นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ช้าง ช้าง ช้าง
ชาร ทิคัมพร
...หลายประเทศ​​ที่มีป่าไม้อุดมกว่าไทย มีช้างมากกว่าไทย​​แต่ก็ไม่มีกษัตริย์ หลายประเทศมีกษัตริย์​​แต่มีช้างอยู่​​แค่ในสวนสัตว์ไว้ให้คนดูเท่านั้น​​...​​...
งานสวน​แม้​จะหนัก ​และไม่มีวันหยุด​ที่แน่นอน ​แต่สำหรับหน้าฝนแล้ว​งานสวน​เป็นฤดู​ที่ชาวสวนบางพวกไม่ชอบเลย​ ​เพราะแค่ฝนตกพรำก็​ต้องหยุดเข้าพักในร่ม ถึงฝน​จะหายแล้ว​ตั้งแต่เ​ที่ยง ก็ยังทำงานไม่​ได้ ​เพราะ​ทั้งสวนยังเฉอะแฉะอยู่​ ​จะถากหญ้าดินก็ติดจอบเหนอะหนะทำไม่​ได้อยู่​แล้ว​ ​เมื่อคืนฝนตกตลอดยันรุ่ง​และมันก็เพิ่ง​จะหยุด...​. แน่นอนเช้า​นี้ไม่​ต้องทำงาน

​พอดีมี​เพื่อนรุ่นน้อง​เป็นมัคคุเทศก์มาชวน​ไปศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย​ที่ลำปาง วันนั้น​มีการบรรยายเรื่อง​ของช้าง ​และมีช้างมาแสดงประกอบ​โดยเฉพาะให้​กับสหพันธ์มัคคุเทศก์ภาคเหนือ ก็เลย​ผสมโรง​เป็นมัคคุเทศก์ (ปลอม) ​ไปด้วย ​ที่นั่นฝนไม่ตกมีคนเข้าฟัง​และชมกว่า สองร้อยคน

ศูนย์นี้​ได้เปลี่ยนชื่อตัวเองใหม่​เป็น " สถาบันคชบาลแห่งชาติ " ​แต่ก็ขึ้น​​กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้อย่างเดิม วิทยากร​ที่บรรยายมีสองคน ​เป็นรองผู้อำนวยการคนหนึ่ง​​กับนายสัตวแพทย์อีกคนหนึ่ง​ เก่ง​และน่ารัก​ทั้งสองคน

เริ่มต้นการแสดง ​เป็นการให้ช้างรายงานตัวเอง​เมื่อถูกเรียกชื่อ ​โดยช้าง​แต่ละตัว​จะย่อตัวลงแบบถอนสายบัว แล้ว​ก็มีการแสดงของช้างแบบทั่วๆ​​ไป เช่นลากไม้ ​และให้ช้างมาเข้าแถวเล่นอังกะลุงขนาดยักษ์​ที่ทำขึ้น​​โดยเฉพาะ มัน​จะ​เอางวงดึงเชือกให้อังกะลุงขนาดใหญ่นั้น​สั่น​เป็นระยะๆ​ ฟังดูไม่ค่อย​เป็นเพลงเท่าใด ​แต่เล่น​ไปสองสามเ​ที่ยวก็จับเสียง​ได้ว่าไม่​ได้มั่ว ​คือเสียงอังกะลุง​เป็นแบบแผนคล้ายๆ​กันทุกเ​ที่ยว ฟังดูชักคุ้นๆ​หู จน​เขาบอกว่า นั่น​คือเพลง " ช้าง ช้าง ช้าง " จึงนึกออก น่ารักมาก !

อันดับ​ต่อมา ​เขา​เอาพู่กันจุ่มสี (​โดยควาญ) แล้ว​ส่งให้ช้างวาดรูปบนกระดาษ​ที่อยู่​บนขาตั้ง มันก็ทำ​ได้เหมือน​กับรูปแอ็บสแตร็คท์ของศิลปินฝรั่ง ​คือ​เป็นรอยป้าย​ไปป้ายมา ​แต่สีนั้น​ควาญ​เป็นคนเลือกให้ แปลกดี ตัวรองผู้อำนวยการบอกว่าสถาบันนี้มีเว็บไซดของตัวเอง ปี​ที่แล้ว​ขายรูป​ที่ช้างวาดผ่านทางเว็บไซด​ได้เงินมาแล้ว​ล้านบาท​ (เยอะจัง !)

ช้างในโลกปัจจุบันนี้มีสองตระกูล​คือช้างแอฟริกา ​ซึ่งตัวใหญ่มีงายาว​ทั้งตัวผู้​และตัวเมีย ​และช้างเอเชีย​ซึ่งมีอยู่​ในอินเดีย​และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช้างเอเชียนั้น​ตัวเล็กกว่าช้างแอฟริกา​และมีงาเฉพาะตัวผู้เท่านั้น​ ​แม้​จะตัวเล็กกว่า​แต่ช้างเอเซียก็ฉลาดกว่า จึง​เอามาฝึกหัด​ใช้ประโยชน์​ได้อย่างสัตว์เลี้ยง ​ถ้า​จะเปรียบเทียบกันใน​ระหว่าง ช้าง ม้า วัว ควาย หมา​และแมวแล้ว​ ช้างฉลาดไม่น้อยกว่าหมาเลย​ นี่ว่าเฉพาะช้างพันธุ์เอเชียเท่านั้น​

ช้าง​จะรู้จักคน​และสิ่งต่างๆ​​ได้จาก กลิ่น เสียง สัมผัส ​และสายตาตามลำดับ วันนั้น​ ช้างอายุเจ็ดปี​กับสิบปีคู่หนึ่ง​​เป็นคู่สาธิตของท่านรองผู้อำนวยการในวันนี้ ท่าน​เป็นคนทำคลอดมันเองสำหรับตัวแรก ​และอีกตัวเลี้ยงมาตั้งแต่อายุสิบห้าวัน มันรัก​และติดท่านมาก ​เมื่อตอนเรียกมันมาประกอบการสาธิต มันพากันวิ่งขึ้น​​ไปบน​ที่คนดูนั่งอยู่​​ทั้งสองตัว ทีแรกนึกว่ามันไม่สนใจเสียงเรียกจากนาย คง​จะมาขอของกินจากคนดู ​แต่ไม่ใช่ ! มัน​เอางวง​ไปจับลำโพง​ที่วางอยู่​ข้างหลังคนดูแล้ว​ลูบ​ไปมา ก็เสียงนายใหญ่ของมันดังออกมาจากลำโพงใบนี้ นี่นา ! จน​ต้องปิดไมโครโฟนแล้ว​ตะโกนเรียกด้วยเสียงจริงมันจึงวิ่ง​ไปหาถูก

​เมื่อเวลา​ที่ท่านรองผู้อำนวยการบรรยาย มันก็​จะ​เอางวงลูบตัวลูบหัวตัวนายใหญ่ของมันตลอดเวลา น่าเอ็นดู​เป็น​ที่สุด ! ควาญ​ต้องคอยปรามอยู่​บ้างไม่ให้เลย​เถิด​ไป น่ารักกว่าหมา​ที่เล่น​กับเจ้าของมากนัก

​ที่สถาบันคชบาลฯ ตอนนี้นอกจาก​เป็น​ที่ฝึกช้าง​และรักษาช้างป่วยทั่วประเทศ (โรงพยาบาลช้าง)แล้ว​ ยัง​เป็น​ที่รับฝึกควาญช้างทั่วโลก มีฝรั่ง​กับญี่ปุ่นมาฝึก​เป็นควาญหลายคน บางคน​เมื่อจบหลักสูตรแล้ว​ไม่ยอมกลับบ้าน

มีญี่ปุ่นสาว (สวยด้วย)​ คนหนึ่ง​มาฝึกจนจบ พอเก็บของลงกระเป๋าเสร็จ​จะกลับบ้าน ก็เข้า​ไปร่ำลาช้างของเธอแล้ว​ก็ร้องไห้ เธอ​ต้องกลับออกมารื้อกระเป๋าอยู่​ต่อ​ไปอีก ควาญช้างสาวชาวอาทิตย์อุทัยพยายาม​จะกลับบ้านอยู่​หลายหน ​แต่หัวใจเธอก็ไม่อาจหักด่านช้างออก​ไป​ได้ ตอนนี้เธอ​เป็นควาญประจำอยู่​​ที่นี่ ออกโชว์ทุกครั้ง มีฝรั่ง​กับแหม่มอีกสองคนก็คล้ายกัน ​แม้​จะไม่มี​ความผูกพันลึกซึ้ง​กับช้างเท่า​กับญี่ปุ่นสาวคนนั้น​ ​แต่ก็อยู่​มาแล้ว​หกเดือน กลับ​ไปบ้าน​ได้เดือนสองเดือนก็กลับมาอยู่​อีก กินนอนอยู่​​กับควาญช้างไทยคนอื่นๆ​

สมองของช้างมีพัฒนาการ​แต่แรกเกิดจนโตคล้ายสมองคน (​และปลาโลมา) จึงฉลาด​และเรียนรู้​ได้ดีกว่าสัตว์อื่น ช้างป่า​โดยธรรมชาติ​เป็นสัตว์สังคม อยู่​รวมกัน​เป็นฝูง ​แต่เรียกว่า "โขลง" (herd) ใน​แต่ละโขลง​จะมีช้างตัวเมีย​ที่อายุมาก มีประสบการณ์สูง​และฉลาด​เป็นหัวหน้าโขลงหรือจ่าโขลง ไม่ใช่ช้างพลาย-ช้างตัวผู้​เป็นจ่าโขลงอย่าง​ที่เข้าใจกัน (ตรงนี้นักสิทธิสตรีคง​จะชอบใจ) จ่าโขลงตัวเมียนี้เรียกว่า "แม่แปรก" ​จะควบคุมช้าง​ทั้งโขลงในการเดินทาง การหากิน รวม​ทั้งการอบรมสั่งสอนช้างน้อยในโขลง (เหมือนเมียใหญ่​ที่ปกครองดูแลคนในครอบครัว ​ทั้งบรรดาเมียน้อย​และลูกเมียน้อยอย่างยุติธรรม - ผู้บรรยายไม่​ได้บอกมาคิดเปรียบเทียบ​เอาเอง)

ช้าง​ทั้งโขลง​จะมี​แต่ช้างตัวเมียเท่านั้น​ ยกเว้นลูกช้างตัวผู้​ที่ยังอยู่​ในวัยเด็กไม่กี่ตัว ​เมื่อช้างตัวผู้ในโขลงเริ่ม​เป็นวัยรุ่นก็​จะถูกแม่แปรกขับออกจากฝูง ​เพราะไม่​ต้องการให้มีการผสมพันธุ์ในโขลงเดียวกัน (inbreeding) ช้างหนุ่มจึง​ต้องแยกวงออก​ไปตั้งโขลงช้างหนุ่มเล็กๆ​ อยู่​รอบนอก (bachelors herd) ต่อสู้กันเองตามประสาจิ๊กโก๋ช้าง บางตัวก็​จะแยกออก​ไปอีก​เพื่อหากินตามลำพัง​เป็น "ช้างโทน" คอยดูแลโขลงช้างใหญ่อยู่​ห่างๆ​ ​และ​จะเข้า​ไปผสมพันธุ์​กับช้างตัวเมียโขลงอื่น​เมื่อถึงเวลา

ในเอเซียตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว​ มีการเลี้ยงช้างกันทั่ว​ไป​โดยเฉพาะในอินเดีย ช้าง​เป็น​ทั้งสัตว์พาหนะในยามสงบ​และ​เป็นสัตว์สำหรับสู้รบในยามศึกสงคราม ในปี​ที่สามร้อยยี่สิบเจ็ด ก่อนคริสต์ศักราช ​พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กรีฑาทัพเข้า​ไปยังเปอร์เซีย​และอินเดีย

กองทัพอินเดียสมัยนั้น​ก็มีทหารขี่ช้างออกสู้ศึก​โดยชนเผ่ามุนดะ(Munda)นับ​เป็นครั้งแรก​ที่กองทัพกรีก​ได้พบ​กับนักรบบนหลังช้าง ​แต่ใน​ที่สุดอินเดียก็พ่ายแพ้ต่อกองทัพอันเกรียงไกรของ​พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ​และอินเดียเกือบ​ทั้งหมดก็ตกอยู่​ภายใต้การปกครองของกรีกอยู่​ระยะหนึ่ง​

​ต่อมาพวกมุนดะบางกลุ่ม​ได้อพยพเข้ามาในเอเซียอาคเนย์ ​ทั้งตามลุ่มน้ำสาละวิน​และลุ่มน้ำโขง เข้าตั้งรกรากปน​ไป​กับคนในท้องถิ่น ดังนั้น​จึงมีการค้นพบเหรียญกษาปณ์กรีกสมัย​พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชในชุมชนเก่าแก่หลายแห่งในเอเชียอาคเนย์ คง​เป็นพวกมุนดะนำติดตัวมา​แต่สมัยก่อน

การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของพวกมุนดะ คง​จะนำประเพณีการจับช้างป่ามาเลี้ยงจากอินเดียเข้ามาด้วย จนคนในถิ่นนี้จับช้างมาเลี้ยง​เป็นสัตว์พาหนะกัน ช้าง​เป็นสัญลักษณ์ของ​ความแข็งแรง ​ความฉลาด​และ​ความภักดีต่อเจ้าของ ในอินเดียช้างนั้น​​เป็นพาหนะของเทพอยู่​แล้ว​ เช่นช้างเอราวัณของ​พระอินทร์ ดังนั้น​ช้างจึงกลาย​เป็นพาหนะ​และสัตว์คู่บารมีสำหรับกษัตริย์​ซึ่ง​เป็นสมมติเทพของอินเดียด้วย ​และกษัตริย์ในลุ่มน้ำต่างๆ​ในแถบเอเชียอาคเนย์จึงมีช้างเผือก​และช้างศึก​เป็นของสูงคู่บารมี เช่นเดียว​กับ​พระราชาต่างๆ​ในอินเดีย ช้าง​กับกษัตริย์จึง​เป็นของคู่กันมา​แต่โบราณ

​แต่เดี๋ยวนี้เหลือเพียงประเทศไทยประเทศเดียวในโลก ​ที่มี​ทั้งการเลี้ยงช้างอย่างถูก​ต้องตามประเพณีโบราณ ​และถือว่าช้างเผือก​เป็นช้างคู่บารมีของ​พระมหากษัตริย์ด้วย

หลายประเทศ​ที่มีป่าไม้อุดมกว่าไทย มีช้างมากกว่าไทย​แต่ก็ไม่มีกษัตริย์ หลายประเทศมีกษัตริย์​แต่มีช้างอยู่​แค่ในสวนสัตว์ไว้ให้คนดูเท่านั้น​ คนดูแลช้างก็​เป็นเพียงแค่ ลูกจ้างมารับทำงาน หาใช่ "ควาญช้าง" ​ที่แท้จริงไม่ ​ความรู้สึกผูกพันอย่างล้ำลึกในการเลี้ยง​และดูแลช้าง หรือการ​เป็นควาญช้างจึงไม่มีอยู่​ในจิตใจ ​จะมีก็​ที่ไทยนี่แหละ​​ที่เลี้ยงช้าง​ได้เก่ง​ที่สุดในโลก (​แต่การ​จะ​เอาช้าง​ไปเดินขอทานตามในเมืองอะไร​นั่นก็​เป็นอีกเรื่อง​หนึ่ง​)​

ช้างเลี้ยง​ต้องมี "ควาญ" (Mahout - ออกเสียง​เป็นภาษาอังกฤษว่า "มะฮูท " ​แต่​ถ้าออกเสียง​เป็นแบบอินเดีย​ต้องอ่านว่า "เมอ-เฮาท")​ ประจำตัว ควาญนี้​จะ​เป็น​ทั้งนาย ​ทั้ง​เพื่อน​และคนดูแลเพียงคนเดียวของมัน ช้าง​จะเลือกควาญของตัวเอง คน​ที่มาสมัครงาน​เป็นควาญ​จะ​ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ​คือนอกจาก​จะ​ต้องดูแล​และบังคับช้างเก่ง​เป็น​ที่ยอมรับของช้างแล้ว​ ยัง​ต้อง​เป็นคนประพฤติดี​เป็น​ที่ยอมรับของเจ้าของช้างด้วย ควาญ​จะ​ต้องรักช้างอย่างลูกหรือเมียทีเดียว ​และ​จะผูกพันกันตลอดชีวิต

ช้าง​ที่ดื้อเลี้ยงยาก​แม้​จะ​ใช้ขอสับก็ยังบังคับยาก เรียกว่า " เหลือขอ " ​และคำนี้ก็ถูกขอยืมมา​ใช้​กับคนบางคนด้วย​โดยเฉพาะ​กับเด็ก

​เขาว่า​เมื่อคนอารมณ์ดีมีจิตใจรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ (ช้างหรือสัตว์อะไร​ก็แล้ว​​แต่) ชั่วขณะนั้น​ ร่างกายคน​จะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง​ออกมาในร่างกาย ​ซึ่งช้าง​จะรู้สึก​ได้จากกลิ่นของคนคนนั้น​ ​และยอมให้เข้าใกล้ให้สัมผัสตัวมัน​ได้ ดังนั้น​สำหรับคนแปลกหน้า การพูดจา​ที่อ่อนโยน การสัมผัสลูบตัวช้าง(ช้างเลี้ยง) ช้างก็​จะยอมรับ (ในระดับหนึ่ง​) นอกจากนี้เชื่อกันอีกว่าสัตว์​โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยง ​สามารถ​จะสื่อกันทางจิต​กับคน​ที่รักมัน​ได้​โดย "สัมผัส​ที่หก" มันรู้ว่า​ใครรักมันจริง คนรักหมา​ไปไหนก็​จะไม่โดนหมากัด เข้า​ไปคุยด้วยเดี๋ยวเดียวมันก็ยอมให้เล่นด้วยแล้ว​ ​เขาว่าหลอกคนว่ารักหลอก​ได้ ​แต่เราไม่อาจ​จะหลอกสัตว์​ได้ !

ช้างตัวหนึ่ง​หนักหลายตัน ช้าง​ที่เจ็บ​จะไม่ยอมลงนอนหลับ ​เอาแค่ยืนหลับ​เพราะมันกลัวว่า​จะลุกขึ้น​อีกไม่​ได้ จนกว่า​จะยืนไม่ไหวจริง ๆ​ จึงลงนอน​ซึ่งหมาย​ความว่า​จะไม่มีวันลุกขึ้น​อีก

" ช้างเผือก " ตามกฎหมายไทยเรียกว่า " ช้างสำคัญ" มีลักษณะสำคัญอย่างน้อยเจ็ดอย่างตามตำราคชลักษณ์​ที่สืบทอดกันมา​แต่โบราณ ช้างเผือกตามกฎหมาย​และจารีตประเพณีถือว่า​เป็นของกษัตริย์เท่านั้น​ คนธรรมดามีไม่​ได้ ​ใคร​ได้มา​ต้องถวายแด่กษัตริย์ ช้างเผือกเราไม่เรียก​เป็นภาษาอังกฤษว่า "White Elephant" ​เพราะใน​ความหมายของฝรั่ง หมายถึงภาระ​ที่ใหญ่โต ​เป็น​ความหมายทางลบ ดังนั้น​จึงแปลคำช้างเผือกว่า "Royal Elephant " แทน

​เมื่อมีการพบช้างเผือกหรือ​ที่คิดว่า​เป็นช้างเผือกขึ้น​มา ณ ​ที่ใดก็ตาม ​จะ​ต้องรายงานให้ทางการทราบ จากนั้น​​จะมีผู้ชำนาญการช้างสำคัญจากในวังมาตรวจพิสูจน์ มีวิธีการตรวจมากมาย​ เช่น​ต้อง​เอาช้าง​ไปอาบน้ำขัดผิว​เพื่อดูสีผิวจริง ​ต้องขัดเล็บ​โดย​ใช้น้ำส้มสายชูขัดถู​เพื่อดูสีเล็บ​ที่แท้จริง ​ต้อง​เอามูลช้างมาดม ​โดยเก็บตัวอย่างมูล​ที่ยังตกไม่ถึงดินด้วยการ​ไปยืนรอ​ที่ก้นช้าง พอช้างถ่ายก็​เอามือรอง​เอามาดมทันที ​ถ้า​เป็นช้างเผือก​จะมีกลิ่นเหมือนดั่งดอกลำเจียก ! ​ต้องดูทิศ​ที่ช้างนอนว่าหันหัว​ไปทางทิศไหน นอกจากนี้​ต้องฟังเสียงกรนของช้างด้วย ​ถ้าช้างกรน​เป็นเสียงดั่งแตรสังข์ถือว่าดี ​ถ้ากรนเสียงเหมือนคนร้องไห้ก็​ใช้ไม่​ได้ ผู้ชำนาญการ​ที่เคยมาพิสูจน์ช้างเผือก​ที่นี่ (​ที่สถาบันนี้) ​ต้องคอยฟังเสียงช้างกรนด้วย ​แต่กว่าช้าง​จะนอนนั้น​ดึกมาก เลย​กลาย​เป็นช้าง​ได้ฟังเสียงกรนของผู้ชำนาญการแทนก็มี

เท่า​ที่ทราบ ผู้ชำนาญการพิสูจน์ช้างสำคัญขณะนี้มีอยู่​สองตระกูลเท่านั้น​ ​คือตระกูล "คชาชีวะ" ​ซึ่งถือกันว่าสืบเชื้อสายมาจาก​พระเพทราชา สมัยกรุงศรีอยุธยา (​พระเพทราชาทรงเคย​เป็นเจ้ากรมคชบาลมาก่อน) อีกตระกูลก็​คือตระกูล "คชเสนีย์" ตระกูลผู้ชำนาญการช้างนี้สอนตำราดูช้างสำคัญสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ​และ​จะไม่สอนวิชานี้ให้​กับคนนอกตระกูล​เป็นอันขาด

​เมื่อผู้ชำนาญการช้าง​ได้พิสูจน์ช้าง​เป็น​ที่แน่นอนแล้ว​ว่า​เป็นช้างสำคัญ ก็​จะเขียนใบพรรณนาว่าช้างนั้น​อยู่​ในกลุ่มใดมีลักษณะสำคัญอย่างไรตรงไหน (ยังแยกออก​เป็นหลาย species) คำพรรณนานี้ทำ​เป็นสองฉบับ​ ถวายในหลวงหนึ่ง​ฉบับ​ เก็บไว้ประจำตระกูลหนึ่ง​ฉบับ​

ช้างธรรมดาหรือช้างชาวบ้านนับจำนวน​เป็น "เชือก" ​แต่​ถ้า​เป็นช้างเผือก​จะนับจำนวน​เป็น "ช้าง" เช่น "ช้างเผือกสามช้าง" ​เมื่อมีการพิสูจน์​เป็น​ที่แน่นอน​โดยผู้ชำนาญการช้างแล้ว​ว่า​เป็นช้างสำคัญหรือช้างเผือก ก็​จะ​ต้องมีพิธีสมโภช" ขึ้น​ระวาง " ​เป็นช้างสำคัญ ​ต้องมีควาญดูแล​โดยเฉพาะตลอดเวลา ​และ​จะดุด่าว่าตีไม่​ได้ ​จะสอน​จะสั่งก็​ต้อง​ใช้คำสุภาพ ​ต้องปลูกโรงให้อยู่​ มี ร.ป.ภ. ดูแลด้วยมิให้​ใครมาทำร้ายหรือกลั่นแกล้ง​ได้ ​เพราะ​เป็นสมบัติของในหลวง ​จะปล่อยให้​ไปเ​ที่ยวนอนตามใต้ต้นไม้อย่างช้างอื่นก็ไม่​ได้ จึงทำให้ช้างสำคัญบางตัวนิสัยเสีย กลาย​เป็น "spoiled elephant" ​ไปบ้างเหมือนกัน ​เมื่อสมโภชแล้ว​​และถึงเวลาอันควรก็​จะทำการขึ้น​ทะเบียน​เป็น "ช้างต้น" มีชื่อ มียศตาม​แต่​จะ​พระราชทานต่อ​ไป

ตาม​ความเชื่อถือ​แต่โบราณถือว่าช้างเผือก​จะมีเทพยดาปกปักรักษาอยู่​ ดังนั้น​​ถ้าทำดีต่อช้างเผือก เทพยดานั้น​ก็​จะปกปักรักษาเรา​ไปด้วย
ใน​พระตำหนักสวนจิตร ฯ มีช้างเผือกเลี้ยงอยู่​ด้วย ​ซึ่งบางครั้ง​จะ​ต้องย้ายมา "พักร้อน " ​ที่ลำปาง​เพื่อให้ใกล้ธรรมชาติ ​ได้เ​ที่ยวป่าเ​ที่ยว​เขา ให้​ได้คลายเครียด​เพราะอยู่​ในวังถูกผูกตลอด ​เมื่อ​จะย้ายช้างเผือกมา​ต้องมีพิธีอัญเชิญเทพยดา​ที่ประจำตัวช้างนั้น​มาด้วย ช้างเผือกในวัง​เป็นช้างคู่บารมีในหลวง ว่ากันว่ายามใด​พระองค์ท่านทรงประชวร ช้างก็มีอาการผิดปกติ​ไปด้วย ​และว่า​เมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ช้างเผือก​ที่เลี้ยงอยู่​ใน​พระตำหนักสวนจิตรฯ ก็มีอาการผิดปกติ ทุรนทุรายด้วย

พม่าเองก็ถือเช่นเดียว​กับไทย ตามเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า ​เมื่อตอนพม่า​จะเสียเมืองแก่อังกฤษในสมัย​พระเจ้าทีบอ แห่งราชวงศ์อลองพญา ช้างเผือกใน​พระราชวังร้อง​โดยไม่มีสาเหตุ แลบางทีก็ร้อง​เป็นเสียงดังคนร้องไห้ เหมือนดั่ง​เป็นลางร้ายว่า​จะ​ต้องสิ้นสุดราชวงศ์​ที่สืบต่อกันมายาวนาน

ไม่ว่าคนหรือช้างก็​ต้องมี​ที่สิ้นสุดอายุขัย มีตำนานเล่าถึงช้างในป่าว่าเวลา​จะตายมัน​จะเดินทาง​ไปตายใน​ที่เดียวกัน​ซึ่ง​เป็น​ที่เร้นลับ เรียกว่า "สุสานช้าง" (​ซึ่งไม่จริง) ​เป็นต้นเหตุแห่งนิยายผจญภัยให้คนเขียนหนังสือหากิน​ได้​เป็นหลายคน ​แต่สำหรับช้างเผือกของกษัตริย์ ​ถ้า " ล้ม" ​เมื่อใดก็​จะ​ต้องมีพิธีศพดังคน ​ต้องนิมนต์​พระมาสวด ​เมื่อเผาแล้ว​ก็​ต้อง​เอากระดูกหรือเ​ถ้า​ไปลอยน้ำด้วย

ก่อนจบการบรรยาย​และสาธิตเรื่อง​ช้าง​ที่ "สถาบันคชบาลแห่งชาติ" ในวันนั้น​ ท่านรองผู้อำนวยการ​ได้เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า สัตวแพทย์หนุ่ม (หน้าตาดี) ​ที่ร่วมการบรรยาย​และสาธิตด้วยกันวันนี้ ​สามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง​ได้แล้ว​ นับว่า​เป็นแห่งแรกในโลก !

มัคคุเทศก์สาวหน้าทะเล้นคนหนึ่ง​เห็นช่องว่างแห่งภาษา ก็เลย​ถามว่า "น้ำเชื้อของช้างหรือน้ำเชื้อของหมอคะ​ ? " เรียกเสียงเฮสนั่นจากทุกคน​ได้ ​แต่คุณหมอหนุ่มนั้น​ทำหน้าชอบกล !

ช้าง สัตว์​ที่​เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเรา เคยปรากฏอยู่​ในธงชาติไทยมาแล้ว​สมัยหนึ่ง​ เคยออกศึกกู้ชาติกู้แผ่นดินมาแล้ว​หลายครั้ง ทำงานให้เรามาสารพัด ฉลาดน่ารัก​และภักดี ดีกว่าหมีแพนด้าอย่างชนิดเทียบชั้นกันไม่​ได้ ไม่​ต้องนอนในห้องแอร์​ที่อุณหภูมิสิบเจ็ดองศา​และไม่เรื่อง​มากในการกินอยู่​ด้วย ​ใคร​จะมาเชียงใหม่ทาง รถยนต์ ช่วยแวะมาเยี่ยมเยียนช้างไทยของเรา ซื้อกล้วยอ้อยให้มันกินบ้าง​ที่ "สถาบันคชบาลแห่งชาติ" จังหวัดลำปาง(ทางผ่าน) ก่อน​จะ​ไปเยี่ยมคารวะ "พณฯแพนด้า- ทูตสันทวไมตรีห้องแอร์" ​ที่เชียงใหม่ ด้วยเถิด...​.O

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1734 Article's Rate 9 votes
ชื่อเรื่อง ช้าง ช้าง ช้าง
ผู้แต่ง ชาร ทิคัมพร
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๖๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8553 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2549, 14.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Mar(ฟานรี) [C-8554 ], [124.121.94.94]
เมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2549, 14.23 น.

อ่านแล้ว​น่ารักดีจังค่ะ​ ​ได้​ความรู้ด้วย ช้าง ช้าง ช้างเนียะ น่ารักจริงๆ​

ไว้มาร์​จะติดตามต่อ​ไปนะค่ะ​ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : แสนรัก [C-8559 ], [219.47.52.14]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2549, 00.14 น.

​ได้มีโอกาส​ไปเยือนแล้ว​ค่ะ​​เมื่อปี​ที่แล้ว​นี้เอง พาอาจารย์ชาวญี่ปุ่น​ไปด้วย น่ารักจริงๆ​ค่ะ​อาจารย์ชอบใจใหญ่ ​แต่ก็​ไปดู รพ. ช้างมาด้วยน่าสงสาร​เขามากเลย​ ตัวก็โต​แต่​ต้องยืนสามขา...​​ถ้ามีโอกาส​ต้อง​ไปอีกค่ะ​...​แล้ว​ก็ขอบคุณลุงชาร​ที่​เอา​ความรู้มาฝากกันค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-8573 ], [158.125.1.113]
เมื่อวันที่ : 25 ก.ค. 2549, 19.33 น.

เยี่ยมยอดเลย​ค่ะ​ ลุงชาร ครบเครื่องเรื่อง​ช้างหลายๆ​เรื่อง​ ​ที่พิลเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน มี​ทั้งลูกเล่นลูกฮา ​และลูกแถมปลายนวมด้วย ฮิๆ​ๆ​ๆ​ ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-8661 ], [212.152.4.169]
เมื่อวันที่ : 31 ก.ค. 2549, 22.29 น.

สนุกจังค่ะ​ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่อง​ช้าง ๆ​ ​จะมีเกร็ดน่าสนใจมากมาย​เพียงนี้ คง​เป็นเทคนิคของผู้บรรยาย​และผู้ถ่ายทอดด้วย

​ได้​ความรู้ขึ้น​อีกโขเลย​ค่ะ​

ขอบคุณค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น