นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔
หนำไร่อาเสริม
พลอยพนม
...พจนานุกรมฉบับ​​ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่บัญญัติคำศัพท์ "หนำ" ​​และ "น่ำ" ​​ที่หมายถึงกรรมวิธีเพาะปลูกข้าวไร่ของเกษตรกรชาวปักษ์ใต้ นอกจาก​​จะแปลว่า เพียงพอต่อ​​ความ​​ต้องการ เพียงอย่างเดียว...
หนำไร่อาเสริม

พจนานุกรมฉบับ​ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่บัญญัติคำศัพท์ "หนำ" ​และ "น่ำ" ​ที่หมายถึงกรรมวิธีเพาะปลูกเมล็ดข้าวของชาวไร่ นอกจาก​จะแปลว่า เพียงพอต่อ​ความ​ต้องการ เพียงอย่างเดียว

​เพราะฉะนั้น​ "หนำ" ใน​ที่นี้ จึงแค่สำเนียงข้าหลวงของตาปีด-คนภาคกลาง ​ซึ่ง​ไปมีลูกเมียอยู่​​ที่ปักษ์ใต้บ้านผม พูดใส่หูพวกผมให้​ได้ยินทั่วกันว่า คนภาคกลางบ้านแก​เขาเรียกกรรมวิธีดังกล่าวว่าอย่างไร

​ส่วน "น่ำ" ​เป็นสำเนียงทองแดง สำเนียงใต้จริง ๆ​ ​จะออกเสียงว่า "หน่ำ" ​และน่า​จะยังไม่มีอยู่​ในพจนานุกรมเช่นเดียวกัน

สมัยเด็ก ๆ​ โรงเรียนปิดเสาร์-อาทิตย์ หาก​เขามีการลงแขกหนำไร่กัน ผมก็มัก​จะดอด​ไปร่วม​กับ​เขาเสมอ เพียง​แต่ไม่​ได้​ไปร่วมตากแดดตากลมช่วย​เขาหนำข้าวอยู่​ในไร่ ​แต่​จะแอบ​ไป​เป็นทองพลอยอยู่​ในครัว ​ซึ่งมี​แต่ของถูกปาก​และเอร็ดอร่อย​ทั้งนั้น​ ​เพราะ​ส่วนมากวันลงแขกหนำไร่ เจ้าของไร่ก็มัก​จะใจปั้มถึง​กับลงทุนเชือดหมูในเล้า หรือไม่ก็แจวเรือออกทะเล​ไปหาปูหาปลาจนเต็มลำเรือ ​เอามาทำ​กับข้าวเลี้ยงแขก

​และ​ที่แน่ ๆ​ ก็​คือ น้ำกะแช่ หรือน้ำขาว แล้ว​ก็ ส.ร.ถ. ​ที่ปรุงต้มขึ้น​มาเองด้วยสูตร​ที่ร้อนแรงจุดไฟติด พอเลิกงานตอนเย็น อาบน้ำอาบท่าในห้วยในคลองกันเสร็จแล้ว​ พวก​เขาก็​จะตั้งวงสังสรรค์เฮฮากัน

​เป็น​ความรื่นเริง​และอาหารตา​ที่พวกเด็ก ๆ​ ชอบกันนักหนา ​เพราะบางครั้งก็มี​ทั้ง ลิเกป่า รำวงเวียนครก รำรองแง็ง-ชายหญิงขับบทเกี้ยวพาราสีกัน หรือไม่ก็เพลงกระบอกฝีปากคมคาย

วันไหนมีพวกมโนราห์ติดมาด้วย ก็​จะ​ได้ชมลีลาการร่ายรำ​ที่ออก​จะพิสดารนอกตำรา​ไปสักหน่อย​ นั่นก็​คือ บางครั้งมโนราห์ขี้เมาร่ายรำ​ไปพลางล้มลุกคลุกคลาน​ไปพลาง ​เพราะดีกรีของ ส.ร.ถ.ฉุดลาก​ไป

พวกเด็ก ๆ​ ​ที่นั่งดูก็โห่กันเกรียว ๆ​ ด้วย​ความชอบใจ

โนราห์บางคนแกล้งเมา ​เพื่อสร้างบรรยากาศให้สนุกครึกครื้นก็มี

ผมเองก็ชอบดูมโนราห์ขี้เมา บางครั้งนั่งอยู่​จนเพลิน จนกระทั่งมืดค่ำ แม่​ต้องเรียกกลับบ้านถึง​จะลุกออกมา

วันหนำไร่อาเสริมคราวนั้น​ตรง​กับวันเสาร์​พอดี ​และตอนนั้น​ผมเองก็ยัง​เป็นเด็ก ยังเรียนหนังสืออยู่​ชั้นประถมปลาย ​แต่​จะ​เป็นชั้น ป.๖ หรือ ป.๗ ไม่มั่นใจ ​แต่ก็ถือ​เป็นเด็กโตในหมู่บ้าน เวลา​ใช้งานพวกเด็ก ๆ​ ​เขาก็​จะเรียก​ใช้เด็กรุ่นผมก่อน​ใคร

ผมรู้ข่าวนี้ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ​เพราะอาเสริม​ไปยืมกระบอกหนำข้าวของพ่อ​ที่บ้านผม ​ซึ่ง​เป็นกระบอกไม้ไผ่ลำเล็ก ๆ​ ขนาดหัวแม่เท้า ยาวประมาณหนึ่ง​ช่วงแขน ทำจากต้นไผ่เกรียบ ​ซึ่ง​เป็นไม้ไผ่​ที่ผิวบาง​และมีน้ำหนักเบา พ่อ​ไปตัดมาจากป่าลึก​ได้สี่ห้าสิบกระบอก ​เอามามัดรวมกัน ​และแขวนไว้​กับขื่อยุ้งข้าว ​เพื่อนบ้านคนไหนหนำข้าว มายืม​ไป​ใช้งาน ก็ให้​ไปไม่หวง

"ไอ้ถึก-พรุ่งนี้เช้า​ มึงหาบกระบอกหนำข้าว​ไปให้อาด้วยนะ ประเดี๋ยวอา​จะเลย​​ไปยืมไม้สัก​ที่บ้านลุง​พร้อมอีกสักสี่ห้าคู่ แล้ว​อาก็​จะเลย​กลับบ้าน​ไปทางโน้น ไม่​ต้องเดินอ้อมมาทางนี้อีก"

สั่ง​ความเสร็จอาเสริมก็จุดยาใบจากพ่นควันโขมง ​และก้าวลงจากกระไดนอกชานบ้านผม มุ่งหน้า​ไปขอยืมไม้สัก​ที่บ้านตา​พร้อมอีกเจ้าหนึ่ง​

ไม้สัก​เป็นอุปกรณ์หนำไร่​ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง​ ทำจากลวดไม้จริงต้นเล็ก ๆ​ ขนาดด้ามพร้าด้ามขวาน ยาวประมาณสามวา ​ซึ่ง​จะถือว่าสำคัญอันดับหนึ่ง​เลย​ก็​ได้ ​เพราะมัน​คือสิ่ง​ที่ทำให้ผิวดินบนผืนไร่เกิด​เป็นหลุมกลม ๆ​ ลึกประมาณข้อนิ้วมือ เรียงราย​เป็นแถว​เป็นแนวขึ้น​มาเต็มผืนไร่ สำหรับ​เขา​จะเทเมล็ดข้าวเปลือกในกระบอกหนำ หยอดลง​ไปสักห้าหกเมล็ด แล้ว​ก็​เอา​ส่วนก้นของกระบอกนั่นแหละ​กระทุ้งดินกลบอีกที หลังจากนั้น​พอ​ได้ฝนสักห่าสองห่า เมล็ดพันธุ์ข้าวในหลุม ก็​จะแตกหน่อขนาดก้านไม้ขีดแทงทะลุผิวดิน​ที่กลบมันขึ้น​มา ​เป็นสีเขียวอ่อนตัด​กับผืนไร่สีดำ แล​เป็นแถว​เป็นแนว ทอดยาว​และตัดกันตามรอยสักเต็มผืนไร่ สวยงามยิ่งนัก

ชาวไร่​ส่วนมาก​จะมีไม้สัก​ส่วนตัวกันคนละคู่สองคู่ ​เพราะ​ใช้งานเข้ามือ น้ำหนักด้านซ้าย​และขวา​จะเท่ากัน ไม่หนักข้างเบาข้าง ​ซึ่ง​จะทำให้จังหวะการสักลงพื้นดินของพวก​เขาเสีย​ไป ​ทั้งนี้ก็​เพราะเวลา​ไปเสาะหาลวดไม้ (ต้นไม้​ที่อายุยังน้อย ​แต่ลำต้นพุ่ง​เป็นแนวดิ่ง สูงขึ้น​​ไปข้างบนเกือบเท่าไม้ใหญ่)ในป่า ​เขาก็​จะเลือกตัด​เอาเฉพาะต้น​ที่อยู่​ใกล้กัน ​และ​เป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวกัน ลอกเปลือกออกจนหมด แล้ว​นำ​ไปแช่น้ำคลองทิ้งไว้สักเดือนครึ่งเดือน ก่อน​จะนำกลับมาตากแดดให้แห้ง แล้ว​เก็บไว้ใน​ที่ร่ม ​ซึ่ง​ส่วนมาก​จะแขวนไว้ตามข้างฝา ใต้หางจากริมชายคา

เช้า​วันเสาร์ตาปีด​พร้อมไม้สักบนบ่าคู่หนึ่ง​ฉีกหมอกมา​ที่บ้านของผม​แต่เช้า​มืด ​เพื่อ​จะชวนพ่อ​และแม่ของผม​ไปหนำไร่อาเสริม​พร้อมกัน

สำหรับงานหนำไร่ ตาปีดนับ​เป็นมือสักหลุมหยอดเมล็ดข้าวขั้นเซียนคนหนึ่ง​ แกมีไม้สัก​ส่วนตัวเช่นเดียว​กับพ่อของผม ​เมื่อลง​ไปสักหลุมสักอยู่​ในไร่ของ​ใคร แกก็มัก​จะลงไม้สักเดินเคียงคู่​ไป​พร้อม​กับพ่อของผมเสมอ ​เพราะแกเคยผ่านการเรียนรู้เรื่อง​นี้​ไปจากพ่อของผมนั่นเอง

พ่อชมว่า ตาปีด​แม้​จะ​เป็นคนกรุง ​แต่ก็สักหลุมหยอดข้าว​เป็นแถว​เป็นแนวตรงดิ่ง ไม่คดโค้ง อีก​ทั้งหลุมก็ลึก​ได้ระดับเสมอกันทุกหลุม ผิด​กับคนบ้านเราบางคน​ที่เกิดข้างตอไม้ในไร่แท้ ๆ​ ​แต่กลับสักหลุมหยอดข้าวไม่​เป็น เวลาลงไม้สักเรียงหน้ากระดาน​ไป​พร้อมกัน บางครั้งพ่อก็​ต้องหยุดรอพวก​เขา ทำให้เสียจังหวะจน​ต้องหยุดชะงัก​และเริ่มตั้งแถวกันใหม่ทำให้เสียเวลาอยู่​บ่อย ๆ​

วันหนำไร่อาเสริม มี​เพื่อนบ้านใกล้ไกล​ทั้งหญิง​และชายมาร่วมด้วยช่วยกันร้อยกว่าคน รวม​ทั้งพวกเด็ก ๆ​ อย่างพวกผมอีกหกเจ็ดคน คอยช่วยโน่นช่วยนี่ตาม​แต่​เขา​จะเรียก​ใช้

พวกเด็กผู้หญิงตัวโต ๆ​ บางคน ​โดยเฉพาะคน​ที่ไม่​ได้เรียนต่อชั้นประถมปลายเหมือนผม ก็​จะถือกระบอกหนำข้าวโก้งโค้งหนำไร่​เป็นกันแล้ว​ ​แต่พวกเด็กผู้ชายยังแทงสักกันไม่​ได้ ไม่ใช่ไม่​เป็น ​เพราะไม้สักพวกนั้น​หนักมือมาก ๆ​ ขนาดผู้ใหญ่บางคนยัง​ต้องหยุดพักบ่อย ๆ​ ไม่เช่นนั้น​สองแขนของ​เขาก็​จะอ่อนล้ายกไม่ขึ้น​ เวลามีการลงแขกหน่ำไร่​ส่วนมาก​เขาจึง​ใช้ให้แบกกระสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเดินตามพวก​ที่ถือกระบอกหนำ หากเมล็ดข้าวเปลือกในกระบอกของ​ใครหมด ​เขาก็​จะกวักมือเรียก...​

คนเฒ่าคนแก่ก็มัก​จะเรียกให้วิ่ง​ไป​เอาหมากพลูมาคอยเสริม หิวน้ำก็​ใช้ให้​ไปแบกกระบอกไม้ไผ่​ที่บรรจุน้ำดื่มไว้ข้างใน รวม​ทั้งกระบวย​ที่พิง​และแขวนไว้ใน​ที่ร่ม มาให้​เขาดื่ม เด็กคนไหนเกียจคร้านทำหูทวนลม ก็​จะโดนด่าพ่อล่อแม่เสียงโล้งเล้ง ๆ​ เหมือนจีนกินผัก

​แต่​ทว่าเด็กชายอย่างผมถนัดงานในครัวครับ​ !

ยิ่ง​ได้ทำงานอยู่​ใกล้ ๆ​ หม้อข้าวหม้อแกง- -นั่นแหละ​ของชอบของผม

ขูดมะพร้าว ตำพริกแกง หั่นผัก หรือเชือดคอไก่พวกนี้ งานถนัดของผม​ทั้งนั้น​ ขอเพียง​แต่อย่าให้ลง​ไปตากแดดในไร่อย่างเดียว

"ไอ้เด็กคนนี้รู้จักพาตัว"

ยายนุ่มแม่ของน้าด้วนมักชมเชยผมอย่างนั้น​

หาก​แต่ย่าของผมกลับชี้หน้าด่า "หนักไม่​เอาเบาไม่สู้ ระวังโตขึ้น​มา​จะอดตาย" (ฮา ฮา)

​เป็นคำประณาม​ที่ค่อนข้าง​จะรุนแรงตามจริตของย่า หาก​แต่ผมก็รู้ว่า ในบรรดาหลาน ๆ​ ของย่า​ทั้งหมดนั้น​ น้ำหนักใน​ความเมตตาสงสารของท่าน ค่อนข้าง​จะเทมา​ที่ผมมากกว่า​ใคร (โม้ซะหน่อย​- -ฮา ฮา)

"ไอ้ถึก-วันนี้เจ้าไร่แกงไหรเลี้ยงแขก"

ตาวาด​ซึ่งวางมือจากไม้สักในไร่ เดินมาคว้าไม้สอยใบกระท่อม​ที่พิงอยู่​​กับฝาเรือน ร้อง
ถามผมขึ้น​มาในครัว

"แกงหมูเถื่อน" ผมตอบเสียงดัง

"ยัดแม่-มึงอย่าขี้หก"

ผมรู้ว่าตาวาด​เป็นริดสีดวงทวาร กินแกงหมูป่าไม่​ได้ ​เพราะ​เป็นของแสลง ผมจึงแกล้งพูดหยอก ​แต่แกก็รู้ทัน จึงด่าแม่สวนผมขึ้น​มาทันที

ผมหัวเราะ ฮา ฮา ก่อน​จะบอก​ไปตามจริงว่า แกงเขียวหวานไก่​กับฟักเขียว ​และแกงจืดเส้นตังหุน​กับหมูบะช่อ

"ของชอบ​ทั้งเพใช่ไหม-ตาวาด" ผมว่า

"เออ-ยัดแม่ ว่า​แต่คนทำครัวอย่าแดกเองเสียหมด เหลือ​แต่น้ำแกงไว้ให้กูก็แล้ว​กัน"
ว่าแล้ว​แกก็ถือไม้สอยตรง​ไป​ที่ต้นกระท่อมข้างบ่อน้ำ ​ซึ่งแก​ต้องเลือกเฟ้นใบของมันด้วยตัวเอง ใบกระท่อมในกระสอบ​ที่เจ้าภาพ​เอา​ไปวางไว้ให้แขก​ที่ในไร่ไม่ถูกปากแก

"กินไม่เมา" แก่ว่า

ตาปีดชาวบางกอก ​ซึ่งพลัดหลงมาอยู่​​ที่นี่ ก็จับพลัดจับผลูมาติดใบกระท่อม​กับ​เขาเหมือนกัน ​แต่แก​จะล่อชนิดผงเหมือนปู่ของผม ​คือเก็บใบกระท่อมใบแก่ ๆ​ สีเขียวจัดมาตากแดดให้เกรียม แล้ว​ตำด้วยครกตำหมาก หรือบดด้วยรางบดยาสมุนไพรจนละเอียด​เป็นผงแล้ว​บรรจุขวดเก็บไว้

​ถ้า​ได้สักขวดแม่โขงหรือขวดกวางทองชนิดกลม พวก​เขาก็​จะเก็บไว้กินกัน​ได้​เป็นเดือน ๆ​ ​แต่​ถ้า​เป็นขวดแบนก็ประมาณครึ่งเดือนหมด

เวลา​ไปนา​ไปไร่ พวกนักเลงกระท่อมผงก็​จะถ่ายจากขวดใหญ่ใส่ขวดยานัตถุ์ พกติดตัว​ไปสักขวดหรือสองขวด​เป็นอย่างมาก

พวก​ที่ไม่ช่ำชองใบกระท่อม ​จะ​ไปวอแว​กับผงกระท่อมไม่​ได้​เป็นอันขาด ​เพราะโดนเข้า​ไปซักแค่ปลายช้อนชา ก็​จะเมาตาเหลือก ​เพราะใบกระท่อม​ที่​เขาบดจน​เป็นผงละเอียด ในปริมาณเพียงแค่ปลายช้อนชา ​เมื่อนำ​ไปเทียบ​กับใบสด ๆ​ ของมัน ก็​จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าหรือหกใบ ในขณะ​ที่คนไม่เคยข้องแวะ​กับมันเลย​ แค่โดนเข้า​ไปซักใบครึ่งใบ ก็​จะเมาจนน้ำลายไหลยืดลงมา​เป็นยวง แล้ว​ทีนี้,​ถ้า​ใครเกิดล่อเข้า​ไปทีเดียวตั้งห้าหกใบ ก็ลองหลับตานึก​เอาเถิด​พระเดช​พระคุณท่าน ว่าอะไร​มัน​จะเกิดขึ้น​หลังจากนั้น​...​ (ฮา ฮา)

วันหนำไร่อาเสริมนี่แหละ​​ที่ผม​ได้รู้ฤทธิ์เดชของใบกระท่อมอย่างซาบซึ้ง

​เพราะในช่วงบ่าย หลังจากแป๊ะกุ่ยเจ้าของร้านค้าริมถนน ห้อมอเตอร์ไซค์ยักษ์​ซึ่งมีท่อไอเสียสองท่อของแกเสียงก้องป่า มา​พร้อม​กับกั๊กน้ำแข็งห่อกระสอบป่านผูกท้ายรถมาส่งให้​ที่บ้านอาเสริมตาม​ที่นัดหมายแล้ว​กลับ​ไป ผมก็ทำหน้า​ที่ย่อยก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่​ที่เรียกว่ากั๊กนั้น​ ให้​เป็นก้อนเล็ก ๆ​ สำหรับใส่ขนมลอดช่อง​และโอเลี้ยง นำ​ไปเลี้ยงแขกในไร่​เป็นของว่าง หลังจากอาหารมื้อเ​ที่ยงผ่าน​ไปแล้ว​สักครู่ใหญ่ ๆ​

ไร่ของอาเสริมอยู่​ไม่ไกล มองเห็นหัวคนหนำไร่เต็มพรืด​ไปจากบ้าน ผม​และลูก ๆ​ ของอาเสริม รวม​ทั้งเด็ก ๆ​ รุ่นราวคราวเดียว​กับผมอีกสองสามคน ช่วยกันขนของพวกนั้น​​ไปสองสามเ​ที่ยวก็หมด

รวม​ทั้งก้อนน้ำแข็ง​ที่ผมย่อยสลายจน​ได้​ที่แล้ว​ถังหนึ่ง​ ก็ขน​ไปด้วย

ถังน้ำแข็งสมัยนั้น​ทำด้วยสังกะสีแผ่นเรียบบุฟองน้ำภายใน ปรกติมีไว้สำหรับใส่น้ำแข็งแช่ผักสด หรือแช่เนื้อแช่ปลา เวลามีงานสำคัญ​ที่​ต้องซื้อของพวกนั้น​มาตุนไว้ ​แต่​เมื่อนำมาล้างให้สะอาด ก็​ใช้แทนกระติกน้ำแข็ง​ได้เหมือนกัน

​และแล้ว​ในช่วงเวลา​ที่พวกผม​กำลังง่วนอยู่​​กับการขนของนี่แหละ​ พวกขากลั่นแกล้ง​เพื่อนบ้าน​เพื่อยึด​เอา​ความสนุกสนาน​เป็น​ที่ตั้ง ก็ฉวยโอกาสแอบ​เอาผงกระท่อมเทใส่ลงในหม้อโอเลี้ยง ​ซึ่งเราหาม​ไปวางไว้กลางผืนไร่เ​ที่ยวแรก แล้ว​ไม่มีคนคอยดูแล
หลังจากนั้น​,คนไหนกิน​แต่ลอดช่อง ไม่กินโอเลี้ยงตบตูดก็รอดตัว​ไป ​แต่​ถ้าหากคนไหนกินลอดช่องแล้ว​ตามด้วยโอเลี้ยงรสหวานเย็นเข้า​ไปด้วยละก้อ...​ พอผงกระท่อม​ที่ผสมลง​ไปในหม้อโอเลี้ยงมันออกฤทธิ์ ก็​จะพากันทำงานไม่ยอมเลิก ​และไม่ยอมหยุดพักเหนื่อย แล้ว​ทีนี้อ้ายตัวการ​ที่กลั่นแกล้งก็​จะแอบสะกิดพรรคพวกให้จับตาดู แล้ว​ชวนกันหัวเราะ ฮา ฮา

​ที่สำคัญ​ถ้าหาก​ไปโดนเข้า​กับพวกผู้ใหญ่ ก็​จะไม่หนักหนาสาหัส ​เพราะพวก​เขา​กำลังถือไม้สักหรือกระบอกหนำข้าว ​ใช้แรงงานจนเหงื่อไหลไคลย้อยกันอยู่​แล้ว​ ถึงฤทธิ์เดชของมัน​จะสำแดงผลออกมา ก็แทบ​จะไม่มี​ใครรู้ตัว

ผิด​กับพวกเด็ก ๆ​ ​โดยเฉพาะผม ​ซึ่งสวาปามน้ำกะทิลอดช่องแช่เย็นเข้า​ไปเต็มคราบ แล้ว​ตามด้วยโอเลี้ยงอีกสองแก้ว พอพิษของสาร ไมทราไจนีน (Mitragynine) ในผงกระท่อมมันออกฤทธิ์ ผมก็เกิดอาการผะอืดผะอมขึ้น​มาทันที จากนั้น​ก็วิงเวียนศีรษะ​และคลื่นไส้จนทนไม่ไหว

อ้ายขนมลอดช่องสีเขียว ๆ​ มีอยู่​ในกระเพาะเท่าไหร่ ๆ​ มันก็ขย้อนไหลออกมาจนหมด-ไม่เหลือ

ตาปีดเห็นเข้า แกก็รู้อาการว่าผม​เป็นอะไร​ แกจึงพิงไม้สักในมือไว้​กับตอไม้แล้ว​กวักมือเรียกผมให้เข้า​ไปหา

"มีอะไร​หรือตา"

"พวกเอ็ง​ไปแอบกินใบกระท่อม​ที่ไหนมา"

"พวกผมเปล่ากิน" ผมว่า

"อ้อ!"

ชายชาวกรุงร้องอ้อขึ้น​มา-แล้ว​ก็เงียบ ทำให้ผมแปลกใจ ​แต่ก็ไม่​ได้ถามอะไร​ออก​ไป
จนใน​ที่สุดแกก็บอกผมว่า ​ถ้าอยาก​จะให้อาการแบบนี้หาย​ไปละก้อ ​จะ​ต้องลงมือทำงานให้เหงื่อไหลเชี่ยวออกมา แล้ว​มันก็​จะค่อย ๆ​ ทุเลา​และหาย​ไปเอง ​แต่​ถ้าหากขืนอยู่​เฉย ๆ​ สักประเดี๋ยวก็​จะคลื่นไส้ขึ้น​มาอีก

"...​รู้ยังงี้แล้ว​ พวกเอ็ง​จะ​เอายังไงก็เลือก​เอา" พูดจบตาปีดก็คว้าไม้สักของแก​ที่พิงไว้​กับตอไม้ ยกใส่บ่าเดินลิ่ว​ไป

ไอ้ถึกเอ๋ย-ไอ้ถึก...​ คิดแล้ว​โสน้าหน้าตัวเองเหลือเกิน


********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3550 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง หนำไร่อาเสริม
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๘๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18379 ], [101.109.94.25]
เมื่อวันที่ : 26 ส.ค. 2554, 00.13 น.

เกลารอบแรกผ่าน​ไปแล้ว​ครับ​
​แต่คืนนี้ดึกมากแล้ว​ ยังไม่​ได้จัดบรรทัดให้อ่านง่าย คงปล่อยให้ติดกัน​เป็นพืด​ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยจัดการ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-19098 ], [180.183.155.77]
เมื่อวันที่ : 11 ม.ค. 2558, 05.58 น.

เข้ามาแจกดอกไม้ค่ะ​ น่าอ่านเช่นเคย

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น