คาไร่

พวกหัวรุนแรง​ที่รวมตัวกันประท้วงราคาประกัน ​โดยเดินขบวน​เอากะหล่ำปลี​ไปเทกองไว้หน้าศาลากลางจังหวัดพากันเดินคอตกกลับบ้าน เหมือนทหาร​ที่พ่ายแพ้เดินกลับจากสมรภูมิอย่างไร้เกียรติ ไม่มี​ใครช่วย​เขา​ได้ !

ชาวไร่กะหล่ำหน้าดำคล้ำ นอกจากกะหล่ำ​ที่ขายไม่ออกแล้ว​ หลายคนยังเก็บเงินค่ากะหล่ำ​ที่ค้างจ่ายไม่​ได้ด้วยซ้ำ ลูกจ้างต่างถิ่นหน้าเศร้า​ที่เบิกค่าแรงไม่​ได้ พวก​เขาเริ่มเก็บข้าวของ​และเดินทางกลับบ้าน​ที่จากมานาน สายแร่ทองคำเหือดหาย​ไปจากทุกหมู่บ้าน​พร้อมๆ​​กับ​ที่เ​ถ้าแก่กะหล่ำพากันหายหน้า​ไปจากร้าน...​โกดังปิดเงียบ

มีคนผูกเน็คไทเข้ามาเดินขวักไขว่ตามหมู่บ้านอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่พวกเซลส์แมนขายรถ ​แต่​เป็นพนักงานบริษัทไฟแนนซ์ พวก​เขามาติดตามหนี้สินค่ารถ​ที่ขาดส่ง

บุญมาจำบ่ายวันนั้น​​ได้ไม่มีวันลืม วัน​ที่มีคนผูกเน็คไทสามคนขับรถเข้ามาในบ้าน คนหนึ่ง​ถามหาพ่อ อีกสองคนตรงรี่​ไปตรวจดู​ที่รถของพ่อ พ่อยื่นกุญแจรถให้​เขา​โดยดี หน้าพ่อเรียบเฉย​แต่แววตานั้น​เศร้า ​เขาเห็นแม่แอบยืนปาดน้ำตาอยู่​ข้างหน้าต่าง​เมื่อรถคันแรกของครอบครัวถูกขับออก​ไปจากบ้าน บ่ายนั้น​เอง​ที่ทำให้บุญมาตัดสินใจ​ได้

หมอกยามเช้า​เริ่มจาง บุญมานั่งอยู่​บนบันไดบ้าน มองออก​ไปยัง​ที่นาของพ่อ​ซึ่งเดี๋ยวนี้ใบโฉนดอยู่​​ที่ธนาคาร ​เขานึกถึงภาพในอดีต เดือนเดียวกันนี้​เมื่อสองปี​ที่แล้ว​ ตอน​ที่ดอกงิ้วหลวง​กำลังบานเต็ม​ที่เหมือนวันนี้ แม่​จะทำขนมจีนน้ำเงี้ยว​ที่ทุกคนชอบ แม่​จะโขลกน้ำพริกแกงเอง ​เอาลงต้มเคี่ยว​ไป​กับซี่โครงหมู​และมะเขือส้มลูกเล็ก แม่หั่นเลือดหมูใส่ลง​ไป แล้ว​ก็​เอาเกสรดอกงิ้วแห้งใส่ลง​ไปด้วย มันเหนียวหนุบอร่อย ! ​ส่วน​เขา​กับพ่อ​จะช่วยกันปล่อยน้ำจากลำเหมืองเข้านา แล้ว​​แต่งซ่อมคันนา อุดรูปู รูหนู​ที่พวกมันเจาะกัน​เอาไว้ เตรียมไถ​และหว่านข้าวนาปรัง

​แต่ภาพจริงตอนนี้​คือไร่กะหล่ำปลี​ที่ตัด​ไปแล้ว​บาง​ส่วน ​แต่ยังเก็บเงินไม่​ได้ ​และ​ที่ไกลลิบๆ​​คือกะหล่ำ​ส่วนใหญ่​ที่ถูกทิ้งให้เน่าอยู่​ในไร่ คนงานสองคนกลับบ้าน​ไปแล้ว​​เมื่อวานซืน​โดยไม่​ได้ค่าแรง​ที่ค้าง มีเพียงเงินค่ารถ​ที่พ่อให้​ไป มัน​เป็นเงินก้อนสุดท้ายของบ้านด้วย น้องชาย​ที่​ต้องออกจากโรงเรียน​เมื่อปี​ที่แล้ว​ ตอนนี้​กำลังฝึกงานวิศวะอยู่​​ที่อู่เคาะพ่นสีรถยนต์ในตลาด...​

พ่อนั่งอยู่​​ที่ลานบ้าน พยายามสับกะหล่ำโปรยให้ไก่​ที่เหลือสองตัวกิน ​แต่มันก็ไม่ยอมกิน แม่​กำลังเก็บดอกงิ้ว​ที่ร่วงอยู่​ใต้ต้น คงไม่​ได้​เอาเกสร​ไปใส่ขนมจีน น้ำเงี้ยวอย่างสมัยก่อนหรอก แม่คง​จะ​เอา​ไปตากแห้งไว้ แล้ว​ต้มให้พ่อ​กับ​เขา​และน้องจิ้มน้ำพริกกินเหมือน​เมื่อวาน ​เพราะยังไม่มี​ใครในบ้านยอมกินกะหล่ำปลี รวม​ทั้งตัวแม่เอง !

บุญมาผูกเชือกรองเท้าเสร็จเรียบร้อย​ ​เขายืนขึ้น​จัดเสื้อกางเกงให้เข้า​ที่แล้ว​เดินลงบันได พ่อ​ซึ่งปีนี้ดูแก่ลงมากเงยหน้ามอง​เขาอย่างแปลกใจ

"นั่นเอ็ง​จะ​ไปไหน​แต่เช้า​ ? " เสียงพ่อถาม แม่​ที่​กำลังนั่งเก็บดอกงิ้วอยู่​ก็หันมามอง​เขาด้วย

"เอ็ง​จะ​ไป​เป็นทหารอีกหรือ ไหนว่าปลด​ไปนานแล้ว​ ? " พ่อถามต่อ​ไปอีก บุญมาเดินตัวตรง​ไปยังมอเตอร์ไซค์คันเก่า​ซึ่ง​เป็นพาหนะอย่างเดียวของบ้าน ในตอนนี้

"ไม่​ได้​ไป​เป็นทหารหรอกพ่อ ผม​ไปทำงานบริษัทฝรั่ง" บุญมาตอบพ่อ แล้ว​จัดเสื้อให้เข้า​ที่​เป็นครั้งสุดท้าย

"บริษัทอะไร​ของเอ็ง ไอ้ใหญ่ ? " แม่ถามขึ้น​ทันทีด้วย​ความอยากรู้

"บริษัท ยูเนี่ยนซิเคียวริตี้การ์ดนะแม่" บุญมาตอบเสียงเรียบๆ​​โดยไม่มองหน้า​ใคร ​เขาขึ้น​ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าคร่ำ​ที่พ่อซื้อมาจากกาดงัวคันนั้น​ควันโขมงออกจากบ้าน ​ไปสู่ทางเลือกใหม่อีกครั้ง...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-974 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง ทางเลือกใหม่
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๖๗๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-4544 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 11 พ.ค. 2548, 02.24 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-4552 ], [158.125.1.124]
เมื่อวันที่ : 11 พ.ค. 2548, 16.52 น.

คุณชารสะท้ิอนภาพชีวิตชนบท​ได้ดีมากเลย​คุ่ะ

จริงๆ​แล้ว​ คนรอบนอกกรุงเทพฯ ​โดยเฉพาะเกษตรกรยังมีปัญหาเรื่อง​ปากเรื่อง​ท้องมากมาย​ ทุกวันนี้ ก็ำ​ได้​แต่รอการพัฒนาจากภาครัฐนะคะ​ ว่าิิอะไร​ๆ​คง​จะดีขึ้น​อย่างค่อย​เป็นค่อย​ไป

เรื่อง​นี้ของคุณชาร ให้ข้อคิด​ที่ดีว่า หนุ่มบุญมายังมีจิตสำนึกใน​ส่วนดี​ที่ออก​ไปทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพสุจริต ไม่เหมือนคนบางพวก ​ที่เลือกเดินทางมิจฉาชีพแล้ว​สร้าง​ความเดือดร้อนให้คนอื่นนะคะ​
ขอให้พี่น้องเกษตรกรของเราหลุดพ้นจากการตก​เป็นเหยื่อของ "สังคมเมือง"​โดยเร็วค่ะ​

รูปเถียงนาน้อยสวยมากค่ะ​ วันหลังช่วยนำภาพชนบทเมืองเหนือมาให้ดูบ่อยๆ​นะคะ​ ทำให้คิดถึงมากเลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : กิจ -08-5-944-7979 [C-15061 ], [210.203.179.188]
เมื่อวันที่ : 12 พ.ย. 2551, 10.37 น.

รับส่งเสริมช่วยเหลือให้เกษตรกรเพาะปลูก​และรับซื้อผลผลิตคืนในราคาประกัน สำหรับพื้น​ที่จังหวัดเชียงใหม่​และพื้น​ที่จังหวัดใก้ลเคียงจังวัดเชียงใหม่ ปลูกพืชหมุนเวียน​ได้ตลอดปี มีพืชหลายตัว สนใจ​เป็นสมาชิก 085-944-7979 กิจ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น